
ปลูกเลี้ยงบรอมีเลียด ในเมืองไทย (1)
บรอมีเลียดเป็นไม้จากอเมริกาเขตร้อนที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในเมืองไทย เพราะเป็นวัตถุดิบในงานจัดสวนที่ดีมีความหลากหลาย
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
บรอมีเลียดเป็นไม้จากอเมริกาเขตร้อนที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในเมืองไทย เพราะเป็นวัตถุดิบในงานจัดสวนที่ดีมีความหลากหลาย มีตั้ง 50 สกุล 2,500 ชนิด ไม่นับรวมพันธุ์ปลูกอันเกิดจากลูกผสมอีกจำนวนมหาศาล ดังนั้น จึงเรียกได้ว่าบรอมีเลียดไม่เป็นรองกล้วยไม้เท่าใดนัก
คนไทยรู้จักและปลูกเลี้ยงบรอมีเลียดเป็นการค้ามานานหลายสิบปีแล้ว โดยเรียกมันว่าสับปะรดสีหลายคนเรียกทับศัพท์ว่า บรอมีเลียด ซึ่งมาจากชื่อวงศ์บรอมีลีอาซิอี้ (Family Bromeliaceae)
บรอมีเลียดมีความอดทนต่อสภาพการปลูกเลี้ยงในเมืองไทย แต่จะปลูกเลี้ยงให้งามจนค้าขายได้ หรืออย่างน้อยปลูกแล้วเจริญเติบโตดีจนสวนสวยด้วยบรอมีเลียดแล้วก็จำต้องรู้เทคนิคบางอย่าง ซึ่งบางทีเราอาจนึกไม่ถึงเหมือนกัน
ปัจจัยสำคัญเรื่องแสง
เมืองไทยมีแสงแดดและอุณหภูมิที่สูง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด บรอมีเลียดหลายสกุลหลายชนิดมาจากป่าดงดิบ ป่าไม้บนยอดเขาในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ที่นั่นอุณหภูมิกลางคืนมักจะต่ำและมีความชุ่มชื้นสูง ผิดกว่ากรุงเทพฯ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงและความชื้นในอากาศแปรปรวน ดังนั้น เรื่องแสงจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณภาพชีวิตของบรอมีเลียดมันมีผลต่อสีของใบและการเจริญเติบโต หากปลูกในร่มไม้ที่แสงน้อยใบบรอมีเลียดจะกลายเป็นสีเขียว ใบยืดยาว ใบบาง ดูไม่มีสีสันเท่าที่ควรจะเป็นบรอมีเลียดหลายสกุล เช่น รีเซีย คริพแอนอัส กุซแมเนีย เอคเมีย ใบอาจสูญเสียสีม่วง สีส้มอมแดงไปเลย เหลือแต่สีเขียวซีดเป็นที่น่าเสียดาย แต่ในทางกลับกันหากปลูกกลางแจ้งหรือแดดบ่ายส่องเข้าไปเต็มๆ มันอาจออกอาการใบเหลือง ใบไหม้ตามขอบและปลายใบ บางชนิดหยุดชะงักการเจริญ ยอดไหม้และหากยอดขังน้ำอยู่อาจถอดยอดเน่าตายไปทั้งต้นก็เป็นได้ แสงจัดติดตามมาด้วยอุณหภูมิสูงและความชุ่มชื่นที่ลดต่ำลง เป็นภัยคุกคามต่อการปลูกเลี้ยงบรอมีเลียดหรือสับปะรดสีในกรุงเทพฯ และแม้แต่ต่างจังหวัด เช่น ภาคอีสาน และภาคเหนือ
บรอมีเลียดบางสกุลทนต่อระดับแสงสูงได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอคเมีย นีโอรีจีลยา ดิกเกีย เฮคเตียร์ ทิลแอนเชีย วิทรอเกีย เป็นต้น สำหรับนีโอรีจีลยาจะให้สีดีหากปลูกให้ได้รับแสงจัด (ผ่านการพรางแสงให้ประมาณ 4050 เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างน้อยสำหรับกรุงเทพฯ) แต่หากเราปลูกบนภูเขา เช่น ที่ภูเรือ เชียงราย หรือเขาค้อ น้ำหนาว เขาใหญ่ ฯลฯ อากาศกลางคืนหนาวเย็น บรอมีเลียดจะออกสีจัด หากปลูกให้ได้แสงจัดจ้าทั้งวัน โดยเฉพาะเอคเมีย (Aechmea Blanchetiana) ผู้เขียนปลูกบนภูเขาที่น้ำหนาวเพชรบูรณ์กลางแดดเต็มๆ ตลอดวันก็อยู่ได้ให้ใบสีส้มอมเหลืองจัดมาก สำหรับนีโอรีจีลยา เช่น N.marmorata, N.sarmentosa และ N.X “Fireball” ออกสีแดงอมม่วงสว่างกว่าที่ปลูกในกรุงเทพฯ
บรอมีเลียดหลายชนิดมีการปรับตัวให้เข้ากับแสงแดดได้หลายระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นีโอรีจีลยา พวกนี้หากแดดจัดจะมีใบสั้นกะทัดรัด (Compact) เป็นพุ่มกลม (Round Stocky Rosettes) ใบสีจัดและออก ลายจุดประ แต่หากย้ายไปอยู่ในร่มมันจะให้ใบยาว ใบบางและสีจืดจางลง
รีเซียบางชนิด เช่น Vriesea Hieroglyphica ซึ่งมีต้นพุ่มใหญ่โดดเด่น หากให้แสงจัดมันจะมีพุ่มใบตั้ง สีเขียวอมเหลืองดูเป็นสีทอง เห็นลายเส้นซิกแซ็กสีเกือบดำ แต่ถ้าให้ร่มจัดใบจะอ่อนช้อยกว่าใบออกเขียวลายเส้นสีม่วงเข้มหลายคนอาจชอบต้นทรงอ่อนช้อยมากกว่าแบบพุ่มใบตั้งตรงก็ได้ ของอย่างนี้ต้องเลือกเอาละครับ
การจัดสวนเล่นระดับความเข้มแสง
ไม้ยืนต้นและไม้พุ่มให้ระดับร่มเงากับบรอมีเลียดได้ดี ดังนั้น ควรเลือกชนิดต้นไม้ให้เหมาะสม แต่โปรดระวังต้นไม้บางชนิด ซึ่งไม่เหมาะกับบรอมีเลียด เช่น มะม่วง ไม้ยืนต้นใบเล็ก เช่น มะขาม ก้ามปู หรือจามจุรี มะม่วงมีใบใหญ่ไม่ร่วงดีก็จริง แต่ฤดูออกช่อดอกมักมีเพลี้ย จักจั่น ซึ่งดูดกินน้ำเลี้ยง น้ำหวานจากดอกมะม่วงนำมาซึ่งราเขม่าสีดำ ทำลายความสวยงามของบรอมีเลียดและไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ซึ่งปลูกไว้ในร่ม ใบที่หลุดร่วงจากต้นมะขาม ต้นก้ามปู หรือจามจุรี เมื่อตกมาขังในยอดบรอมีเลียดบางสกุล เช่น นีโอรีจีลยา จะทำให้เน่าเหม็นเป็นที่เติบโตของเชื้อราไฟทอฟธอรา ทำให้ยอดเน่า ต้นตาย หลีกเลี่ยงการปลูกบรอมีเลียดใต้ต้นไม้ดังกล่าวจะเป็นวิธีดีที่สุด







