posttoday
ปัจจุบันอันแสนสุขคือสติที่ตามทัน

ปัจจุบันอันแสนสุขคือสติที่ตามทัน

30 เมษายน 2556

การได้ทดลองฝึกสมาธิซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย บัดนี้ขอให้ทุกคนนั่งตัวตรง เท้าขวาทับเท้าซ้าย ประสานมือไว้บนหน้าตัก หลับตาลัง หายใจอย่างผ่อนคลาย กำหนดรู้ลมหายใจอย่างสงบ

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การได้ทดลองฝึกสมาธิซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย บัดนี้ขอให้ทุกคนนั่งตัวตรง เท้าขวาทับเท้าซ้าย ประสานมือไว้บนหน้าตัก หลับตาลัง หายใจอย่างผ่อนคลาย กำหนดรู้ลมหายใจอย่างสงบ

ในการปฏิบัติสมาธิภาวนาท่านใดที่เคยฝึกมาก่อนแล้วก็ปฏิบัติได้เลย ส่วนใครที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิภาวนามาก่อนเลยก็ขอแนะนำว่า ในการฝึกใหม่ๆ ให้เราเอาสติไปจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ฐานของลมหายใจส่วนที่หนึ่งก็คืออยู่ที่ปลายจมูกของเรา หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ

ทีนี้ถ้าเผื่อจดจ่อดูลมหายใจตัวเองไม่ได้ ให้ดูที่ท้องเหนือสะดือเล็กน้อยพอประมาณ หายใจเข้าท้องจะพอง หายใจออกท้องจะยุบ สองฐานนี้เลือกเอาฐานใดฐานหนึ่ง กำหนดรู้ดูลมหายใจไปช้าๆ เอาแค่กำหนดตามลมหายใจ พอเกิดสติขึ้น หลังจากนั้นมีอะไรเกิดขึ้นทางกายทางจิต สติจะเกิดขึ้นมา พร้อมกันนั้นกายและจิต ก็จะสงบ ผ่อนคลาย ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา สติจะตามทันทุกอย่าง

อาตมภาพเรียกว่า สติตามทันปัจจุบัน สติที่รู้เท่าทันคือปัจจุบันอันแสนสุข อันนี้คือเคล็ดลับของการฝึกสมาธิ

ถ้าเรามีสติแล้ว อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นวูบวาบเข้ามาในใจ เราก็จะเห็นทันที เราเองก็จะเปรียบเหมือนใยแมงมุม กิเลสต่างๆ ที่เข้ามาก็เปรียบเหมือนมดแมลงที่ติดกับใยแมงมุม เมื่อจิตนิ่ง จิตจะตื่น และจิตจะมองเห็นทุกสิ่งที่ผ่านมาเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วูบมาตรงไหน สติจะวูบไปดับตรงนั้น นั่นแหละฝึกจิตให้ไวเหมือนแมงมุม ถ้าได้ถึงขั้นนี้ก็เรียกว่าใช้ได้แล้ว เอาตัวรอดได้

ทีนี้ลองกำหนดลมหายใจอันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นดูจนกว่าอาตมาจะให้สัญญาณระฆัง

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ใครทำจิตให้นิ่ง สงบได้ ตื่นรู้ได้ มีประโยชน์ยิ่งกว่าการสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร เพราะว่าเราสร้างโบสถ์สร้างมหาวิหารทิ้งไว้ตากแดดตากฝนอยู่ข้างนอก ตัวเราโงก็โง่อยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าเราฝึกสติ พัฒนาปัญญามากขึ้นมาเหมือนตาเห็นอีกหน่อยมันก็จะฉลาดขึ้น

ใจของเราเปรียบเหมือนเข็มบนหน้าปัดนาฬิกา สติก็คือตัวเข็มหมุดที่ตรึงเข็มนาฬิกาเอาไว้ ตัวใจมันแกว่ง ถ้าสติไม่ดี แผงมันหลุด นาฬิกาอาจพังได้ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่ใดที่มันผ่านเข้ามากระทบใจ เราก็รับรู้และป้องกันกิเลสไว้ให้ได้ มีอะไรผ่านเข้ามาปุ๊บสติจับได้ทันที

อาตมภาพอยากให้ท่านทั้งหลายกำหนดจนกระทั่งว่ากิเลสผ่านเข้ามาปุ๊บสติจับได้ทันที เหมือนมีเซฟทีคัตอยู่ในตัว ทุกข์กระทบเมื่อไหร่ ธรรมกระเทือนเมื่อนั้น ใครฝึกได้ถึงขั้นนี้ ชีวิตจะดีขึ้นทุกวัน โอกาสจะทุกข์จนน้ำตาไหลแทบไม่มีอีกแล้ว

สมมติกำลังมีคนชมเราอยู่ดีๆ กำลังจะลอยชนเพดาน ถ้าสติมาเราจะอยู่กับปัจจุบันทันที ความโกรธมันก็ตาย พอมันตาย สิ่งที่เกิดขึ้นมาแทนก็คือความสุข ความสุขนี้บางทีมันก็สว่างขึ้นมาเป็นอาการวูบวาบ บางครั้งก็ขนลุกเลย ทุกครั้งที่มันแวบขึ้นมา เราต้องเอาสติไปดู ให้มันหยุด เพราะว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่หัวจรดเท้าอันนี้เรียกว่าปีติ ทางแพทย์อธิบายว่าสารเอนเดอฟินหลั่ง

สติเหมือนกับเสือที่อยู่ในถ้ำ พอตื่นขึ้นมา แค่ร้องคำเดียวเท่านั้นกิเลสคือจิ้งหรีดไม่กล้าร้อง อยากให้ดูปรากฏการณ์ทางใจของเรา โลภ โกรธ หลง ถ้าเราเล่นกับมัน เราพ่าย ถ้ากิเลสเป็นเชือก ตัวเราเป็นควาย ถ้าเรารู้ไม่ทัน มันจูงไปอย่างนั้นทั้งปีทั้งชาติ ชีวิตของเราจะเป็นควายให้เชือกคือกิเลสสนตะพายตลอด แต่ถ้าเรามีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา ทั้งกิเลสเหล่านี้ก็ทำอะไรเราไม่ได้

นี้คือขั้นพื้นฐานของการฝึกสมาธิ

ถ้าท่านใดอยากฝึกมากๆ ก็ฟังธรรมบ่อยๆ อาตมภาพอยากให้ท่านทั้งหลายฝึกจนเห็นผลด้วยตัวเอง ถึงขั้นเป็นใยแมงมุม พออะไรกระเทือนมาปุ๊บ ใยของเราคือประสาทสัมผัสทั้งหก อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตของเราก็คือ แมงมุมอยู่ตรงกลางก็รู้ทันได้ทันที อย่างนี้ความทุกข์เข้ามาไม่ได้ ไม่ใช่ว่ากิเลสไม่มี มันมี แต่มันเข้ามาแล้วก็ทำอะไรเราไม่ได้ เหมือนเราเดินป่า เอามะนาวทาที่เท้า ทากมันเกาะตกๆ ไม่ติดสักที ถ้าถึงขั้นนี้ได้จะสนุกมาก เพราะว่าเมื่อที่อยากจะตามกิเลสก็ตามได้ การดูหนังที่น้ำหูน้ำตาไหลก็กำหนดได้ แป๊บเดียวสติเกิดขึ้นเลย จะถึงระดับไหนก็ต้องฝึกเอา จะถึงขั้นพ้นวัฏสงสารเลยก็ได้

การทำงานที่ก่อให้เกิดความสุข ก็เพราะในการทำงานนั้นมีการฝึกสติเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย ดังนั้นอาตมภาพจึงนำเอาหลักการทำงานที่เรียกว่า “อิทธิบาท” สี่ประการมาประสานกับการฝึกสติในคราวนี้ด้วย

เพราะหากเราจับหลักของการฝึกสติได้แล้วว่า เป็นเพียงการตามดูให้รูเท่าทันประสาทสัมผัสทั้งหกเท่านั้นแหละ การทำงานกับการเจริญสติก็ไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกัน หากแต่สามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างกลมกลืน

คนที่ทำงานไปด้วย ฝึกเจริญสติไปด้วยในการทำงาน จะมีแต่ความรื่นรมย์ ชีวิตจะเอิบอาบอยู่ด้วยความสดชื่นเบิกบาน ผ่องใส ยิ่งทำงานไป ยิ่งได้พบบทเรียนของการฝึกสติเพิ่มขึ้น

ในการทำงานจึงมีการเจริญปัญญา และเป็นการพัฒนาความสุขไปด้วยพร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ