posttoday
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ฮีโร่ของคนยาก

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ฮีโร่ของคนยาก

23 กุมภาพันธ์ 2556

ใครติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊กของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พระเอกขวัญใจประชาชน คงชื่นอกชื่นใจไปกับวีรกรรมอันน่ายกย่อง

ใครติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊กของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พระเอกขวัญใจประชาชน คงชื่นอกชื่นใจไปกับวีรกรรมอันน่ายกย่อง

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ใครติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊กของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พระเอกขวัญใจประชาชน คงชื่นอกชื่นใจไปกับวีรกรรมอันน่ายกย่อง

นั่นคือ การเดินทางไปช่วยเหลือบรรดาคนยากไร้ด้อยโอกาสตามโรงพยาบาล หมู่บ้านในท้องถิ่นทุรกันดาร ริมทางข้างถนน ตั้งแต่เด็ก ผู้หญิง คนเฒ่าคนแก่ยากจน ไม่ได้รับการเหลียวแล แม้กระทั่งคนจรร่อนเร่ หมาแมวพลัดหลง

25 ปีในบทบาทหน้าที่จิตอาสา พิสูจน์ให้สังคมเห็นแล้วว่านี่คือ พระเอกนอกจอตัวจริง

ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายถูกคำครหาว่าสร้างภาพ!?

“ทุกวันนี้ยังมีคนมาด่าผมว่าสร้างภาพอยู่นะ ทั้งที่ผมทำมา 20-30 ปีแล้ว ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งที มาสวมชุดขับวินมอเตอร์ไซค์ ขับรถเมล์ ไหว้ขอทาน

ผมทำในสิ่งที่อยากทำ ใครจะว่าสร้างภาพก็ยอมรับครับ แต่การสร้างภาพของผมช่วยให้หลายๆ ครอบครัวได้ลืมตาอ้าปากได้ มีชีวิตเป็นอยู่ดีขึ้น ผมไม่เคยคิดที่จะหยุดสร้างภาพ”

เป็นประโยคร้อนแรงแฝงด้วยอารมณ์ขันบนใบหน้าเปื้อนยิ้ม บิณฑ์ ในยูนิฟอร์มภาคสนามสีเขียวขี้ม้ายังคงดูหล่อ สมาร์ต แม้อายุอานามจะล่วงเข้าปีที่ 51 แล้ว

ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู แต่นี่มิใช่งานเพื่อสาธารณกุศลดังที่เคยทำมา หากเป็นงานส่วนตัวที่ทำด้วยใจ หยาดเหงื่อแรงกาย และเงินตัวเอง

“25 ปีที่ผมทำงานในมูลนิธิร่วมกตัญญู โดยปกติจะออกไปในแนวงานส่วนรวม เอาข้าวสารอาหารแห้ง ผ้าห่ม เอาถุงยังชีพไปช่วยเหลือในช่วงประสบภัย

ระหว่างนั้นก็ได้พบเจอบุคคลพวกนี้เยอะมาก ชาวบ้านชาวช่องคอยบอกว่าบ้านโน้นมีคนป่วย คนพิการ คนแก่ คนด้อยโอกาสให้ช่วย เราก็ไม่สามารถช่วยได้เต็มที่ มันเลยสะสมในใจเรื่อยมา”

จนเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2554 บิณฑ์และทีมงานได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่ ยิ่งเห็นคนป่วย คนพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก เลยฉุกคิดได้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาสังคม ปล่อยปละละเลยไม่ได้อีกต่อไป

“พอน้ำท่วมจบ ปี 2555 เราก็เตรียมพร้อมว่าน้ำจะท่วมอีก แต่ก็ไม่ท่วม เลยมาคิดได้ว่า เฮ้ย...ต้องรอให้เกิดวิกฤตก่อนเหรอ แล้วค่อยช่วยคน ยังไงเราต้องออก ถึงน้ำไม่ท่วมเราก็ต้องออก เมื่อคิดได้ก็ลุยเลย”

เด็กน้อยที่ป่วยหนักในโรงพยาบาลต่างๆ คนแก่ชราที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง อยู่แบบอดๆ อยากๆ โดยไม่รู้ชะตากรรม คนพิการ คนจรจัดตามข้างทาง ตลอดจนสุนัข แมวผอมโซน่าสงสาร

ทุกชีวิตล้วนได้รับการช่วยเหลือแบบถึงเนื้อถึงตัว เต็มที่ และเท่าเทียม

“ทีมงานผมมีแค่ 7-8 คนเอง ต้องการแค่นั้น แต่บางครั้งวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มีคนอยากไปกับผมเยอะ ไปกันที 20 คน อยากไปดูบรรยากาศ ดูการทำงาน ไปทำบุญ หรือแค่อยากสนุกสนานก็มี แต่ที่ที่จะไปมันไม่ใช่แบบนั้นไง มันมีแต่ความหดหู่ รันทดใจ การไปทำงานทุกคนต้องมีประโยชน์ ทุกคนต้องมีหน้าที่ เดี๋ยวนี้มีคนส่งเรื่องเข้ามาเยอะมาก ต้องมีทีมงานคอยประจำหน้าเพจเลย รับเรื่องแล้วส่งต่อให้ผมมาพิจารณา ใครต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนสุด พื้นที่จะไปใกล้ไกลแค่ไหน ผมไปเองทุกเคส ไม่เคยส่งลูกน้องไปอย่างเดียว”

เงินส่วนตัวทั้งหมดมาจากกำไรที่ได้จากภาพยนตร์ที่ซึ่งเขากำกับเรื่อง ปัญญาเรณู ทั้งสองภาค รวมทั้งงานแสดงรับเชิญและงานอีเวนต์ออกรายการต่างๆ

“อย่างต่ำสุด 1 หมื่นบาทต่อราย บางรายก็ 2 หมื่น บางราย 5 หมื่นก็มี หลายคนนอนข้างทาง เราหาที่อยู่ให้ สร้างบ้านให้ บางคนจะมาหาหมอไม่มีค่ารถ ก็โอนไป 3,000-4,000 เป็นสิบๆ ราย บางคนไปฝากบ้านพักคนชราบ้าง จ่ายค่าศูนย์พักพิงต่างๆ เดือนละเป็นหมื่นบ้าง ไม่เป็นไรหรอก เขาจะอยู่สักกี่ปี ให้เขามีบั้นปลายชีวิตที่ดี ไม่ใช่นอนให้หนูมากัดแผล อยู่อดๆ อยากๆ”

คนก็ถามเยอะ ทำไมเอาเงินไปให้เขา ไม่เอาอาชีพไปให้ เหมือนสอนให้จับปลาแทนที่จะเอาปลาไปให้ ผมบอกนี่ไม่ใช่หน่วยงาน มันเป็นเงินสดของผม ผมให้ในเบื้องต้น แล้วลงรายละเอียดในเฟซบุ๊ก ลงเลขที่บัญชีธนาคารเขา เพื่อนคนไหนสงสาร โอนตรงไปเลย เหมือนบอกบุญมากกว่า

พระเอกคนดังยืนยันว่า ไม่ได้ระดมทุนจากใครหรือหน่วยงานใดทั้งสิ้น

“ถามว่าจะทำต่อไปอีกนานแค่ไหน มันก็อาจจะมีทางตัน เงินหมด เพราะผมไม่ได้ระดมเงินจากใคร หลายคนแนะว่าทำไมไม่เปิดกองทุน ผมบอกผมทำน่ะทำได้ แต่เอาเงินเอาทองมายุ่งกับเรื่องส่วนตัวมันมีข้อครหาเยอะ เหมือนเราจะทำบุญอะไรสักอย่างต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ไปขอเงิน ขอของบริจาคคนนั้นคนนี้แล้วบอกว่าเป็นชื่อเรามาบริจาค มันกระดากใจ สู้เอาเงินผมดีกว่า วันไหนไม่มี ผมก็บอกไม่มี ใครจะทำต่อก็เชิญ”

วันเวลาเกินครึ่งของชีวิตหายไปตามภารกิจที่รัดตัว ยามว่างของเขาคือ ออกกำลังกาย เตะฟุตบอล เข้าฟิตเนส กลับกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ทุกอย่างต้องตัดทิ้งหมด มีแต่ความกังวล เป็นห่วงเป็นใยเข้ามาแทนที่ คิดเพียงแต่ว่าวันพรุ่งนี้จะลงพื้นที่ไปช่วยเหลือใครก่อน

“ในใจมีแต่คิดถึงคนที่ขอความช่วยเหลือว่าเขารอนานแค่ไหนแล้ว มันห่วงไปหมด คนเขารอคอยเราด้วยความหวัง รู้เลยว่าเวลาเรารอคอยความช่วยเหลือจากใครแล้วมันนานเกินไป มันจะรู้สึกสิ้นหวัง ผมก็ต้องรีบโทรไปบอกรอผมแป๊บนึงนะ ผมกำลังรีบไป

ถึงจะทำให้ชีวิตส่วนตัวหมดไป แต่ได้กลับคืนมาคุ้มค่ากว่า การทำให้คนอื่นมีความสุขมันทำให้เรามีความสุข เหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ในความเหนื่อย เราต้องคอยบอกตัวเอง ช่างมันเถอะ เรากลับมานอนเดี๋ยวมันก็หายเหนื่อย แค่นั้นก็โอเค”

ภาพชีวิตจริงอันโหดร้ายยิ่งกว่าละครที่ประสบพบเจอมาทุกวัน เดือน ปี สั่งสมตกผลึกให้เขาเข้าใจโลก เข้าใจสังคม เข้าใจผู้คนกระจ่างชัดมากขึ้น

“คนรวยมันก็รวยเกาะกลุ่มกันไป สังคมเราคนจนมันมากกว่าเยอะ มันอยู่ที่ทางรัฐจะมาดูแลเขามากน้อยแค่ไหน ผมแค่คนตัวเล็กๆ ไม่มีอะไรเลย แต่ผมก็สามารถช่วยพี่น้องที่นอนอยู่ริมถนน อยู่ตามโรงพยาบาล ตามบ้านถิ่นทุรกันดารห่างไกลได้เป็นหลายร้อยราย ถ้ารัฐบาลส่งหน่วยงานเข้ามาจริงๆ ทำอย่างผมที่ทำอยู่ ให้อาชีพ มันช่วยได้เยอะ

บัตรต่างๆ เช่น บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค เห็นอยู่ว่าคนป่วยหนัก แต่เสือกให้ยาแล้วไล่กลับบ้าน ทั้งที่นอนพะงาบๆ ใกล้ตายแล้ว บ้านเรามันหมดไปแล้วไอ้ชั้นวรรณะต่างๆ แต่มันเหมือนยังมีการแบ่งแยกแบ่งชั้นกันอยู่

ฉะนั้นโรงพยาบาล ถ้ายังมีสามัญสำนึกอยู่ที่ต้องเอาคนที่มีเลือดเนื้อหัวใจด้วยกันดีกว่าเอาเงิน คนรวยไอสองสามทีนอนโรงพยาบาลสองวันสามวัน คนจนป่วยหนัก ต้องแอดมิต นอนพะงาบๆ คุณให้ยาแล้วไล่เขากลับบ้าน บางทีถาม 30 บาทเหรอ ขอเช็กดูก่อนนะ ญาติพี่น้องต้องมานั่งลุ้น ไอ้นั่นจะตายอยู่แล้ว สุดท้ายไม่ได้ ส่งไปโรงพยาบาลอื่นก็ตาย

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเลยทำให้หลายคนเข้ามาหา บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ มองว่าเป็นที่พึ่งได้ แต่ถามว่าเป็นหน้าที่ผมเหรอ ไม่ใช่ แค่มีจิตอาสาที่จะทำ แต่ทำแล้วมันก็มีคนตาม ไม่ว่าจะช่วยคน ช่วยหมาแมว อะไรต่างๆ ก็มีคนตามมาช่วย บางคนมาเล่าว่าวันนี้ผมไปช่วยลุงคนหนึ่งมา ผมยกพี่เป็นไอดอลเลยนะ ผมก็ชื่นชมให้กำลังใจเขา พอมีต้นแบบขึ้นมา หลายคนก็เริ่มอยากจะทำเหมือนเรา อยากจะช่วยคนอื่นเหมือนเรา

มันไม่จำเป็นว่าคุณอยู่ลำปาง เชียงใหม่ แล้วต้องเรียกให้ผมไป คุณช่วยกันก็ได้ เรี่ยไรได้เท่าไหร่ รวมกลุ่มกันไปช่วยเลย ช่วยให้รู้สึกว่าสังคมไม่ทอดทิ้งเขา ไม่ต้องรอ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ มาช่วย

สังคมเรายังมีคนดีมีน้ำใจอีกเยอะ ตรงนี้ถ้าเราไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราก็ไม่มีวันเห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้น พวกนี้เขาไม่ได้มาโพสต์เองนะ แต่คนอื่นที่เห็นต่างหาก สงสาร เห็นใจ ไม่นิ่งดูดาย แล้วแบ่งปัน หาใครสักคนที่จะช่วยเหลือเขาได้

บางทีการทำดีก็เสี่ยงที่จะถูกคนอื่นมองว่าสร้างภาพ หลายคนเลยไม่อยากทำอะไร แต่เมื่อมีผมออกมาคนหนึ่ง เขาอยากจะทำ ผมขอบอกว่าต้องเริ่มที่จิตใจ ถ้าจิตใจเราดี จะเริ่มต้นยังไงก็ได้ จะช่วยหมา ช่วยแมว ช่วยคน ได้ทั้งนั้น เขาเรียกว่าจิตอาสา ไม่ต้องรอหน่วยงานมาช่วย อย่างเช่นแมวตกท่อ แค่หาอะไรมาควานตัวขึ้นมาก็จบแล้ว โทรเรียกเจ้าหน้าที่ทำไม ทำเองก็ได้”

ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ของพระเอกนอกจอคนนี้ คือ การได้เข้าใจและยอมรับได้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดที่เห็นมาล้วนเป็นสัจธรรม

“มันหนีไม่พ้น เพราะฉะนั้นทำยังไงให้เขามีความสุข ก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป เขาเกิดมาไม่ได้ถูกทอดทิ้งจากคนรอบข้าง จากสังคม จากคนไทยด้วยกัน สิ่งที่ผมได้ทุกวันนี้คือความสุขใจ มันไม่ได้มาจากคำสรรเสริญเยินยอ โอ้ย คุณบิณฑ์ เป็นเทวดาเดินดิน แต่ผมมีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มจากคนที่เราไปช่วย เห็นครอบครัวเขาปลื้มใจ โล่งอก ผมจะนอนหลับสบาย”

ใบหน้าหล่อเหลาอิ่มเอมใจ ชายร่างบึกบึนในท่วงท่าทะมัดทะแมง ยังเต็มใจที่จะเตรียมพร้อมทั้งเวลา แรงกาย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนทุกข์ยากในสังคมไทยไปอีกนาน

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ