posttoday
องค์ประกอบลับสู่ความสำเร็จ...

องค์ประกอบลับสู่ความสำเร็จ...

10 มิถุนายน 2556

มีองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดและทำให้เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ สิ่งนั้นก็คือ ความมีประสิทธิภาพในตนเอง (selfefficacy)

โดย..อณุศรา

มีองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดและทำให้เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ สิ่งนั้นก็คือ ความมีประสิทธิภาพในตนเอง (selfefficacy) การที่เราเชื่อในความสามารถของตนเองว่าจะบรรลุสิ่งที่ต้องการได้ คือปัจจัยสำคัญในการไปถึงจุดหมายได้อย่างแท้จริง และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ความมีประสิทธิภาพในตนเอง นั่นเป็นลักษณะที่สามารถพัฒนาขึ้นได้เสมอไม่ว่าท่านจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ชาญวุฒิ เจียมลักษณไพศาล บริษัทที่ปรึกษา เอพีเอ็ม กรุ๊ป มีข้อแนะนำที่ดีไว้ว่า คนเราสามารถพัฒนาความมีประสิทธิภาพในตนเองได้โดย 4 วิธีดังนี้

1.โดยการสะสมเพิ่มพูน การบรรลุความสำเร็จในแต่ละครั้งช่วยให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ

2.โดยการสังเกตการณ์ เมื่อเราเห็นใครบางคนที่คล้ายคลึงกับเราประสบความสำเร็จ เราก็ตระหนักได้ว่าเราสามารถทำได้เช่นกัน

3.โดยทัศนคติที่ดีจะช่วยให้เราเกิดความเชื่อในความสามารถของตนเองมากขึ้น ในขณะที่ทัศนคติที่ไม่ดีจะเป็นตัวทำลายความเชื่อนั้น

4.จากการสนับสนุนของผู้อื่นที่เชื่อมั่นในตัวเรา ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล นี่เป็นวิธีที่ท่านจะสามารถช่วยให้ลูกน้องของท่านประสบความสำเร็จได้

เราสามารถบรรลุความสำเร็จได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด หากสามารถพัฒนาความมีประสิทธิภาพในตนเองได้ ดังนั้น เพื่อที่จะสามารถทำได้ดีกว่าที่หวัง ไม่ใช่แค่คาดหวัง

เทคนิคง่ายๆ ในการให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)...

ช่วงนี้หลายองค์กรคงเริ่มง่วนอยู่กับการประเมินผลกลางปี ส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของการประเมินผล คงหนีไม่พ้นการให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) หรือการเรียกพนักงานมาพูดคุยว่าที่ผ่านมา 56 เดือน ทำงานกันไปถึงไหนแล้ว ได้ตรงตามเป้าหมายหรือไม่ หลายๆ องค์กรแม้ว่าจะเข้าใจว่าถึงเวลาคุยกับลูกน้องแล้ว ต้องประเมินผลแล้ว หัวหน้างานบางคนกลับไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญเลย ไม่จัดเรื่องนี้ให้อยู่ในงานต้นๆ ที่ต้องทำ ทั้งที่เป็นงานสำคัญเกือบจะที่สุดก็ว่าได้ ซ้ำร้ายหัวหน้างานบางคนกลับประเมินผลลูกน้องแบบลวกๆ ขอไปที ให้เสร็จๆ ไป ลูกน้อง 1 คน ประเมิน 10 นาทีเสร็จ ไม่เห็นต้องเรียกมาคุยเลย ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นยังไง เจ้าลูกน้องบางคนพอรู้ว่าอยู่ในช่วงให้คะแนนประเมินผล ก็แปลงกายจากหัวโจกเป็นเด็กดีทันทีทันใด

อังคณาลักษณ์ จงจิต Head of Coaching บริษัท ออคิด สลิงชอท กล่าวว่า การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญสำหรับการพูดคุย และแทรกซึมอยู่กับการทำงานตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ (Informal) ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการขอคำปรึกษาในปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน การขอข้อเสนอแนะ การรายงานผลการทำงานที่เกิดขึ้นให้กับหัวหน้างานรับทราบ ระยะเวลาในการพูดคุยไม่ยาวนัก รูปแบบอาจไม่เป็นทางการ สบายๆ ไม่จำเป็นต้องนั่งในห้องประชุมแบบสองต่อสอง สถานที่ก็ที่ไหนก็ได้ คุยทางโทรศัพท์ก็ได้ ส่วนอีกวิธีที่ลูกน้องและหัวหน้า (บางคน) ขยาดเมื่อถึงช่วงนั้น เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับแบบเป็นทางการ (Formal) ที่จะเกิดขึ้นอย่างมีรูปแบบที่ชัดเจน มีเอกสารประกอบที่เกี่ยวกับเป้าหมายในงานของพนักงาน

โดยการกำหนดว่าจะคุยกันช่วงไหน ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาประเมินผลของแต่ละองค์กร โดยอาจแบ่งเป็น 2 ครั้งต่อปี หรือ 1 ครั้งต่อปี โดยเป็นการเน้นการพูดคุยถึงผลการทำงานและพฤติกรรมต่างๆ ที่ดีและคุณต้องการให้ปรับเปลี่ยน ซึ่งเป็นการหาข้อสรุปและข้อผูกพันร่วมกันทั้งสองฝ่าย แบบนั่งประชุมสองต่อสอง สำหรับแบบแรกไม่เป็นทางการคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่ ที่จริงการให้ข้อมูลป้อนกลับต้องเริ่มจากหัวหน้าตระหนักว่าการเรียกลูกน้องมาคุยผลการทำงานที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสียเวลา (โดยเฉพาะหัวหน้าที่มีลูกน้องมากๆ) แต่การให้ข้อมูลป้อนกลับเป็นการสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน เป็นการเช็กระยะการทำงานว่าเป็นไปตามความมุ่งหวังหรือเปล่า หลงทางกันไปบ้างรึเปล่า และเป็นโอกาสที่จะทำให้พนักงานรู้ว่าตนเองยังต้องปรับปรุงตรงไหน ตรงไหนที่ทำดีแล้ว แต่น้อยคนที่จะมองว่าการ Feedback คือโอกาสหนึ่งหรือเป็นทางลัดที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงาน

ประกายความคิดดีๆ

มีข้อคิดที่ดีๆ จากพระธรรมกิตติวงศ์ ที่ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า สำหรับคนเกียจคร้าน แม้จะมีเวลา ก็ทำตัวเหมือนไม่มีเวลา แม้จะมีงาน ก็ทำตัวว่างราวกับไม่มีงาน แม้จะมีโอกาส ก็ใช้ชีวิตแบบคนไม่มีโอกาส ดังนั้น ถ้าอยากก้าวหน้าก็อย่าทำตัวเหมือนคนขี้เกียจ เพราะจะพลาดโอกาสดีๆ ในการทำงาน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ