
แดเนียล บูเฮอร์ ขวัญใจผู้หลงใหลอาหารฝรั่งเศส
เชฟ วี เลิฟ สัปดาห์นี้ ขอนำท่านผู้อ่านมารู้จักกับเชฟ “แดเนียล บูเฮอร์”
เชฟ วี เลิฟ สัปดาห์นี้ ขอนำท่านผู้อ่านมารู้จักกับเชฟ “แดเนียล บูเฮอร์” นัมเบอร์วันแห่งเดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ ห้องอาหารฝรั่งเศส โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ หน้าตาหล่อเหลาหรือไม่ให้พิจารณาด้วยสายตาท่านเอง แต่บอกได้ว่าฝีมือในการปรุงเมนูอาหารฝรั่งเศสของเขาฉกาจฉกรรจ์นัก
รสชาติอร่อยถูกปากแท้ หน้าตาเมนูเท่ เก๋ไก๋ และตื่นตาตื่นใจน่าหม่ำอย่างมาก แต่ละเมนูได้รับการรังสรรค์ตกแต่งอย่างประณีตบรรจงคงความน่ารับประทานเมื่ออยู่ตรงหน้า วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็คุณภาพสมราคา ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ยอแต่ไปชิมมาแล้ว แถมได้แอบกระซิบถามแขกที่มารับประทานอาหารห้องอาหารฝรั่งเศสวันนั้นยกหัวแม่มือให้เลย
การเป็นเชฟของแดเนียลน่าสนใจ เพราะเขาเองไม่คิดว่าจะมาเป็นเชฟ เพราะตอนแรกเขาเรียนสถาปัตยกรรมที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี บ้านเกิดของเขา แต่พอเรียนไปได้ 3 ปี ก็หันไปเรียนเชฟที่เชฟสกูลด้วยความอยากลอง ทำให้ต้องหยุดเรียนสถาปัตย์ไปโดยปริยาย ทั้งที่ในใจคิดจะกลับมาเรียนให้จบ แต่เพราะหลงรักการทำอาหารไปแล้วจึงไม่ได้เรียนอาคิเทคต่อให้จบ
“จริงแล้วผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นเชฟหรอก ตอนเรียนก็เรียนอาคิเทค พอเรียนไปได้ 3 ปี อยู่ดีๆ ก็อยากลองเรียนทำอาหารดูบ้าง จึงไปเรียนทำอาหารที่เชฟสกูล 3 ปี พอเรียนไปๆ ก็รู้สึกชอบและสนุกขึ้นมา โดยเฉพาะการทำอาหารฝรั่งเศสชอบมาก และด้วยความที่เป็นคนทำอะไรแล้วอยากทำให้ออกมาดีกว่าเดิมและดีที่สุด จึงหันมาเอาดีด้านการเป็นเชฟในที่สุด”
แดเนียล เล่าว่า โปรแกรมเรียนเชฟที่เรียนเป็นการเรียนในห้องเรียนและทำงานเชฟไปด้วยในร้านอาหารต่างๆ ควบคู่กันไป และเมื่อเรียนจบร้านอาหารนั้นๆ ก็จะซัพพอร์ตให้เรียนคอร์สต่างๆ เพิ่มเติมต่อไป เนื่องการเป็นเชฟในยุโรปนั้นต้องเข้าคอร์สเรียนและมีใบปริญญาการันตี มิใช่มีประสบการณ์แล้วจะมาเข้าครัวได้ง่ายๆ
ณ ห้วงเวลาที่เรียนและทำงานไปด้วย ถือเป็นช่วงที่เขาได้เก็บเกี่ยวความรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอด ต่อมาชื่อเสียงของเขาเริ่มเป็นที่รักมากขึ้นในเยอรมนี โดยเขาได้เปิดบริษัทรับจัดอีเวนต์ฟู้ดโปรโมชันต่างๆ ของตัวเองขึ้น ซึ่งมีร้านอาหารหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งโรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน เชิญมาเป็นเชฟรับเชิญ
การร่วมงานกับพลาซ่า แอทธินี แดเนียล กล่าวว่า การพบรักกับภรรยาของเขาที่เมืองไทยเมื่อครั้งมาเป็นเชฟรับเชิญที่พลาซ่า แอทธินี คือปัจจัยที่ทำให้เขาอยากสานต่อความรักที่เมืองไทย และเพื่อนที่ทำงานในโรงแรมเชนเมอริเดียนที่เยอรมนีก็แนะนำพลาซ่า แอทธินี ซึ่งประจวบกับผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของพลาซ่า แอทธินี ซึ่งเป็นคนเยอรมันด้วย ติดใจฝีมือเมื่อครั้งที่ทางโรงแรมเชิญ จึงได้ร่วมงานกันในที่สุด
ว่าแต่ใครที่ชอบอาหารสไตล์ฝรั่งเศส และอยากลิ้มรสชาติฝีมือของเชฟแดเนียล มากมายหลายสิบเมนู เชิญมาที่เดอะ รีเฟล็กชั่นส์ ชั้น 3 ของโรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ตั้งแต่เวลา 18.0023.00 น. (เว้นวันอาทิตย์) โดยสำรองที่นั่งได้ที่โทรศัพท์ 02-650-8800 หรือ [email protected]
มิเพียงได้ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยเท่านั้น ยังจะได้รับการบริการที่ดีจากพนักงาน โดยเฉพาะจากเชฟแดเนียลที่มักจะมาคอยพบปะลูกค้าและให้ความรู้เกี่ยวกับเมนูต่างๆ ที่เขารังสรรค์ขึ้นถึงโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลในการสร้างสรรค์เมนู วัตถุดิบที่ใช้ ไอเดียการตกแต่ง และอื่นๆ ตลอดจนรับฟังทุกคอมเมนต์ที่ลูกค้าสะท้อนออกมา ซึ่งด้วยบริการแบบนี้นอกเหนือจากรสชาติอาหารที่อร่อย จึงทำให้เขาเป็นขวัญใจของผู้ที่ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสมากขึ้นเรื่อยๆ
เมนูที่อยากเสิร์ฟ
พิงก์ เทราต์ : ปลาเทราต์สีชมพู เขาได้แรงบันดาลใจจากการใช้วัตถุดิบหลายชนิดที่ต่างให้รสชาติที่เข้ากันได้ลงตัว โดยจะจัดจานเป็นชั้นๆ ชั้นที่1 เป็น Black Carpet คือ พรมสีดำ ปูพื้นจานเป็นพรมทรงกลมสีดำเข้มด้วยซอสรสชาติเข้มข้นจากหมึกดำของปลาหมึกและมิโซะซุป ชั้นที่ 2 ปลาเทราต์ที่ปรุงรสด้วยวิธีการหมักแบบ เปคาชิโอ (pescaccio) น้ำหมักมีส่วนผสมของเกลือ มะนาว น้ำตาล และน้ำส้มคั้น เมื่อหมักได้รสชาติเข้าที่จึงนำมาคลุกกับผงของกลีบลาเวนเดอร์ มีรสชาติกลมกล่อม อีกทั้งยังมีกลิ่นส้มหอมชุ่มคอ
ถัดมาในชั้นที่ 3 จะเป็นเนื้อปลาเทราต์ทอดโดยไม่ปรุงรส เพื่อเน้นรสชาติของเนื้อปลา และไม่ไปขัดกับรสชาติของการปรุงรสในส่วนอื่นๆ ชั้นที่ 4 ที่เห็นเป็นก้อนสีดำ แท้จริงคือก้อนเผือกที่นำมาต้มกับหมึกดำของปลาหมึกและน้ำปรุงรสสูตรเฉพาะ โดยหั่นเผือกให้มีลักษณะคล้ายก้อนถ่านดำเพื่อให้ดูแปลกตา สุดท้ายชั้นที่ 5 เพิ่มรสชาติด้วยเทราต์คาร์เวียร์ และจุดรอบจานด้วยซอสมายองเนส ทำให้อาหารจานนี้มีรูปลักษณ์ที่แปลกตาและรสชาติกลมกล่อมและเข้ากันได้อย่างลงตัว
ชาลัน ดั๊ก (Challan Duck) : อกเป็ดฝรั่งเศสราดซอสน้ำผึ้ง ได้แรงบันดาลใจจากความงามอันน่าหลงใหลของสีส้ม จึงเลือกใช้แครอตและเนื้อไก่บดละเอียดผสมกับเนื้อส้มและน้ำส้ม เพื่อสอดไส้ลงในเนื้อของอกเป็ดฝรั่งเศสย่าง ในระดับมีเดียม แรร์ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ราดด้วยซอสสีน้ำตาลอ่อนสวยที่ปรุงจากน้ำต้มกระดูกเป็ดผสมกับน้ำผึ้งและพริกไทย มีผักหลากหลายชนิด อาทิ ถั่วลันเตา ต้นหอม ยี่หร่า และลูกพีชย่าง เพื่อเพิ่มรสชาติและความสวยงามรอบๆ จาน







