posttoday
มิตรภาพบนความขัดแย้ง

มิตรภาพบนความขัดแย้ง

27 เมษายน 2556

ช่วงต้นปิดเทอมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสาน

โดย...จำลอง บุญสอง ชมรมผู้สื่อข่าวท่องเที่ยวอาเซียน

ช่วงต้นปิดเทอมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสานความสัมพันธ์ของสองประเทศ ไทย-กัมพูชา ด้วยการนำเยาวชนของทั้งสองประเทศ 4 โรงเรียนที่อยู่ติดชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งมีประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมร่วม (ปราสาทยุคขอมเรืองอำนาจ) มา “เข้าค่าย” เพื่อแสดงผลงานการวิจัยและทัศนศึกษาร่วมกัน โดยผู้จัดร่วมบอกจุดมุ่งหมายของงานว่า

“เพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันเพื่อสร้างความเป็นเพื่อน แลกเปลี่ยนและแบ่งปันสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน อันเป็นการเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยาวไกล”

“ปัจจุบันระยะทางไม่ใช่เครื่องกั้นขวางความสัมพันธ์ เทคโนโลยีทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เกือบตลอดเวลา จึงหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาของการดำเนินการกิจกรรมของเยาวชนเพื่อเป็นพลังผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต”

นั่นเป็นคำพูดของ พล.อ.วาภิรมย์ มนัสรังษี ประธานคณะทำงานเพื่อความช่วยเหลือด้านการศึกษาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีต่อประเทศกัมพูชา

ส่วนนายเตช บุนนาค อดีต รมว.ต่างประเทศและคณะกรรมการ สกว.เสริมว่า “โครงการนี้ไม่ได้เป็นการลบล้างประวัติศาสตร์ แต่เป็นการ ‘ชำระประวัติศาสตร์’ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษารู้จักประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของสองประเทศ”

“โบราณไม่มีประเทศ ไม่มีพรมแดน ผู้คนที่อยู่ก็พูดภาษาเดียวกัน เห็นได้จากการค้นพบเส้นทางถนนโบราณ 5 เส้นทางที่ออกจากเมืองพระนครหรือนครวัดไปตามพื้นที่ต่างๆ เช่น เส้นทางไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ไปยังปราสาทพิมาย ไปยังวัดพู ที่เมืองจำปาสัก ประเทศลาว”

นักเรียนไทยกัมพูชาที่ไปร่วมงานมาจากโรงเรียนทัพพระยาพิทยา อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โรงเรียนสูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา และวิทยาลัยบันทายชมาร์ จ.บันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา และต่อมาได้ขยายไปที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในประเทศกัมพูชา โดยทั้งหมดร่วมศึกษาและทำกิจกรรมที่เมืองพระนคร (นครวัด นครธม) ทั้งวาดรูป ศึกษาประวัติศาสตร์ขอมโบราณร่วมกันอย่างสนุกสนาน โดยเด็กๆ ทั้งสองประเทศไม่ได้นึกถึงความขัดแย้งในกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่จะต้องขึ้นศาลในเดือน เม.ย. 2556 เลย

แต่อย่างไรก็ตาม อดีต รมว.ต่างประเทศของไทยและกรรมการคณะกรรมการสนับสนุนการวิจัยกล่าวในเรื่องดังกล่าว ว่า

“กรณีเขาพระวิหารมีคนหวังดีไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนกัมพูชา และคนชาติอื่นๆ ที่เห็นว่าในบริเวณรอบๆ เขาพระวิหารสามารถจะพัฒนาให้เป็นอุทยานแห่งสันติภาพขึ้นมาได้ โดยทำให้เป็นพื้นที่ที่สวยงาม”

ส่วน Khuon khun neay รองผู้อำนวยการองค์การอัปสรา ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้การดูแลของรัฐบาลกัมพูชา กล่าวเรื่องเดียวกันว่า

“ทางออกเรื่องเขาพระวิหารก็คือ ทั้งสองประเทศน่าจะใช้พื้นที่ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพราะสองประเทศต่างมีถนนไปสู่ปราสาทเขาพระวิหารด้วยกัน ดังนั้นน่าจะมีการสร้างโรงแรมที่พักและทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองฝั่ง”

นั่นเป็นทางออกที่สอดคล้องกันของคนสองคนที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อยของทั้งสองประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยยังมีข้อขัดแย้งในแนวทางแก้ไขปัญหาเขาพระวิหารอยู่ 2 แนว ก็คือ

1.แนวทางนิติศาสตร์ ก็คือให้ศาลโลกพิพากษาคดีนี้โดยยึดคำพิพากษาปี 2505 เป็นหลัก

2.แนวทางรัฐศาสตร์ ก็คือ 2.1 สนธิสัญญาไม่ว่าสนธิสัญญาใดๆ ย่อมต้องบังคับใช้เฉพาะคู่ทำสัญญาเท่านั้น ไทยไม่เคยทำสัญญากับเขมร (หรือแม้แต่ลาว) สนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสจึงให้บังคับระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเท่านั้น 2.2 ประเทศไทยเป็นรัฐชาติมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนจากเวียง วัง คลัง นา มาเป็นกระทรวง ทบวง กรม และประกาศเขตแดนชัดว่าเขมร (และลาวเป็นประเทศอยู่ในอาณัติหรือเป็นจังหวัดหนึ่งของไทย) 2.3 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหประชาชาติมีมติให้ประเทศที่รุกรานทั้งหลายคืนดินแดนที่ไปยึดมาให้กับประเทศเดิม ประเทศเดิมในที่นี้หมายถึงประเทศไทยที่เป็น Nation State 2.3 ภายหลังประเทศไทยต้องการเพียงฝั่งขวาแม่น้ำโขงเท่านั้นและนำมาซึ่งสงครามระหว่างไทยฝรั่งเศส จนมีคนตายไปถึง 800 คน จนเรานำมาสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจนปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ สงครามดังกล่าวจบลงด้วยสนธิสัญญาโตเกียว แต่หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลก ทำให้ฝรั่งเศสเข้าบังคับไทยและยึดดินแดนคืนโดยบังคับ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของสหประชาชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้รับผิดชอบประเทศไทยไม่ใช้แนวทางการเมือง แต่ใช้แนวทางนิติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2505 มาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เด็กนักเรียนเหล่านั้นไม่ได้ลึกซึ้งในปัญหา พวกเขาต่างก็ตื่นเต้นที่ได้ทำกิจกรรมร่วมอย่างสนุกสนาน แม้จะไม่ชินกับภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างก็ตาม

นั่นหมายความว่า เรื่องระหว่างประเทศเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วเส้นแบ่งแดนไม่อาจกั้นมิตรภาพของพวกเขาได้ ก่อนกลับพวกเขาต่างขออีเมลแอดเดรสซึ่งกันและกัน โบกไม้โบกมืออำลาอาลัยเมื่อยามต้องพรากจากกัน อันสำแดงได้ว่า “กิจกรรมร่วม” ของเยาวชนระหว่างสองประเทศที่ขัดแย้ง “ประสบผลสำเร็จ”

แต่เยาวชนเหล่านั้นจะมีไมตรีต่อกันไปเรื่อยๆ หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่พวกเขา แต่อยู่ที่ “สัมมาทิฐิ” ของ “ผู้ใหญ่” ของทั้งสองประเทศว่าจะ “อหิงสา” และ “สานประโยชน์” ต่อกันและกันในวันนี้หรือไม่?

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ