
‘Historic day of Buddhist in India’ เนื่องในวันวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๕๖! (ตอนที่ ๘)
เพื่อความเข้าใจที่จะนำไปสู่การศึกษาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจากการแสดงธรรมในครั้งนี้ จึงขอสรุปความรู้เบื้องต้นอันควรเข้าใจว่า
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เพื่อความเข้าใจที่จะนำไปสู่การศึกษาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจากการแสดงธรรมในครั้งนี้ จึงขอสรุปความรู้เบื้องต้นอันควรเข้าใจว่า
ปัจจยาการความสืบเนื่องที่นำไปสู่ความทุกข์นั้น
เริ่มต้นที่ “ความไม่รู้” เป็นปัจจัย
และความไม่รู้นั้น จึงนำไปสู่ความทะยานอยาก
ความทะยานอยาก จึงนำไปสู่ความยึดติดยึดถือ
ความยึดติดยึดถือที่ก่อตัวสืบเนื่องจากความทะยานอยาก
จึงสร้างอำนาจหนึ่งคือ อุปธิ
และเมื่ออุปธิเกิดขึ้น แดนแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้น
ความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น เพราะมีอุปธิเกิดขึ้น
ซึ่งอุปธิเกิดขึ้น เพราะมีตัณหาอุปาทานเป็นตัวก่อให้เกิดขึ้น
ดังคำกล่าวที่ว่า ตัณหา อุปาทาน เกิดขึ้นในสิ่งใด อุปธิก็ก่อเกิดขึ้นในสิ่งนั้น
ด้วยอำนาจตัณหาอุปาทานที่เกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย คือ ความไม่รู้ในความจริงที่เป็นจริงอยู่ในธรรมชาติ จึงทำให้วิถีจิตดำเนินไปอย่างขาดทิศทาง... การเดินไปอย่างไม่มีทิศทางของจิต เรียกว่า วกวน แต่เป็นการวกวนอย่างมีทิศทาง เรียกว่า หมุนวนอยู่ในสังสารวัฏ เป็นการหมุนวนให้ไม่รู้ต้น ไม่รู้ปลาย มีแต่ความเกิดขึ้น และความดับไปสืบเนื่องปรากฏให้เห็นเป็นธรรมดาในสังสารวัฏนั้น
ความเกิดความดับนี่คือเครื่องหมายแสดงของความทุกข์ และทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย อันทำให้เกิดอุปธิขึ้น
และด้วยความหมายว่า อุปธิเกิดขึ้นเพราะมีตัณหาอุปาทานเป็นตัวก่อขึ้น ตัณหาอุปาทานจึงเป็นสมุทัยแห่งทุกข์ ดังปรากฏอยู่ในพระอริยสัจที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ อันเป็นหลักการหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
“อวิชชา” หรือ “ความไม่รู้” อันเป็นต้นเหตุนำสัตว์ทั้งหลายเคลื่อนชีวิตไปสู่ความทุกข์ ก่อเกิดอุปธิ ให้สัตว์อยู่ในแดนทุกข์อย่างไม่จบและไม่สิ้นนั้น ด้วยอำนาจแห่งอวิชชาซึ่งจะสรุปความหมายสั้นๆ แต่กระชับได้ใจความว่า ...
อวิชชานั้น มีลักษณะสามัญ คือ
ความไม่รู้จริง เป็นประการที่หนึ่ง
และประการที่สองนั้น คือ มีความรู้ผิดจากความจริงเป็นปกติ
ดังนั้น การที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายสิ้นไปจากความทุกข์นั้น ต้องกำจัดอวิชชาหรือความไม่รู้นี้ให้สิ้นไป นั่นหมายความว่า ต้องทำให้จิตแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้นออกไปจากความมืดมน พบกับความสว่าง เพื่อเห็นซึ่งความจริงที่มีอยู่ตามความจริงในธรรมชาติ และเพื่อการรู้ให้ถูกต้องตามความจริงนั้นที่เรียกว่ามี “วิชชา” เกิดขึ้น อันจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอำนาจแห่งการอบรมจิตตภาวนาตามกระบวนการวิปัสสนาญาณ หรือการเจริญสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นธรรมโอสถ หรือเป็นโอสถขนานเอกในพระพุทธศาสนา ที่ให้ดับสิ้นซึ่งความทุกข์แห่งสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริง
พระพุทธศาสนาจึงให้คำสั่งสอนที่นำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความเป็นพุทธะ หมายถึง ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน
รู้ ในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ
ตื่น จากความไม่รู้ คือ ความหลับใหล
เบิกบาน คือการขจัดให้สิ้นซึ่งความหวาดวิตก กังวล และความกลัว
อันเขตแดนแห่งความเป็นพุทธะนั้นเกิดขึ้นได้เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในพระศาสนาอื่น
การพัฒนาจิตที่เรียกว่า “การเจริญวิปัสสนา” ในพระพุทธศาสนาตามที่กล่าวมานั้น เป็นกระบวนการแก้จิต ปรับปรุงจิต เพื่อให้คืนกลับมามีคุณภาพสมคุณค่าความเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “พุทธธาตุ” ด้วยอำนาจแห่งพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีกระบวนการศึกษาปฏิบัติอย่างมีแบบแผน จึงสามารถทำให้ “จิตไม่รู้” กลับมาเป็นจิตที่รู้ได้ สามารถทำให้ “จิตที่รู้ผิดๆ” กลับมาเป็นจิตที่รู้ถูกต้องได้
ซึ่งการทำให้จิตกลับมารู้อย่างถูกต้องนั้น ก็อาศัยธรรมะตัวหนึ่งที่เรียกว่า สัมมาสติ ซึ่งจะควบคู่กับสัมมาวายามะ หรือในความหมายย่อคือ สติ ควบคู่กับสัมปชัญญะ
สตินั้น ตามปกติก็มีอยู่ในจิตที่มีคุณภาพของสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว แต่หากไม่ฝึกฝน ไม่หมั่นเพียรในการสร้างให้มีกำลัง สติก็จะอ่อนไป จนดูเหมือนว่าจิตขาดสติ
โดยแท้จริงแล้ว สตินั้นมีอยู่ในจิตปกติของสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว จึงขึ้นอยู่กับการประพฤติ การเพียร การฝึกฝน ให้สตินั้นกลับคืนมาอย่างเข้มแข็ง สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมมีสติอันสมบูรณ์ เมื่อสติมีกำลังเข้มแข็ง สามารถควบคุมจิตได้อย่างมั่นคง ก็ย่อมรวมรู้ลงที่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ได้อย่างมีคุณภาพ
การรวมรู้จิต รวมรู้อยู่ที่ พุทโธ พุทโธ พุทโธ นั้น ทำให้จิตมีอำนาจของความระลึกรู้ชอบที่เข้มแข็งขึ้น จนสามารถกำกับรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ได้อย่างละเอียด ประณีต และรู้ได้เท่าทัน จนจิตสงบ รวมลงอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก และรวมรู้อยู่ที่ “พุทโธ” อย่างน่าอัศจรรย์ ก็ด้วยการฝึกฝนสติให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และต่อเนื่อง จนจิตนั้นกลับคืนมามีอำนาจของการระลึกรู้ชอบอย่างสมบูรณ์พัฒนาให้จิตนั้นมีสติปัญญา และเป็นสติปัญญาที่สามารถรวมรู้ลงภายในจนเกิดการหยั่งรู้เข้าไปถึงอำนาจธรรมภายในทั้งปวงได้ เรียกว่า มีญาณทัศนะเกิดขึ้นในจิตดวงนั้น
นั่นหมายถึง สติปัญญาพัฒนาเป็นญาณ ญาณอันเป็นธาตุตัวรู้แห่งจิตที่เกิดมีอยู่ในธรรมชาติกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง จนพัฒนาความรู้นั้นให้หยั่งรู้ลงไปในความจริงทั้งปวง จนเป็นปัญญาญาณ และก่อเกิดอำนาจรู้ขึ้นเรียกว่า วิชชา
(อ่านต่อฉบับหน้า)







