
ชีวิตนี้ขออยู่เพื่อมวลชน ลูกไม้ใต้ต้น ‘เพียรพร ดีเทศน์’
แขกรับเชิญคอลัมน์ Inspiration ฉบับนี้ พบกับ “เพียรพร ดีเทศน์”
โดย...วิทยา ปะระมะ
แขกรับเชิญคอลัมน์ Inspiration ฉบับนี้ พบกับ “เพียรพร ดีเทศน์” นักกิจกรรมทางสังคมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเธอรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานรณรงค์แห่งประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการศึกษาและให้ข้อมูลถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง
ล่าสุด เธอยังได้รับเกียรติให้เป็นผู้แสดงปาฐกถาประจำปีของมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งแต่ละปีจะคัดเลือกผู้ที่ทำงานทางอุดมคติในแต่ละสาขาอาชีพ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อสังคมในด้านการใช้ชีวิต หรือแนวคิดเพื่อสังคมมาเป็นองค์ปาฐก
หากจะกล่าวว่า เพียรพร เป็น “ลูกไม้ใต้ต้น” ก็คงไม่ผิด เพราะเบ้าหลอมของเธอคือแม่ “เตือนใจ ดีเทศน์” หรือ “ครูแดง” อดีต สว.นักพัฒนาสังคมชื่อดัง ส่วนคุณพ่อก็เป็นหัวหน้าหน่วยสงเคราะห์ชาวเขาใน จ.เชียงราย
วัยเด็กของเธอจึงวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านชาวเขา โดยมีพ่อและแม่เป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ รวมทั้งนักกิจกรรมคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณสืบ นาคะเสถียร หรือคุณมดวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนผู้ล่วงลับ
“ตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็อยู่ในหมู่บ้านชาวเขา ได้เดินทางตลอด ไม่ว่าจะเป็นชาวเลหรือชาวบ้านทางภาคอีสานที่แม่มีเครือข่ายอยู่ การที่ได้คลุกคลีกับคนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชนและชุมชนมาโดยตลอดก็ทำให้เราซึมซับ ทำให้รักธรรมชาติ อยากอยู่กับธรรมชาติ ไม่สามารถนั่งทำงานในห้องแอร์หรือในออฟฟิศได้” เพียรพร กล่าว
เมื่อเติบโตขึ้นมาเธอเข้าเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุดสำคัญคือการได้เรียนวิชาพื้นฐานด้านโครงสร้างสังคมกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งฉายให้เห็นภาพโครงสร้างสังคมที่มีอำนาจกระจุกตัวอยู่กับคนแค่ไม่กี่กลุ่ม ขณะที่ทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกตัดสินใจนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์แก่คนไม่กี่คน แต่คนจำนวนมากต้องสูญเสียสิทธิในการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน น้ำ ป่า
ยิ่งโตขึ้นมายิ่งได้เห็นความผิดปกติของสังคมชัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวนาที่ยากจน ทำนาเท่าไหร่ก็ไม่พอ สุดท้ายก็กลายเป็นชาวนาไร้ที่ดิน คนจนในเมืองต้องเข็นรถเข็นขายของไปวันๆ เห็นคนไร้บ้าน ฯลฯ ในทางกลับกัน คนที่รวยก็ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ จุดตอกย้ำชีวิตครั้งสำคัญอีกครั้งคือ การได้มีส่วนร่วมคลุกคลีกับชาวบ้านปากมูลที่มาประท้วงให้เปิดเขื่อนหน้าทำเนียบรัฐบาล
“มันเห็นเลยว่าทำไมคนหาปลาต้องมาอยู่หน้าทำเนียบ ต้องมาชุมนุมอยู่ในที่ที่มันร้อน อาบน้ำจากน้ำพุของ กทม. ตากผ้าตากผ่อนไม่ต่างอะไรกับสลัม มันลำบาก ทำไมเขาต้องมาแบบนี้ ก็เพราะเขื่อนปากมูลมันเป็นโครงการที่ล้มเหลว สร้างกระแสไฟฟ้าได้นิดเดียว แต่สร้างผลเสียมากกว่าผลดี เราเห็นแล้วรู้สึกว่ามันมีปัญหาจริงๆ ชาวบ้านเขาถึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิในการใช้ชีวิตแบบปกติ สามารถหาปลา ใช้ชีวิตอยู่กับทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำมูลได้เหมือนเดิม” เพียรพร กล่าว
เมื่อเรียนจบ เธอจึงไม่ลังเลที่จะสมัครกับองค์กรสิทธิมนุษยชน โดยเริ่มงานกับองค์กรด้านแรงงาน แต่ทำอยู่ไม่กี่เดือนก็รู้สึกไม่สนุกที่ต้องอยู่ในเมือง เลยลาออกมาทำงานกับเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนี้เปลี่ยนเป็นสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
งานชิ้นแรกๆ ที่ทำเป็นงานเกี่ยวกับแม่น้ำโขง ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงการรณรงค์คัดค้านการระเบิดแก่งในน้ำโขง รวมทั้งเรื่องการสร้างเขื่อนในประเทศจีนที่เห็นผลกระทบชัดเจน ชาวบ้านลุ่มน้ำหาปลายากขึ้น น้ำโขงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนทะเล ไม่เหมือนแม่น้ำปกติ ผู้คนลุ่มน้ำสูญเสียวิถีชีวิต รายได้หดหาย ความมั่นคงทางอาหารหายไป
“พอเจอแบบนี้ก็เลยรู้สึกว่ามันต้องทำต่อ งานต่อมาก็ทำกับเครือข่ายแม่น้ำสาละวินอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลก็เห็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแล้วก็รู้สึกว่าคงให้เขื่อนมันสร้างง่ายๆ ไม่ได้” เพียรพร กล่าว
เธอย้ำว่า สิ่งที่ทำไปไม่ได้ค้านการสร้างเขื่อนแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ต้องการเรียกร้องสิทธิให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ถ้ามีการจัดสรรที่ทำกิน มีการชดเชยอย่างเป็นธรรม จัดสรรอาชีพให้ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนร่วมในโครงการอย่างแท้จริง ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
“เราไม่ได้เป็นฮีโร่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะมาช่วยชาวบ้านคนยากคนจน แต่ว่าเราทำแล้วมีความสุข มันเป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่า เราทำแล้วเรารู้สึกว่าใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ” เพียรพร สรุป
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักอนุรักษ์ต้องหาจุดเกาะเกี่ยวให้ได้คือ จะทำอย่างไรให้คนในสังคมอินกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเธอยอมรับว่าทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
บางทีการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมอาจต้องเริ่มจากอะไรที่อยู่ใกล้ตัวก่อน ทุกวันนี้เพียรพรเป็นแม่ของลูกน้อยชายหญิงวัย 2 และ 3 ขวบ และทุกที่ของการพบปะเพื่อนมิตรเพื่อทำกิจกรรมปกป้องระบบนิเวศลุ่มน้ำ เธอจะพาติดตามไปด้วยทุกครั้ง
“ไม่ได้หวังว่าเขาต้องโตมาแล้วเป็นแบบเรานะ ขอแค่เป็นคนที่ตระหนักรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตระหนักถึงประเด็นปัญหาในสังคม และจะทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมยังไง คือเราจะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นพนักงานบริษัท ยาม พนักงานเสริมสวย เป็นอะไรก็ได้ เพียงแต่ทำอย่างไรคนถึงจะตระหนักรู้ แล้วก็เป็น Engage Public Citizen เป็นประชาชนที่รู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม” เพียรพร กล่าว
เธอย้ำว่า ทุกคนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามสามารถทำหน้าที่คนในสังคมที่ดีได้ คนดีไม่ใช่แค่จูงคนแก่ข้ามทางม้าลายหรือลุกให้เด็กนั่งบนรถเมล์ แต่ต้องมองกว้างถึงสังคม เช่น แอร์ที่เปิดเย็นๆ อยู่นี้ไฟฟ้ามันมาจากไหน มันมาจากท่อก๊าซในพม่า จากก๊าซในอ่าวไทย จากเขื่อนในประเทศลาวที่ทำให้คนเป็นพันเป็นหมื่นต้องอพยพ มาจากเขื่อนที่กำลังจะก่อสร้างในประเทศพม่าที่จะทำให้มีผู้ลี้ภัยอีกมากมาย เพราะสุดท้ายผลกระทบก็จะตกกับตัวเราเองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
เพียรพรยังฝากข้อความถึงคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เธอบอกว่า คนหนุ่มสาวยุคนี้เติบโตมากับการโฆษณา ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง มองคุณค่าแค่ความสวยงามของชั้นผิวหนังหรือเส้นขน การแต่งกายหรือสิ่งของที่ประดับเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเลือกได้ว่าจะยืนตรงไหนถึงจะมีความหมายกับตัวเราเองและกับผู้อื่น จุดไหนที่จะใช้ชีวิตได้ทุกวันอย่างภูมิใจว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่ใช่แค่ตัวเราหรือครอบครัวแต่กับสังคมด้วย
เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักคือ โลกมีอยู่ใบเดียวแล้วก็มีทรัพยากรอยู่เท่านี้ ทำอย่างไรถึงจะใช้อย่างฉลาด ใช้แล้วกระทบกับคนรุ่นต่อๆ ไปให้น้อยที่สุด เราเป็นผู้อาศัยอยู่พักหนึ่ง มาแล้วก็ไป แป๊บเดียวก็ตาย แล้วรุ่นลูกรุ่นหลานของเราจะอยู่อย่างไรถ้าคนรุ่นเราเอาไปใช้เสียหมดไม่เหลือเก็บไว้ในอนาคต







