
วิสัชนาธรรมตามนิมิตเพื่อประโยชน์แห่งการเจริญธรรม...(ตอน ๒)
จากความหมายธรรมดังกล่าว ขอสาธุชนช่วยกันพิจารณาให้ขึ้นจิต ให้แจ้งใจ จนเห็นจริงในพระภาษิตดังกล่าว
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
จากความหมายธรรมดังกล่าว ขอสาธุชนช่วยกันพิจารณาให้ขึ้นจิต ให้แจ้งใจ จนเห็นจริงในพระภาษิตดังกล่าว เพื่อจะได้เป็นธัมมานุสติในการนำไปสู่การถือประพฤติปฏิบัติตนให้ถึงประโยชน์แห่งธรรม เป็นการน้อมนำชีวิตเข้าสู่กระแสแห่งธรรม ดำเนินไปบนเส้นทางธรรมวิถี อันเป็นทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ที่เรียกเส้นทางดังกล่าวว่า อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ธรรมแปดประการ ยกสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น และมีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด รวมย่อลงในพระไตรสิกขา ประกาศเป็นหลักการหลักธรรมในพระศาสนาที่รู้จักกันในรูปศีล... สมาธิ... ปัญญา
พระพุทธศาสนาได้วางรากเพื่อให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ศึกษาและปฏิบัติ เพื่อจะได้เข้าถึงคุณค่าความหมายในองค์ธรรม ซึ่งได้แจกแจงอันมีองค์ธรรมเพื่อการปฏิบัติ ๘ ประการ ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาจิตให้เข้าถึงเข้าใจและรู้แจ้งในอริยสัจความจริงขั้นสูงสุด ให้เห็นความเกิดและความดับของสภาวธรรมที่ปรากฏ สรุปลงในความทุกข์คือ... สิ่งที่เกิด และทุกข์คือสิ่งที่ดับ ซึ่งดับด้วยการประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ตามแนวอริยมรรค โดยการถอดถอนเหตุแห่งทุกข์นั้น ก็ย่อมล่วงพ้นทุกข์นั้นได้ นี่คือ ความจริงขั้นสูงสุด อันสะท้อนให้เห็นความจริงที่เป็นนัยแห่งธรรมชาติว่า สภาพธรรมทั้งหลายย่อมมีความเกิดขึ้นความดับไปเป็นธรรมดา... การเกิดการดับนั้นขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย เหตุปัจจัยสิ้นไปธรรมทั้งหลายย่อมสิ้นไป แม้ความทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมดับได้เมื่อเหตุปัจจัยนั้นสิ้นไป...
ในพระพุทธศาสนาของเรานั้น จึงวางรูปแบบการศึกษาขั้นสูงสุดไว้ ๔ ประการ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ เพื่อให้ได้ศึกษาปฏิบัติจนเข้าสู่ดินแดนอริยธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เข้าถึงองค์พุทโธ การเข้าถึงองค์พุทโธนั้นก็ต้องเข้าด้วยการพัฒนาจิต ให้จิตนั้นแจ่มแจ้งเข้าใจในพระอริยสัจหรือคำสั่งสอนอันสูงสุดทั้ง ๔ ประการดังกล่าวนั้น จนรู้จนตื่นขึ้นมาด้วยความรู้นั้น และเป็นผู้เบิกบานจากความตื่นขึ้นมาจากความหลับใหลนั้น และเป็นผู้สามารถปลุกให้ผู้อื่นตื่นได้ด้วยตามกำลัง ดุจดังพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นองค์พุทโธปฐมเบื้องต้นที่ทรงตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และเป็นผู้สามารถปลุกให้อื่นตื่นตามได้ด้วยตามกำลัง ที่ไม่มีประมาณด้วยพระสัพพัญญุตาญาณของพระองค์
จากพระคาถาในเบื้องต้นที่แปลความในวรรคที่สองว่า... ท่านทั้งหลายอันความมืดห่อหุ้มแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหาดวงประทีปเล่า... หรือจากพระบาลีที่กล่าวว่า... อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ อาตมาใคร่ครวญประโยคธรรมดังกล่าวด้วยความซาบซึ้ง เพราะชัดแจ้งอยู่ในความหมายว่า สัตว์ทั้งหลาย พวกเราทั้งหลาย อันความมืดห่อหุ้มแล้ว ตกอยู่ในความมืด ตกอยู่ในความไม่รู้ ตกอยู่ในบ่วงแห่งมาร ตกอยู่ในภัยอันตรายทั้งปวง ทำไมจึงไม่แสวงหาสิ่งที่เกื้อกูลให้เราพ้นจากความมืดและภัยดังกล่าว... เมื่อเผชิญความมืดอยู่ ซึ่งมีภัยพิบัติมากมาย ทำไมจึงไม่ขวนขวายเสาะแสวงหาดวงประทีป จะได้เป็นแสงสว่างนำชีวิตออกจากความมืดนั้น...
เมื่อใคร่ครวญพิจารณาไปถึงชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าเราเขาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ไหลวนเกิดดับอยู่ในสังสารวัฏฏ์นี้ วกวนอยู่ในสังสารวัฏฏ์อันมีความทุกข์อยู่ร่ำไป ตราบเท่ายังวนอยู่ในกระแสไตรวัฏฏะ ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก หมุนวนเป็นกงล้อขับเคลื่อนให้สัตว์ทั้งหลายมืดมนอนธการอยู่เป็นเนืองนิตย์ ด้วยฤทธิ์เดชของกิเลสที่กำซาบซ่านแผ่ไปทั่วอณูของพื้นที่จิต จนถูกควบคุมปกคลุมด้วยอำนาจของความไม่รู้คืออวิชชา ให้เกิดความวิบัติความวิปลาสแห่งจิต ไม่รู้ไม่เข้าใจในความจริงที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ ยังให้เกิดความวิบัติในการกระทำ ความวิบัติในความคิด ที่เรียกว่า ศีลวิบัติความเสียแห่งศีล, อาจารวิบัติความเสียแห่งมรรยาท, ทิฏฐิวิบัติความเห็นผิดจากพระธรรมคำสั่งสอน จากพระวินัย จากความจริงที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ และนำไปสู่อาชีววิบัติการเลี้ยงชีพด้วยความเสียหาย ผิดทำนองคลองธรรม ไม่เป็นสัมมาอาชีวะ เป็นมิจฉาอาชีวะ เรียกว่า มิจฉาวณิชชาทั้ง ๕ ค้าศาสตราวุธ ค้ายาพิษ ค้าสัตว์ ค้ามนุษย์ ค้าน้ำเมา
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







