
โลกเซอร์เรีนล
“เหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เลยว่ะ”
“เหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เลยว่ะ”
ชายหัวล้านในชุดสูท ทราบมาว่าเป็นนักการเมืองพรรคใหญ่ พึมพำเบาๆ ขณะหย่อนก้นลงบนโซฟา สายตากวาดมองอย่างตกตะลึงไปรอบห้องโถงบนชั้นสูงสุดของคอนโดหรู
ผมตกตะลึงเช่นกัน แต่ในใจกลับคิดสับสน กูมาทำอะไรที่นี่วะ
โคมไฟระย้าเลิศหรูอลังการส่องประกายระยับเหนือโต๊ะอาหาร แสงวูบไหวจากเชิงเทียนสลัวในความมืด จานชามช้อนส้อมวางเป็นระเบียบ วิวนอกหน้าต่างมองเห็นตึกระฟ้าย่านสุขุมวิท ดวงอาทิตย์กลมโตกำลังตกดิน
คืนนี้ ผมติดตามเจ้านายมาร่วมมื้อดินเนอร์สุดเอกซ์คลูซีฟ จัดโดยเจ้าภาพหนุ่มใหญ่ ทายาทเจ้าของธุรกิจอาหารทะเลเบอร์ต้นๆ ของประเทศ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมงานศิลปะตัวยง เป็นโอกาสที่หาจากไหนไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้ ที่นักข่าวตัวเล็กๆ อย่างผมจะได้มาสัมผัสให้เห็นเป็นบุญตา
แขกร่วมงาน มีตั้งแต่นายพลเรืองนามแห่งกองทัพบก ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง นักเล่นหุ้นดาวรุ่งผู้กำลังฉายรัศมีเจิดจ้าในแวดวงนักลงทุน ผู้พิพากษา นายแพทย์ระดับแถวหน้า ตลอดจนบรรดานักธุรกิจพันล้าน รวมกว่า 20 ชีวิต ต่างคลึงแก้วไวน์พูดคุยกันถึงเรื่องตัวเลข การมุ้งการเมือง ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ และอีกมากมายหลายเรื่องที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน
วงดนตรีแจ๊ซสามชิ้นบรรเลงเพลงอ่อนหวาน พวกเขาเป็นวงป๊อปปูลาร์ในวงการผับบาร์ ทว่าค่ำคืนนี้ถูกว่าจ้างให้มาเล่นส่วนตัวด้วยราคาที่มากกว่าปกติสองเท่า
กลิ่นเนื้อแกะรมควันโชยเข้าจมูก เนื้อลูกวัวย่างในซอสข้นคลั่ก ผักสลัดสีสันเพริศแพร้ว บริกรแต่งตัวเต็มยศเดินถือถาดค็อกเทลถาดเครื่องดื่มหมุนเวียนมาไม่ขาดสาย นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งเข้ามารายงานตัวกับเจ้าบ้าน ยิ้มละไมบนใบหน้าดุดัน ก่อนลงไปอำนวยความสะดวก โดยมีเหล่าคนขับรถชุดซาฟารีกำลังง่วนปัดเช็ดรถเจ้านายตน
ราวกับโลกเหนือจินตนาการ โลกแห่งความฝัน โลกของคนชั้นสูงที่ชีวิตจริงไม่มีวันได้ย่างกราย ผมไม่ต่างอะไรกับ นิค คาร์ราเวย์ ตัวละครเอกภาพยนตร์เรื่อง เดอะ เกรต แกสบี้ ที่หลุดเข้าไปในงานปาร์ตี้ ณ คฤหาสน์อันโอ่อ่าของมหาเศรษฐีหนุ่มเจ้าสำราญ เจย์ แกสบี้ ตื่นตะลึงพรึงเพริดในความหรูหราตระการตาของโลกคนรวย
ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ผมทำตัวที่เล็กอยู่แล้วให้ลีบลงไปอีก ยิ้มเรี่ยราดแบบคนขาดความมั่นใจ มือไม้อ่อนยวบยาบจนเผลอยกมือไหว้แม้กระทั่งเงาบนกำแพง ใจสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น หวาดกลัว ผสมเขินอาย เจียมเนื้อเจียมตัว เกรงขาม ผิดที่ผิดถิ่น ขนาดปวดเยี่ยวยังไม่กล้าลุกเข้าห้องน้ำ หิวท้องร้องก็ไม่กล้าเดินแหวกดงผู้ดีไปตักอาหารมารับประทาน
ใจหนึ่งอยากกลับบ้านไปให้พ้นๆ อีกใจหนึ่งกัดฟันอดทนรอเวลาที่เจ้าของบ้านเปิดแกลเลอรี่ส่วนตัวให้ชมเสียที
ซัดไวน์แดงเข้าไปหลายอึก ทั้งที่สั่งไม่เป็น ทำได้แค่ชี้นิ้วอย่างเก้ๆ กังๆ บางคราวไม่ทันใจก็คว้าแชมเปญมากระดกอั้กๆ ก่อนหลบไปนั่งแหง่วอยู่บนโซฟามุมห้องที่เดิม ลุกเดินแต่ละทีย่องเบาราวกับแมว เหมือนผีไม่มีตัวตน มีอยู่หนหนึ่งเดินสะดุดพรมจนเกือบหงายหลังไปชนรูปปั้นล้ม รอดตายหวุดหวิด
ตลอดเวลาที่อยู่บนนั้น สายตาเรดาร์ทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียดยิบ ก็ยังรู้สึกแปลกตากับสไตล์การตกแต่งบ้านอันโอ่อ่า สารพัดผลงานศิลปะที่เคยเห็นแต่ในหนังสือ อากัปกิริยาผู้คน แอบซึมซับบรรยากาศเอาไว้อย่างดื่มด่ำฉ่ำลึก ผ่านไปหลายชั่วโมงอันแสนน่าเบื่อ เสียงอ้อแอ้ด้วยฤทธิ์ไวน์ของเจ้าบ้านจึงเชื้อเชิญให้แขกทุกคนเดินตามไปอีกห้อง ซึ่งเก็บสะสมคอลเลกชั่นศิลปะส่วนตัวไว้ไม่เคยเปิดเผยให้ใครชมมาก่อน
พลันที่ก้าวเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวาง ประดับประดาด้วยภาพเขียนขนาดยักษ์ ผลงานหายากของศิลปินผู้อื้อฉาว ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ชาติชาย ปุยเปีย เขียน ยิ้มศิริ อังคาร กัลยาณพงศ์ จูเลียน ชนาเบล อันเดรส เซอร์ราโน คริสเตียน โบแทนสกี ดาเมียน เฮิร์ส มาร์ติน โคห์เลอร์ บาร์นาบี เฟอร์นาส ซินดี้ เชอร์แมน เอลเลน กัลลาเกอร์ แอนดี้ วอร์ฮอล และอีกหลายนามจำชื่อไม่ได้ งานแทบทุกชิ้นราคาแพงหลักล้าน หาดูยาก คุ้มค่าสมการรอคอยจริงๆ
เกือบห้าทุ่ม งานเลี้ยงใกล้เลิกรา ผมเข้าไปกระซิบบอกเจ้านายขอตัวไปรอข้างล่าง ขณะลงลิฟต์ในใจก็ประหวัดคิดไปสารพัด งงตัวเองว่าพาร่างปอนๆ หลุดเข้ามายังค่ำคืนราคาแพงแบบนี้ได้อย่างไร แต่ก็ภูมิใจว่าชีวิตหนึ่งเคยได้มาสัมผัสสังคมชั้นสูง ซาบซึ้งไวน์ขวดละแสน อาหารจานละหมื่น ชื่นชมงานศิลปะระดับโลกชิ้นละไม่รู้กี่ล้าน
เดินออกมาหน้าคอนโดหรู ผ่านคนขับรถยืนโค้งคำนับอย่างสุภาพ คงคิดว่าผมเป็นนักลงทุนหนุ่มที่เป็นแขกร่วมโต๊ะกับเจ้านายพวกเขา ยืนเตร่ริมฟุตปาท มองดูความวุ่นวายภายในซอยอันเผยให้เห็นภาพรถติดเต็มท้องถนน เสียงบีบแตรดังหนวกหู ไม่ไกลกันรถเข็นขายส้มตำไก่ย่างเปิดไฟสว่างจ้า มีลูกค้ามุงแน่น ควันไฟโขมง
โลกแห่งความเป็นจริงกลับคืนมาแล้ว
นาทีนั้นเอง ผมสาวเท้าเข้าหากลิ่นหอมไก่ย่าง ด้วยความรู้สึกมั่นใจ และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ







