
‘ทุกแรงกดดันเป็นแรงผลักดัน’ โชคชัย บุญมาพึ่ง
แม้จะเกิดมาร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่เรื่องราวการต่อสู้ของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นที่พูดกล่าวขานถึงและเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนซึ่งรู้สึกกำลังท้อแท้ได้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
แม้จะเกิดมาร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่เรื่องราวการต่อสู้ของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นที่พูดกล่าวขานถึงและเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนซึ่งรู้สึกกำลังท้อแท้ได้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง
หลายครั้งในช่วงเวลา 19 ปีของชีวิต คนตัวเล็กหัวใจแกร่ง โชคชัย บุญมาพึ่ง หรือตัวเล็ก ของเพื่อนๆ ก็เคยรู้สึกท้อถอย บางเสี้ยววินาทีเขาคิดจะปลิดชีวิตตัวเองลาจากโลกกลมๆ ใบนี้ โชคดีที่เขายังมี “แม่” ผู้ให้กำเนิดเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นแรงผลักดันให้เขาต่อสู้ กระทั่งสอบเข้าศึกษาต่อในคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อย่างที่ไฝ่ฝัน
ก้าวแรกของชีวิต
พื้นเพของโชคชัยเป็นคนสมุทรปราการ เขาลำบากมาตั้งแต่เด็ก “บ้านไม่รวย แม่เลี้ยงผมกับน้องสาว (น้องเบลล์) มาตามลำพัง เราเกิดมาก็เกือบทำให้แม่ตาย เพราะผมไม่กลับหัว หมอช่วยสุดชีวิต ดึงก็ติดแขน แม่ใช้แรงเบ่งเยอะ เสียพลังงาน เหนื่อย หมอบอกว่า ถ้าเด็กไม่ออก ไม่แม่ก็เด็กต้องตาย แต่แม่ไม่ยอม หลังออกมา หมอถามแม่ว่า จะเอาเด็กไว้หรือเปล่า เพราะเด็กตัวเล็กมากๆ ไม่แข็งแรง โตขึ้นอาจเป็นออทิสติกหรือไม่ก็ปัญญาอ่อน แต่แม่บอกหมอว่า ลูกของฉัน ฉันก็จะเลี้ยงให้เขาโตให้ได้ แม่เลี้ยงผมกับน้องมาด้วยตัวคนเดียว แม่ไม่ตี แม่สอนให้เราเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก
“ตอนเด็กๆ ผมจำความได้ แม่เป็นเพื่อนคนแรกของผม หาอะไรมาให้เล่น อีกทั้งเป็นเพื่อนคุย ปรึกษา แม่เป็นทุกอย่าง ผมเป็นเด็กเงียบ ขี้อาย ไม่กล้าพูดกับเพื่อน กลัวตัวเอง ไม่กล้ามองกระจก คิดว่าตัวเองเหมือนสัตว์ประหลาด แต่แม่สอนว่า ถึงเราเป็นอย่างนี้ เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับคนทั่วไปให้ได้ เขาแค่มอง เขาไม่ใช่ชีวิตเรา คำคนพูด หากมันเป็นความจริงก็ต้องยอมรับ ถ้ายอมรับได้ก็หมดปัญหา ผมจึงเริ่มมองตัวเองในกระจก ยอมรับตัวเองให้ได้ว่านี่คือ ตัวเรา ไม่พยายามกลัวตัวเอง”
ตอนเด็กๆ โชคชัยเดินไม่ได้ เพราะตัวเล็ก นั่งก็ไม่ได้ เป็นแม่อีกนั่นแหละที่ทำรถเล็กๆ ติดสี่ล้อ วางกระดานให้เขานอนไถไปกับพื้น ด้วยอยากให้ลูกได้วิ่งเล่นกับเพื่อน ตัวเล็กเริ่มเดินได้เมื่อเข้าโรงเรียนตอน 8 ขวบ โรงเรียนแรกของเขา คือ โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ให้โอกาสแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ
“วันที่แม่ไปส่งจำได้ว่าร้องไห้กอดขาแม่ไม่ยอมให้กลับ แต่แม่พูดให้กำลังใจว่า ต้องสู้ ต้องเรียน ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ถ้าไม่เรียนก็ไม่มีงานทำ ถ้าไม่อยากลำบากต้องเรียน เจอกันเมื่อไหร่ก็เจอได้ เรียนจบก็ได้เจอกัน ผมนั่งร้องไห้มองรถตู้พาแม่ออกไป คุณครูหวานซึ่งเป็นครูคนแรกที่ผมรู้จัก ปลอบว่าครูมีลูกพิการเป็นเด็กออทิสติกต้องนั่งรถวีลแชร์ พูดก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ได้ เขาก็ยังอยู่ที่นี่ แล้วตัวเล็กยังอยากกลับบ้านอยู่ไหม จากนั้นผมก็เดินไปที่โรงอาหารเห็นเด็กคนอื่นๆ เป็นหนักกว่าเรา ทำให้ผมมีกำลังใจ ผมเรียนที่นั่นจนถึงชั้นมัธยม 3 คุณครูทุกคนเหมือนแม่ของผม
“ครูด้านกายภาพที่สอนผมเดินเป็นครั้งแรกเห็นผมเดินแบบต้องตัวงอก็เลยให้เราฝึกเดิน โดยไม่ต้องเดิน 3 ขาอีกต่อไป ครูฝึกเดินด้วยการให้เดาะลูกบอลใหญ่ๆ แรกๆ ไม่อยากเดาะ เพราะมันฝืนร่างกาย ถ้าครูเห็นผมเดินสามขาก็จะตี และห้าม ผมร้องไห้ ไม่อยากเรียนวิชานี้ รู้สึกเบื่อมาก แต่พอเดินได้ ต้องขอบคุณครูมาก โรงเรียนหล่อหลอมให้เด็กๆ มีคุณธรรมจริยธรรม ส่งเสริมด้านกีฬาจนผมเป็นเด็กกิจกรรมเก่งคอมพิวเตอร์ เป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน ปลูกผัก และปักครอสติตช์ได้”
แม่คือ...พลัง
จบมัธยมปีที่ 3 โชคชัยมาเรียนต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ หลายคนเป็นห่วงว่าเขาจะใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้ไหม แรงกดดันจึงเหมือนแรงผลักดัน โดยมีแม่เป็นกำลังใจ
“เมื่อผมเข้าไปเรียนกับเพื่อนๆ ที่เป็นปกติ คนก็คิดว่าคงจะทำและอยู่ไม่ได้ แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนตบไหล่ผมแล้วบอกว่า มาเรียนเลย ผมก็สอบผ่านเหมือนเด็กปกติ ที่นี้ผมต้องปรับตัวมากๆ รู้สึกกดดันเพราะทุกคนมองเราเป็นเด็กพิการในโรงเรียน ผมจึงต้องขยันกว่าคนอื่นหลายเท่า คนอื่นเดินหนึ่งก้าว แต่ผมเดินมากกว่าเขาสิบก้าว เจอแต่เพื่อนๆ ที่เป็นเด็กเก่ง เรียนหนังสืออย่างเดียว วิชาการเรียนยากมากขึ้นกว่าโรงเรียนเดิมหลายเท่า ทำให้ผมต้องพยายามเข้าใจบทเรียนอย่างหนัก สุดท้ายผมสามารถจบมัธยม 6 ได้ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.00”
แต่กว่าจะจบก็พบอุปสรรคหลายอย่าง ตัวเล็กบอกว่า แม่ของเขาเหมือนพระประจำบ้านที่เป็นทั้งเพื่อนและครูที่สอนทุกอย่าง บางครั้งที่เขาไม่สามารถต่อสู้กับปัญหาและสภาพแวดล้อมได้ แต่แม่เป็นแรงบันดาลใจให้เขามากที่สุด แม่เป็นผู้หญิงแกร่ง แม่ไม่แต่งงานใหม่ แม่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยค่าแรงเพียง 250 บาทต่อวัน
“แม่ประหยัดเพื่อเอาเงินมาให้เรา แม่สอนให้ผมเห็นคุณค่าในตัวเอง ถ้าตัวเราเองยังไม่เห็นคุณค่าในตัว คำสอนนี้ทำให้ผมกล้าแสดงความคิดเห็น และมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ผมก็ยอมรับว่าเคยคิดปลิดชีวิตตัวเองเพราะมีปัญหาเรื่องเพื่อนมักให้เราแปลภาษาอังกฤษหรือทำรายงานให้ เพื่อเพื่อนจะได้ยอมรับ เยอะเข้าจนเราทำไม่ไหว เกิดอาการท้อแท้ เคยหนีออกจากบ้านไปพัทยา คิดว่าจะไปกระโดดทะเล เพราะรู้สึกเครียดมาก เตรียมกระโดดแต่คุณลุงคนหนึ่งถามว่าจะโดดทำไม เขาขี้เกียจเก็บศพ ผมจึงได้สติ เมื่อปัญหาเกิดก็ต้องหาทางแก้ปัญหา ประกอบกับเพื่อนที่พิการเหมือนกันแต่ไม่มีโอกาสได้เรียนเตือนสติว่า เรามีโอกาสเรียนทำไมไม่เรียน ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านหลังจากหายไป 1 อาทิตย์ พอเรามีภูมิเราก็รู้สึกปกป้องตัวเอง กล้าที่จะปฏิเสธเพื่อนว่า เราไม่ทำรายงานให้ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันตัวเอง ไปไหนกล้าไปคนเดียว”
ความหวังและความฝัน
คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ คณะในฝันที่โชคชัยอยากเข้ามาเรียน ขณะนี้โชคชัยเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 โดยได้รับทุนนักศึกษาผู้พิการ เมื่อศึกษาจบเขาอยากทำงานเบื้องหลัง เช่น เขียนบทละคร เขียนข่าวบันเทิง หรือไม่ก็เป็นครีเอทีฟ แม้ร่างกายไม่ปกติ แต่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเขาก็ไม่มีปัญหา ตัวเล็กยังดำเนินชีวิตเหมือนเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ เริ่มเรียนแปดโมงเช้า บางวันเรียนเสร็จตอนเที่ยงครึ่ง จากนั้นก็ใช้เวลาไปทำกิจกรรมในองค์กรนักศึกษา เป้าหมายในชีวิตของโชคชัยคือ อยากทำงานเก็บเงิน อยากมีบ้านเล็กๆ ให้แม่กับน้องสาวได้อยู่
“ปัจจุบันสังคมเปิดโอกาสมากขึ้น สังคมมีทั้งด้านมืดและสว่าง แต่เราจะเลือกเดินไปด้านไหน ผมเลือกที่จะอยู่ด้านที่เรามีความสุข ได้อยู่กับคน ได้ยิ้มกับคน ได้พูดได้คุย ถ้าเราเป็นมิตรก็ไม่มีศัตรู” โชคชัยและเพื่อนๆ ต้องการโอกาสและอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม “เราไม่อยากเป็นภาระ ไม่อยากให้คนมองว่าต้องให้คนพิการอย่างเดียว คนพิการก็เป็นผู้ให้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ให้โอกาสเขา มีคนพิการบางกลุ่มเหมือนกันที่ไม่พยายามช่วยเหลือตัวเอง จริงๆ คนปกติต้องให้คนพิการได้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะคนปกติอยู่กับเราไม่ได้ 24 ชั่วโมง”
เด็กหนุ่มคนนี้อยากให้เรื่องราวชีวิตของเขาเป็นกำลังใจให้กับคนที่รู้สึกท้อแท้ “เราท้อแท้ แต่เรายังมีลมหายใจอยู่ ดังนั้นความท้อแท้ไม่ได้หมายถึงความมืดมิดของชีวิต เราต้องให้กำลังใจตัวเอง หากเราไม่มีกำลังใจให้ตัวเอง ก็ต้องหาแรงบันดาลใจ ต้องดูผู้อื่นที่หนักกว่าเรา พยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเองดีที่สุด
“ผมเชื่อเรื่องกรรม กรรมเกิดจากการกระทำ ถ้าปัจจุบันเราทำดีก็ได้ดี ทำดีกับคนโดยไม่หวังผล ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน อย่าทำให้คนอื่นมองว่าเราน่าสงสาร ผมอยากช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ผมอยากไปถึงจุดหมายด้วยขาของตัวเอง แม้มันจะช้าหน่อยแต่ก็ถึง แล้วเราก็จะภูมิใจ ผมเคยไปเดินมาราธอนระยะทาง 23 กิโลเมตร มีเพื่อนวิ่งเป็นเพื่อน แต่ผมให้เพื่อนวิ่งไปก่อน แล้วผมก็เดินตามความสามารถ เดินจนถึงเส้นชัยโดยใช้เวลา 3 ชั่วโมง ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเอง อย่างน้อยเราต้องถึงเป้าหมาย บางคนคิดว่าบางเส้นทางไกล หยุดและเลิก คนแม้จะเก่งมาจากฟ้า แต่หากขี้เกียจก็ไปไม่ถึง”
หัวใจที่ยิ่งใหญ่ของผู้ชายตัวเล็กอย่าง โชคชัย บุญมาพึ่ง ช่างน่านับถือจริงๆ







