
พิธีกรหนุ่มและนักข่าว อกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ
หากจะพูดถึงพิธีกรหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงคงไม่มีใครไม่รู้จักหนุ่มเอ็ด
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
หากจะพูดถึงพิธีกรหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงคงไม่มีใครไม่รู้จักหนุ่มเอ็ดอกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ พิธีกรรายการพราว และผู้ประกาศข่าวทางช่องเคเบิลทีวี ด้วยบุคลิกขี้เล่นเป็นกันเอง แต่แฝงไว้ด้วยสไตล์หนุ่มมั่นดีกรีนักเรียนนอก ทำให้เขาเป็นที่จับตามองในการทำหน้าที่พิธีกรหลังจากที่เราคุ้นตากับการทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวของช่อง 9 มาก่อน
เอ็ดเกิดที่เมืองไทย เรียนที่โรงเรียนจิตรลดาจนถึง ป.6 จากนั้นไปเรียนต่อเมืองนอกที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา จนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยวิลเลียมส์ คอลเลจ (Williams College) ด้านเศรษฐศาสตร์ดับเบิ้ลเมเจอร์ศิลปศาสตร์ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งดูแล้วโปรไฟล์ไม่น่าจะกลับเมืองไทยมาเป็นนักข่าว น่าจะเป็นหนุ่มนักการเงินเสียมากกว่า เอ็ดเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองว่า ตอนกลับมาเมืองไทยแรกๆ รู้สึกไม่อยากทำงานอะไร ด้วยความคิดของเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบคิดว่าเรียนมาหนักแล้วอยากพักผ่อนสักพัก แบบว่าเป็นเด็กสปอยมาก
พอกลับมาเมืองไทยสักพักก็รู้สึกว่าอยากทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว เพราะเวลาที่ดูรายการข่าวสารต่างๆ รู้สึกว่าน่าสนุกดี ได้อ่านข่าวที่หลากหลาย มีความรู้ ไม่ซ้ำซาก อีกอย่างตอนอยู่ต่างประเทศเคยฝึกงานที่เวิลด์แบงก์ทำให้รู้ว่าไม่ชอบการทำงานในออฟฟิศ เลยอยากมาทำงานข่าว ไม่ต้องนั่งออฟฟิศมาก ได้ออกไปสัมภาษณ์ ยิ่งตอนที่เราขับรถได้ฟังข่าวภาษาอังกฤษแต่ผู้ประกาศอ่านตะกุกตะกัก เลยคิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่า จึงตัดสินใจมาอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่คลื่นวิทยุเรดิโอไทยแลนด์
หลังจากนั้นไม่นานสักพัก ช่อง 9 เปิดรับผู้ประกาศข่าวใหม่ ก็ไปสมัคร ตอนนั้นคิดว่าอยู่เมืองไทยแต่เราพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าภาษาไทย เราน่าจะพูดภาษาไทยให้กลับมาเก่งเหมือนเดิมดีกว่าไหม ก็ไปสมัครที่ช่อง 9 แต่ตอนแรกสอบไม่ผ่าน จึงไปอ่านข่าวที่ช่องภาษาอังกฤษของเขาก่อน พอพี่ๆ เห็นแววจึงได้กลับมาอ่านข่าวภาษาไทยในที่สุด
“จำได้ว่าสมัยเป็นนักข่าวแรกๆ เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก เพราะการที่เราเป็นนักข่าวทำให้เราได้ไปสัมภาษณ์คนที่เป็นรัฐมนตรี คนที่มีตำแหน่งสูงๆ ด้านการเมือง และบริษัทต่างๆ ซึ่งคนปกติไม่มีทางที่จะได้เข้าถึงตัวเพื่อถามคำถามที่อยากรู้เลย แต่เราซึ่งเป็นนักข่าวหน้าใหม่ อายุเพียง 23 ปีในตอนนั้น กลับได้นั่งสัมภาษณ์กันตัวต่อตัวกับคนระดับนี้ เรารู้สึกได้เลยว่าเป็นอีกเสน่ห์นึงของการเป็นนักข่าว” เอ็ด เล่าถึงความสนุกในการได้สัมภาษณ์ ซึ่งจุดนี้เองทำให้เขาหลงเสน่ห์ของการสัมภาษณ์
แต่ในเวลาต่อมาไม่นานเขาก็ลาออกจากการเป็นผู้ประกาศข่าว เพราะเขารู้สึกว่าการเป็นผู้ประกาศข่าวมีกรอบในการทำงานเยอะ อย่างแรกก็คือการนำเสนอ มีสคริปต์ที่ต้องพูดตามแบบไม่มีหลุดธีมในการนำเสนอไปมากกว่านั้น หรือถามได้อย่างที่เราต้องการมากนัก เขาจึงรู้สึกว่าเป็นแพตเทิร์นเกินไป เพราะมีกรอบในการนำเสนอไม่ท้าทาย ไม่ได้นำเสนอความเป็นตัวของตัวเองออกมา
ต่อมาเอ็ดได้รับโอกาสเชื้อเชิญให้มาเป็นพิธีกรของบริษัท เจเอสแอล เพราะผู้บริหารเห็นแววของการเป็นพิธีกร จึงไปแคสและกลายมาเป็นพิธีกรรายการทอล์กโชว์ พราว ทางช่อง 9 ในที่สุด
“แรกๆ ก็เกร็งบ้างๆ แต่เราได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ถามคำถามที่อยากรู้ กรอบที่เราเคยมีในการรายงานข่าวก็หมดไป เรารู้สึกเป็นตัวของตัวเอง และเป็นการเติมเต็มศักยภาพของผมมากขึ้น ยิ่งได้สัมภาษณ์คนที่มีชื่อเสียงในหลายๆ วงการ ก็ทำให้เราได้แรงบันดาลใจในการนำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น” เอ็ด เล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นพิธีกร
ซึ่งเขายังบอกอีกว่าการเป็นพิธีกรที่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่ความหล่อหรือความสวย แต่อยู่ที่ทักษะการพูดและการเตรียมตัว เตรียมประเด็นคำถามสัมภาษณ์ ต้องหาข้อมูลประกอบให้ครบ มีมารยาทดี มีสมาธิ คิดค้นพัฒนา แก้ปัญหา รักษาเวลา สามารถโต้ตอบ นอบน้อมถ่อมตน ทั้งหมดคือคุณสมบัติของการเป็นพิธีกรที่ดี
เวลาที่เราถามแหล่งข่าวเชื่อว่าทุกคนก็มีกลัวๆ กันบ้างเรื่องคำถามโง่ๆ นั่นก็อยู่ที่การเตรียมตัว และยิ่งถ้าอยู่กับพีธีกรร่วมก็อาจจะมีเกร็งๆ กลัวว่าเขาจะถามคำถามเดียวกับเรา ดังนั้นการเป็นพิธีกรจะต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด เมื่อมีความพร้อมแล้ว ที่เหลือก็คือความเป็นตัวของตัวเอง และสร้างบรรยากาศในการสัมภาษณ์ให้เป็นกันเองมากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคนที่เราสัมภาษณ์ด้วยเช่นกัน แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจรักและการฝึกฝนประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดนั่นเอง
การเป็นพิธีกรสไตล์เอ็ด
1.มีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิดกล้าถาม
2.อ่านหนังสือให้มาก หนังสือที่เอ็ดชอบอ่านมักเป็นหนังสือวรรณกรรมต่างประเทศ หนังสือประวัติศาสตร์และอัตชีวประวัติส่วนบุคคล ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจชีวิตและเรื่องราวของคนระหว่างการสัมภาษณ์ได้
3.ฝึกฝนทางด้านภาษา การพูดออกเสียงแต่ละคำให้ชัดเจน แม้เอ็ดจะเติบโตที่เมืองนอก แต่ด้วยการฝึกฝนเป็นประจำทำให้วันนี้เขาเป็นพิธีกรที่พูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำมากที่สุดคนหนึ่ง
4.เตรียมตัวให้พร้อม ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิดแม้แต่คนที่มีประสบการณ์ก็ยังพลาดได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมและทำความรู้จักกับคนที่จะให้สัมภาษณ์ก่อนจะช่วยลดความผิดพลาดในระหว่างดำเนินรายการได้มาก
5.ในงานผู้ประกาศข่าว การอ่านข่าวที่ดีควรอ่านมาจากความเข้าใจในตัวข่าว ไม่ใช่การอ่านตามสคริปต์







