posttoday

เปิดเบื้องลึกเจ้าของวินเนอร์เทเลคอม กรุ๊ป พลิกความจนเป็นพลังชีวิต

21 เมษายน 2556

คนเราเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมายากดีมีจน แต่เลือกลิขิตชะตาชีวิตได้ว่า

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนเราเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมายากดีมีจน แต่เลือกลิขิตชะตาชีวิตได้ว่า จะผลักดันตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลง “อัครวงศ์ เดชาโชติธนเศรษฐ์” หรือ อาร์ม หนุ่มวัย 30 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินเนอร์เทเลคอม กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เสริม เป็นบุคคลหนึ่งที่แม้ไม่ได้เกิดมาฐานะดี แต่เขาเลือกที่จะทำทุกวิถีทางที่จะผลักดันตัวเองและครอบครัวให้ข้ามพ้นความลำบากมาได้ โดยมีแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในชีวิต จากชีวิตที่เป็นหนี้สู่ชีวิตที่มีรายได้หลักล้านบาท และกำลังจะมุ่งสู่พันล้านบาทในเร็วๆ นี้

หนุ่มไฟแรงคนนี้ เป็นคน จ.สระบุรี บ้านไม่ได้มีฐานะดี หรือเรียกว่าค่อนข้างจนด้วยซ้ำ พ่อของเขาเป็นเซลส์ขายโทรทัศน์ในกรุงเทพฯ ส่วนแม่เป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร ช่วงที่เขามาหาพ่อที่กรุงเทพฯ เขารู้สึกว่ากรุงเทพฯ น่าอยู่ จึงย้ายที่เรียนระดับมัธยมปลายจากสระบุรีมายังกรุงเทพฯ แต่ผลก็คือเขารู้สึกเรียนไม่ทันเพื่อน จึงเริ่มท้อใจเปลี่ยนตัวเองจากเด็กที่เคยตั้งใจเรียนเป็นเด็กเกเร และถูกไล่ออกในที่สุด

ระหว่างนั้นเองพ่อของเขาก็เสียชีวิต กลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเลือกกลับมาตั้งใจเรียน โดยสมัครเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและวางแผนเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เขาก็ต้องเผชิญชะตากรรมรายจ่ายที่บ้านมากซะจนแม่ต้องไปกู้ยืมเงินเพิ่มเติมจนเป็นหนี้ และไม่มีเงินพอจะมาส่งเขาเรียนต่อ แถมเขายังได้เห็นภาพเจ้าหนี้นอกระบบมาทวงหนี้ถึงบ้าน จนทำให้เขาตัดสินใจหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ แต่ก็ยังไม่หยุดความคิดเรียนต่อ

เขาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 17 ปี เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารช่วงกลางวัน และก็สมัครเรียนที่ราชภัฏ สวนดุสิต ภาคค่ำ เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา 17.00 น. เมื่อเลิกเรียนแล้ว เขาก็ไปขายรองเท้ามือสองต่อที่คลองหลอด เป็นอย่างนี้เกือบ 1 ปี เขาก็เปลี่ยนไปทำอาชีพพนักงานในร้านอินเทอร์เน็ตช่วงกลางวันแทน ซึ่งร้านนี้มีเจ้าของเป็นคนต่างชาติ ทำให้เขาได้โอกาสเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย ขณะที่กลางคืนก็ยังขายของที่คลองหลอดเหมือนเดิม และเริ่มสังเกตเห็นร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตั้งอยู่ข้างๆ ขายดีมากๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ร้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้างๆ ได้ยื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่มาให้เขาช่วยเหลือตั้งค่าต่างๆ ในโทรศัพท์ให้ เพราะเขาอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่สมัยนั้นก็ไม่ได้มีเมนูภาษาไทย ซึ่งเขาก็ทำให้สำเร็จ และได้รับเงิน 500 บาทเป็นค่าตอบแทน ทำให้เขารู้สึกว่า ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เงินง่ายมากๆ จากนั้นเขาจึงเริ่มทำตัวเป็นครูพักลักจำ เรียนรู้การขายของร้านข้างๆ มาเรื่อย และเริ่มเปลี่ยนสินค้าที่ขายที่คลองหลอดช่วงกลางคืน จากรองเท้ามือสองเป็นอุปกรณ์ชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์ เพราะเห็นร้านอีกแห่งที่ขายสินค้าประเภทนี้ขายดี จากนั้นก็ตระเวนนำสินค้าไปขายในต่างจังหวัดด้วย

หลังจากทำงานอย่างหนักทั้งเช้าและค่ำ จนเก็บเงินส่งตัวเองเรียนได้ เขาก็เกิดความคิดว่าอยากนำเงินทุนที่สะสมไว้ ลงทุนขายโทรศัพท์เคลื่อนที่เองเลย แทนที่จะขายเพียงอุปกรณ์ชาร์ตแบตเตอรี่ เพราะมองว่ากำไรดีกว่า และเขาก็เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจขายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเป็นทางการ โดยเช่าตู้ขายโทรศัพท์ตู้เล็กๆ ราคา 23 หมื่นบาท ตั้งขายที่มาบุญครอง แต่ด้วยความที่เงินทุนไม่หนา จึงต้องขอต่อรองผ่อนผันค่าตู้กับผู้ขายเป็นงวดๆ

ใช้เวลาไม่นานร้านของเขาก็ได้รับความนิยมจากลูกค้ามาก เพราะมีบริการหลังการขายให้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า หรือโทรศัพท์มีปัญหาอะไร ลูกค้าก็กลับมาให้ช่วยเหลือ จนลูกค้ารู้สึกดี และบอกต่อๆ กัน ทำให้มีลูกค้ามาก จากที่มีตู้ขายตู้เดียว สร้างรายได้ปีละ 1 ล้านบาท ก็ได้ลงทุนขยายจำนวนตู้ขายในมาบุญครองเป็น 6 ตู้ และยกระดับเปิดเป็นสาขาในมาบุญครอง โดยมีค่าเช่าร้าน 2-3 แสนบาท ซึ่งเขาใช้วิธีการขอผ่อนจ่ายค่าร้านเช่นเดิม ผลปรากฏว่า ร้านก็ได้รับความนิยมล้นหลามจนต้องขยายสาขาในมาบุญครองเป็น 5 สาขา กลายเป็นร้านขายมือถือที่ได้รับความนิยมที่สุดในห้าง แต่ละสาขาสร้างรายได้ให้ 15 ล้านบาท

และวันหนึ่งก็มีทีมการตลาดของศูนย์การค้าเซ็นทรัลมาเห็นภาพร้านที่มาบุญครองที่ขายดีมาก จึงชักชวนให้ไปเปิดร้านที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเขาก็สนใจทันที โดยเขาทำร้านที่ชั้นใต้ดินและเน้นสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นด้วยการตกแต่งร้านให้ดูมืดทึบ และมีพื้นที่ให้ลูกค้านั่งเล่นสบายๆ เพื่อให้เห็นภาพต่างจากร้านอื่นซึ่งจะตกแต่งร้านด้วยสีขาวสว่าง และไม่มีพื้นที่ให้ลูกค้านั่งรอมากนัก

จากความแตกต่างของรูปลักษณ์ร้านค้า บวกกับจุดขายเรื่องบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง ก็ทำให้ร้านนี้ได้รับกระแสตอบรับดีเช่นเคย จนทำให้เซ็นทรัลเสนอให้ทางร้านไปขยายสาขาต่อที่เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช อีก ซึ่งเขาก็ไปเปิดร้านและประสบความสำเร็จอีก ศูนย์การค้าเซ็นทรัลจึงให้โอกาสเขาขยายสาขาตามไปแทบทุกที่ที่เซ็นทรัลเปิดสาขาใหม่ จนกระทั่งปัจจุบันมีสาขาแล้วทั้งหมด 20 สาขา สาขาล่าสุดที่เพิ่งเปิด คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 3 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ในเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ส่วนผลิตภัณฑ์ในร้านที่ขาย คือ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต อุปกรณ์เสริมของสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต รวมทั้งบริการหลังการขาย เช่น อัพเดตซอฟต์แวร์ โหลดแอพพลิเคชันฟรี ซึ่งเขาได้ลงทุนไปถึง 3 ล้านบาทต่อปี เก็บแอพพลิเคชันไว้ถึง 4 แสนแอพพลิเคชัน คอยให้บริการลูกค้า

อาร์ม มองว่า ทุกวันนี้เขายังไม่ถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะคนที่รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว จะมองไม่เห็นอะไรที่ท้าทายให้ทำแล้ว ซึ่งเขายังไปไม่ถึงจุดนั้นโดยเห็นว่าปัจจุบันเขาประสบความสำเร็จเพียง 1 ใน 3 ของความสำเร็จที่เขามองไว้เท่านั้น และหลังจากนี้เขาก็จะเดินหน้าเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยวางแผนขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงเป้าหมายการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ได้

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ คือ แม่ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี แม้เป็นครูมีรายได้น้อย ต้องแบกภาระเลี้ยงลูก 2 คน ก็ยังอดทนฝ่าฝัน ไม่เคยบ่น

ขณะที่อาร์มรู้สึกว่า เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในครอบครัวแล้วหลังจากที่พ่อเสียชีวิต เขาควรดูแลครอบครัวของเขา จึงเป็นแรงผลักดันให้รู้สึกว่าต้องทำอย่างไรให้มีเงินเพียงพอเลี้ยงครอบครัว ซึ่งหากเขาหางานพิเศษทำอย่างเดียว คงเพียงพอแค่เขาใช้ชีวิตรอดไปวันๆ เขาจึงต้องคิดทำงานมากกว่านั้น และทำให้เขาก้าวมาถึงขั้นนี้ คือ มีธุรกิจขนาดใหญ่สร้างรายได้ถึง 750 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และปีนี้ก็ตั้งเป้าหมายนำบริษัทพิชิตรายได้หลัก 1,000 ล้านบาทให้ได้

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้