posttoday
มองอิหร่านผ่านภาพยนตร์ อับบาส เคียรอสตามี

มองอิหร่านผ่านภาพยนตร์ อับบาส เคียรอสตามี

09 มิถุนายน 2556

วันที่ 20 มิ.ย.นี้ มีความสำคัญต่อวงการภาพยนตร์อิหร่านอย่างยิ่ง เพราะมันคือวันเกิดครบ 73 ขวบ พอดิบพอดีของผู้กำกับรุ่นปู่ “อับบาส เคียรอสตามี”

โดย...โจลิฟวิ่ง


วันที่ 20 มิ.ย.นี้ มีความสำคัญต่อวงการภาพยนตร์อิหร่านอย่างยิ่ง เพราะมันคือวันเกิดครบ 73 ขวบ พอดิบพอดีของผู้กำกับรุ่นปู่ “อับบาส เคียรอสตามี”

เขาเกิดวันที่ 20 มิ.ย. 1940 ที่กรุงเตหะราน เรียนจบด้านไฟน์อาร์ต ผ่านงานกราฟฟิกดีไซน์มาก่อน แล้วค่อยขยับสู่งานภาพยนตร์ ในแผนกภาพยนตร์ของสถาบันเพื่อการพัฒนาความรู้เด็กและเยาวชน (Institute for Intellectual Development of Children and Young Adults)

พออายุ 30 จึงก้าวเข้าวงการภาพยนตร์เต็มตัว และภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Bread and Alley (Nan va Koutcheh Iran) ปี 1970 ก็ได้แจ้งเกิดเขาให้มาโลดแล่นเป็นผู้กำกับไฟแรงแห่งดินแดนตะวันออกกลาง

อีก 3 ปีถัดมา เคียรอสตามี มีโอกาสโชว์ฝีมือทำภาพยนตร์ยาว โดยเปิดซิงด้วยภาพยนตร์ดรามา The Experience (Tadjrebeh) สลับกับภาพยนตร์สั้นและสารคดีเป็นเยี่ยงนี้จวบปัจจุบัน

ผลงานของเคียรอสตามีนั้นมีสไตล์เฉพาะตัว เรียบง่ายและหนักแน่น นำเสนอภาพจริงจังของสังคมอิหร่าน อันมีจุดเด่นตรงที่ดูไม่ยาก ไม่ต้องปีนบันไดดูก็เข้าถึง และเข้าใจในสารที่เขาพยายามจะสื่อ โดยซ่อนวาระสำคัญไว้ภายใต้ใบหน้าและจิตเบื้องลึกของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อย ชายชรา หรือสตรี ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนที่สร้างความรู้สึกและอารมณ์แก่ผู้ชมในทีท่าซาบซึ้ง ปลื้มปริ่ม ระคนกับผุดรอยยิ้มหยัน

ที่น่าจดจำในฐานะ “หน้าต่างอิหร่าน” ที่ทำให้ชาวโลกรับรู้ถึงวิถีอิหร่าน คงหนีไม่พ้น Where is the Friend’s Home? (Khaneye doust kodjast?) ที่คว้า 2 รางวัลใหญ่เวทีออสการ์อิหร่าน Fajr Film Festival และ 3 รางวัล Locarno International Film Festival ที่สวิตเซอร์แลนด์ ปี 1987

จากภาพยนตร์เด็กน้อยที่เผลอหยิบสมุดการบ้านเพื่อนติดมือมาจนต้องรอนแรม เพื่อนำสมุดเล่มนั้นกลับคืนให้เพื่อน ถือเป็นการเปิดหน้าต่างอิหร่านบานแรกๆ สู่โลกภาพยนตร์นานาชาติ ทุกเสียงชื่นชมที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเป็นเสมือนเสียงขานรับอย่างอบอุ่นของคนในวงการภาพยนตร์โดยแท้

ยิ่งเฉพาะตัวเคียรอสตามีเอง เขาไม่ใช่แค่ผู้เปิดหน้าต่าง แต่ยังเป็น “ผู้บุกเบิก” และ “ผู้สร้างปรากฏการณ์” ภาพยนตร์เด็กให้เป็นที่ประจักษ์ตลอดยุค 7080 เพราะ 10 ปีจากนั้นก็มีภาพยนตร์เด็กอิหร่านตามมาอีกเพียบ เช่น Children of Heaven ของ “มาจิด มาจิดี” เข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ The Mirror ของ “จาฟาร์ ปานาฮี”

เมื่อดังเปรี้ยงจากภาพยนตร์เด็ก เคียรอสตามีจึงนำเด็กเข้ามามีเอี่ยวกับภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ทว่าประเด็นดูจะไม่ได้ใสซื่อเช่นภาพยนตร์เด็กเรื่องแรก ด้วยเขาใส่อารมณ์ดรามา เสียดสี ประชด สังคมปิดกั้นของอิหร่านแบบไม่เกรงใจรัฐบาล ทุกสิ่งอย่างในภาพยนตร์ And Life Goes on (Zendegi Va Digar Hich) ปี 1992 และ Ten ปี 2002 ถูกนำเสนอผ่านเด็กน้อย โดยมีผู้ปกครองเฝ้ามองข้อห้ามทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นแรงขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ภาพยนตร์สั้นเคียรอสตามีก็ยังใช้ตัวละครเอกเป็นเด็ก ว่าด้วยความสัมพันธ์และวิถีต่อสู้ของเด็กในรูปแบบต่างๆ อาทิ เด็กกับสัตว์ เด็กกับการถูกลงโทษ รวมถึงเด็กกับเพื่อนร่วมชั้น

เคียรอสตามียังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ภาพยนตร์ ซึ่งพักหลังก็เพิ่มความหลากแนวมากขึ้น และแม้จะไม่มีผลงานออกมาถี่นัก แต่ทุกเรื่องที่เขานำสู่สายตาสาธารณะก็มักได้รับการกล่าวขวัญเสมอ ยิ่งเป็นเวทีดังของการประกวด ย่อมไม่พลาดที่จะถูกคัดเลือก หรือเชื้อเชิญให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในขบวนภาพยนตร์คุณภาพ

Asian Film Awards ปี 2012 เคียรอสตามีมีชื่อเข้าชิงสาขาผู้กำกับเอเชียยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ดรามาพูดภาษาญี่ปุ่น Like Someone in Love (Kao Neko Zaljubljen) แถมภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ปีเดียวกัน

แต่หากย้อนไปไกลกว่านั้น เคียรอสตามีถือเป็นผู้กำกับอิหร่านและเอเชียแถวหน้าที่มีชื่อเข้าชิงเทศกาลภาพยนตร์ชื่อดังอยู่บ่อยครั้ง เช่น ที่เมืองคานส์ เคียรอสตามีเข้าชิงปาล์มทองคำ 4 ครั้ง (เข้าชิงครั้งแรก Through the Olive Trees (Zire Darakhatan Zeyton) ปี 1994 อีก 2 ครั้งจาก Ten ปี 2002 และ Certified Copy (Copie Conforme) ปี 2010 และเขาก็สามารถครองปาล์มทองคำได้สมใจในปี 1997 จากภาพยนตร์ดรามางดงาม ที่ค้นหาความหมายวาระสุดท้ายใต้ต้นเชอร์รี The Taste of Cherry (Ta’m e Guilass)

ขณะที่ภาพยนตร์ The Wind Will Carry Us (Bad Ma Ra Khahad Bord) ปี 1999 เทศกาลหนังนานาชาติกรุงเวนิซ ก็มอบความยอดเยี่ยมให้เคียรอสตามีฐานะผู้กำกับสาย CinemAvvenire Award โดยภาพยนตร์ยังได้เข้าชิงรางวัลสูงสุดสิงโตทองคำอีกด้วย

สำหรับ Certified Copy (Copie Conforme) เรียกได้ว่าเป็นการร่วมงานครั้งแรกระหว่างเคียรอสตามีกับซุป’ตาร์อินดี้ฝีมือเยี่ยมชาวฝรั่งเศส “จูเลียต บิโนช” และเป็นเรื่องแรกที่ตัวละครในภาพยนตร์พูดภาษาต่างประเทศถึง 3 ภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาเลียน ส่วน Like Someone in Love (Kao Neko Zaljubljen) ก็นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เคียรอสตามียกกองไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่นและท้าทายแฟนๆ ด้วยการใช้บริการดาราญี่ปุ่นแสดงทั้งเรื่อง

นั่นจึงเพียงพอที่จะตั้งข้อสังเกตได้ว่า ผู้กำกับลายครามก็พร้อมแล้วที่จะก้าวออกจากอ้อมอกประเทศแม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้มีคำว่า “เด็ก” และ “สังคมอิหร่าน” ในแบบคุ้นชินแปะห้อยท้ายเป็นโลโก้

“พวกเราระมัดระวังที่จะไม่ไปก่อกวนผู้มีอำนาจทางศาสนา อาจฟังดูแปลกไปหน่อยนะ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมว่าการที่ภาพยนตร์อิหร่านโด่งดังในต่างประเทศ ก็เพราะข้อจำกัดเหล่านี้แหละ เราถูกฝึกให้หลีกเลี่ยงการกล่าวตรงๆ และอธิบายความคิดผ่านวิธีที่มีลีลา” เคียรอสตามี ให้ความเห็น “ช่วงยุค 80 การจะได้ทำภาพยนตร์สักเรื่อง ก็ต้องผ่านการตรวจสอบ 4 ด่านเป็นอย่างน้อย ตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน ตรวจสอบบทภาพยนตร์ ตรวจสอบทีมนักแสดง แล้วก็ต้องตรวจสอบทีมงานและผู้สร้าง ซึ่งเป็นกระบวนการที่แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากเท่าไหร่เลย แม้กระทั่งปัจจุบันนี้”

แน่นอน งานฉลองวันเกิดครบ 73 ปี ของเคียรอสตามี คงไม่เกิดขึ้นที่อิหร่าน อาจเป็นไหนที่ไหนก็ได้ ในยุโรปที่เขาพำนักและใช้ชีวิต ณ บั้นปลาย ตามที่ได้เอ่ยอ้างไว้

สุขสันต์วันเกิด (นะ) คุณปู่อับบาส เคียรอสตามี

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค