
สิทธิในโลกออนไลน์
โดย...โยโมทาโร่
โดย...โยโมทาโร่
สถานการณ์ ทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์เกิดขึ้นทุกวินาที และเกิดขึ้นอย่างไร้การควบคุม ตัวอย่างที่เหตุการณ์ทำนองนี้ก็เกิดขึ้นกับ ด.ช. ช พูดถึงหัวหน้าห้อง ด.ญ. ป ว่าขี้เหร่เหมือนฮิปโป แต่เขาไม่กล้าพูดต่อหน้า จึงเลือกที่จะเขียนข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งก็มีเพื่อนเข้ามากดไลค์กันเยอะแยะมากมาย
แน่นอนว่า ด.ญ. ป ย่อมเกิดความไม่พอใจ สั่งรองหัวหน้าห้อง ด.ญ. อ จับตาดู ด.ช. ช เป็นพิเศษ ถ้าเห็นข้อความทำนองนี้เกิดขึ้นอีก จะฟ้องคุณครูอังคณาให้ทำโทษ แต่เหตุการณ์ไม่จบลงแค่นั้น เมื่อเพื่อนสนิทของ ด.ญ. ป รู้เรื่องเข้า ด้วยความไม่พอใจและรักเพื่อนมาก จึงรวมกลุ่มถือป้ายตะโกนด่าถึงหน้าบ้าน ด.ช. ช หาว่าดูถูกเพศแม่ สร้างความอับอายให้ ด.ช. ช เป็นอย่างมาก
ด.ช. ช เกิดความสับสนและไม่เข้าใจชีวิต แค่ล้อเพื่อนว่าขี้เหร่เหมือนฮิปโป ถึงกับเรียกว่าดูถูกเพศแม่เลยหรือ แล้วความเป็นเพศพ่อของเขาล่ะ แล้วเขาก็แสดงความเห็นในพื้นที่ส่วนตัวของเขา เขามีสิทธิที่จะคิด จะแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ ตามกฎหมายได้ไม่ใช่หรือ แต่งานนี้ฮิปโปทำพิษเสียแล้ว
ทางออก การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเกี่ยวพันกับกฎหมายในแง่มุมต่างๆ มากมาย บางครั้งการที่เราจะว่าใครสักคนอาจต้องใช้เวลาคิดสักนิดถึงผลที่อาจตามมาก่อนที่จะส่งข้อความออกไปในเสี้ยววินาที
ในเฟซบุ๊กเราควรจะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้เฉพาะเพื่อนที่รู้จักเห็นข้อความของเรา หรือโพสต์ในกลุ่มเฉพาะ แทนการเผยแพร่แบบสาธารณะ เท่ากับเป็นการจำกัดวงการกระจายข้อมูลออกไปให้รู้กันเฉพาะกลุ่มของเราเอง คล้ายกับการที่เราจับกลุ่มนินทาเพื่อนร่วมห้องหรือเพื่อนร่วมงานในโต๊ะอาหารนั่นล่ะ การนินทาเป็นของคู่โลก หากหยุดดวงอาทิตย์ไม่ให้ตกดินได้ก็หยุดการนินทาไม่ได้เช่นกัน
แต่ถ้า ด.ช. ช เลือกที่จะเผยแพร่แบบสาธารณะ ก็เท่ากับว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง ด.ญ. ป ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะไม่ต่างอะไรกับการใส่ร้ายเพื่อนให้คนอื่นมองเธอในแง่ลบ จึงเห็นได้ว่าการแสดงความเห็นนั้นต้องมีเรื่องของกาลเทศะ การรู้จักเลือกใช้สถานที่และเวลาให้เหมาะสม
ที่สำคัญที่สุดการเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมอย่างคำนึงถึงใจเขาใจเราจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้
Ask the Expert...
Q : ช่วงนี้สังเกตลูกซึมๆ เหมือนเครียดอะไรบางอย่างแต่ไม่ยอมบอก เราควรทำอย่างไรดี
A : ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็กจากสถาบันฝึกสมอง อินไซน์ คิดส์ แนะนำว่า พ่อแม่ทุกคนคงอยากจะปกป้องลูกรักจากความเครียดและปัญหาทั้งหมดในโลกนี้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และคงจะไม่เป็นการดีนักถ้าลูกรักจะต้องพึ่งการปกป้องแบบนั้นตลอดเวลา ดร.เมแกน กันเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา กล่าวว่า เด็กที่ไม่มีความเครียดหรือปัญหาอุปสรรคเลย จะไม่มีความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คือสอนให้พวกเขาเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ และเข้าใจวิธีที่จะจัดการกับมัน ไม่ใช่พยายามป้องกันและหลบเลี่ยงให้เด็กๆ อยู่ตลอดเวลา
คุณพ่อคุณแม่ต้องลองสังเกตว่าเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด กังวล วิธีไหนที่ทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้นได้ เช่น ถ้าเป็นเด็กเล็ก อาจเป็นการได้กอดตุ๊กตาที่คุ้นเคย หรือการกล่อมปลอบของคุณแม่ หรืออาจเบนความสนใจ เช่น วิธีที่คุณแม่ท่านหนึ่งแบ่งปันว่า ทุกครั้งที่ลูกร้องไห้เพราะเสียใจอะไรบางอย่าง แม่จะชี้นอกหน้าต่างแล้วบอกว่า ลิงสีน้ำเงินมาอยู่ตรงโน้นได้ยังไง ลูกจะหยุดร้องไห้แล้วมองตามทันที สำหรับเด็กๆ ที่สื่อสารได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจถามเด็กๆ โดยตรงถึงความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้น แล้วให้เด็กบอกว่าอะไรทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น อาจเป็นนอนมุดหัวอยู่กับหมอนนิ่มๆ สักพัก หายใจลึกๆ หรือดื่มนมสักแก้ว เมื่อจัดการกับอาการทางกายได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถทำให้เด็กๆ หันมาเผชิญหน้ากับปัญหาและช่วยคิดหาทางแก้ไขต่อไป
He Said / She Said
เวียร์ นักศึกษา
“สงสัยผู้หญิงยุคนี้จริงๆ เลยครับว่าแท้จริงแล้วเธออยากจะมีแฟนหรือว่าอยากโสดกันแน่ เพราะดูเธอแล้วมั่นใจกันเหลือเกิน และก็หวงโลกส่วนตัวมากๆ ผมอยากจะบอกว่า ชายกับหญิงต้องคู่กันนะครับ อย่าแอบมีความสุขคนเดียวเลยฮะ (หัวเราะ)”
มุก นักศึกษา
“หนูคิดว่าผู้ชายก็น่ารักทุกคนนั่นแหละ (ยิ้ม) แต่เดี๋ยวนี้เข้าถึงยาก เพราะดูเก๊กๆ หยิ่งๆ หล่อก็โอเค แต่บางคนไม่เห็นจะหล่อเลย (หัวเราะ) ก็แค่อยากจะบอกว่าผู้หญิงก็มีหัวใจนะคะ อย่าให้รอนานเลยค่ะ (หัวเราะ)”
Quote
“ผมไม่เชื่อว่าคุณจะต้องพยายามทำให้ดีกว่าคนอื่นๆ ตลอดเวลา แต่ผมเชื่อว่าเราควรจะทำให้ดีกว่าที่เราเคยทำ หรือดีกว่าที่เราคาดหวังว่าเราจะทำได้”
เคน เวนทูริ อดีตนักกอล์ฟอาชีพชาวอเมริกัน







