
อรวิภา กนกนทีสวัสดิ์ คนสวยน้ำใจงาม
โจอี้เพิ่งได้รับการบันทึกให้เป็นนางสาวไทยคนที่ 45 เพราะคำตอบที่บ่งบอกว่าเธอมีสมองมากกว่าแค่อาศัยหน้าตา
โจอี้เพิ่งได้รับการบันทึกให้เป็นนางสาวไทยคนที่ 45 เพราะคำตอบที่บ่งบอกว่าเธอมีสมองมากกว่าแค่อาศัยหน้าตา
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ
วันนั้น...อากาศอาจจะอบอ้าวไปบ้าง แต่เมื่อรอยยิ้มหวานผุดบนใบหน้าของเธอ ดูเหมือนหัวใจเราก็กลับสดใสฉ่ำใจขึ้นทันควัน
อรวิภา กนกนทีสวัสดิ์ หรือ โจอี้ พกพาความสวยมาเต็มยศด้วยชุดนักศึกษา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถมในมือมีข้าวของพะรุงพะรังอีกตั้งเยอะแยะ
โจอี้เพิ่งได้รับการบันทึกให้เป็นนางสาวไทยคนที่ 45 (นางสาวไทยปี 2552) หลังเวทีประกวดสิ้นสุดลง เพราะคำตอบที่บ่งบอกว่าเธอมีสมองมากกว่าแค่อาศัยหน้าตา มงกุฎแห่งเกียรติยศจึงถูกสวมใส่ไว้บนศีรษะของสาวน้อยวัย 20
แม้จะมีดีกรีเป็นถึงคนสวยระดับประเทศ แต่เธอก็ยังเป็นโจอี้คนเดิมของคุณพ่อคุณแม่ พี่สาวและน้องๆ เป็น “โจโฉ” ในหมู่เพื่อนซี้ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งอุตส่าห์ตั้งฉายานี้ให้ และนิสัยโก๊ะๆ ฮาๆ ร่าเริง ขี้ลืม ไม่เคยจางหายไปไหนเลย
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น โจอี้ผ่านงานกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ควบด้วยตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น ตอนปี 2 เธอยังร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านเสื้อผ้าที่จตุจักร (พอได้เป็นนางงามก็เลยเซ้งร้านไปแล้ว) ขณะที่การเรียนในวิชาสาขาเด็ก-เยาวชนแล
ครอบครัว เธอก็มีโอกาสตะลุยลงพื้นที่ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ พบปะผู้คน เจอสารพัดปัญหา ที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ช่วงปิดเทอมนี้โจอี้อยู่ระหว่างการฝึกงาน ที่สำนักงานเขตบึงกุ่ม ก่อนจะก้าวไปเป็นรุ่นพี่ชั้นปีที่ 4 เธอเล่าว่า เป็นประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้จากห้องสี่เหลี่ยม แต่มันคือการสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนตามข้อเท็จจริงอย่างที่เธอตั้งใจเลือกเรียนสายสังคมสงเคราะห์
“หนูเป็นคนเรียนไม่เก่ง อันนี้รู้ตัวเองดีค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเลือกสอบตรงที่คณะสังคมสงเคราะห์ แล้วก็สอบติด ดีใจมาก เพราะสิ่งที่หวังเหมือนมันขยับเข้าใกล้ความจริง หนูฝันว่าชีวิตคนเราสักครั้งหนึ่งควรจะได้ทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง สำหรับหนูก็คือการนำวิชาที่เรียนมานี่แหละไปต่อยอดกับคนอื่นๆ” ศิษย์เก่าโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์ เล่าอย่างอารมณ์ดี
การเรียนว่าท้าทายแล้ว การทำงานท้าทายยิ่งกว่าโจอี้ยอมรับอย่างนั้น โดยเฉพาะตอนที่ลงพื้นที่ภาคสนามแต่ละชุมชน ไม่เพียงแค่ต้องปรับตัวที่จะเรียนรู้ในวิถีชุมชน แต่เธอยังต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดกับผู้คนด้วย
“ชุมชนที่ไปลงพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นสลัม มีตั้งแต่ชุมชนแออัดปานกลางไปจนถึงชุมชนแออัดมาก หนูในฐานะคนหน้าใหม่ ใครก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน เป็นเรื่องปกติที่เขาจะระแวง นั่นละคือสิ่งที่หนูต้องทำให้ได้ อย่างตอนที่ได้นางสาวไทย หนูก็ไม่ได้ไปบอกว่าหนูคือนางสาวไทย ก็ไปธรรมดาๆ บางทีหน้านี่ไปแบบโล้นๆ ไม่แต่งหน้าเลย ซึ่งจะต่างกับภาพที่เห็นกันในทีวีมากๆ นะ เหมือนเป็นคนละคน ที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะหนูอยากให้เขารู้สึกไว้ใจเรา อยากเข้าใกล้ สามารถพูดคุยกันได้โดยไม่มีเส้นแบ่งกั้น ที่สำคัญหนูเองก็อยากรู้ว่าปัญหาจริงๆ ของพวกเขาคืออะไร การที่มีตำแหน่งนางสาวไทย ณ ขณะนั้น อาจไม่เหมาะก็ได้”
เราแอบกระเซ้าโจอี้ อย่างนี้ก็เข้าตำรานางงามรักเด็กสิ เธอไม่ปฏิเสธ บอกตรงๆ กับเรา นี่เป็นแพลนที่ถูกวางไว้เสร็จสรรพโดยตัวเธอเอง ซึ่งจะขอใช้เวทีของสาวงามเป็นบันไดดาวเพื่อการไต่เต้าไปให้ถึงจุดหมายใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า
“คิดจะทำอะไรเพื่อสังคม การเป็นคนตัวเล็กๆ ค่อนข้างลำบากนะคะ แต่ถ้าหนูเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จัก เช่นนางสาวไทยอะไรประมาณนี้ (หัวเราะ) พอมีโปรเจกต์ช่วยเหลือชุมชนสักชุมชน น่าจะได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่าย ขอนั่นนี่ได้ง่ายขึ้น เหมือนพลังมีมากกว่าคนธรรมดา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนตัวเล็กๆ ต้องหยุด หรือล้มเลิกความคิดดีๆ เพียงแต่ต้องหาแนวร่วมที่คล้ายกันก็จะสำเร็จได้”
เมื่อถามถึงอนาคต โจอี้ไม่รีรอที่จะบอกว่า อยากชิมลางงานในวงการบันเทิง ขณะเดียวกัน งานสังคมสงเคราะห์ก็อยากจะสานต่อ เพราะเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบ แหม...ช่างเป็นคนสวยใจงามซะจริงเลยนะแม่คุ้น!!!







