posttoday
นพ.ปิยะวงศ์ เศรษฐวงศ์ ‘ผม (ขอ) มีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี’

นพ.ปิยะวงศ์ เศรษฐวงศ์ ‘ผม (ขอ) มีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี’

16 กุมภาพันธ์ 2556

คุณหมอหนุ่มวัย 30 ผู้เดินผ่านความตายมาหลายครั้ง ทั้งยังสูญเสียคนที่รักสุดหัวใจ และต้องเฝ้ามองสมาชิกในครอบครัวเผชิญกันโรคร้าย

คุณหมอหนุ่มวัย 30 ผู้เดินผ่านความตายมาหลายครั้ง ทั้งยังสูญเสียคนที่รักสุดหัวใจ และต้องเฝ้ามองสมาชิกในครอบครัวเผชิญกันโรคร้าย

โดย...ปอย

คุณหมอหนุ่มวัย 30 ผู้เดินผ่านความตายมาหลายครั้ง ทั้งยังสูญเสียคนที่รักสุดหัวใจ และต้องเฝ้ามองสมาชิกในครอบครัวเผชิญกันโรคร้าย ก่อนหน้านั้นทั้งครอบครัวไม่ค่อยผูกพันกัน แต่หลังจากที่น้องสาวป่วยด้วยโรคร้ายแรง ชีวิตของคนในบ้านก็เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนได้เรียนรู้แล้วว่า ชีวิตนั้นแสนสั้นนัก ควรใช้เวลาทุกวินาทีที่มีอยู่ให้คุ้มค่ากับคนที่เรารัก และรักเรา

เมื่อครั้งที่ คุณหมอบอนด์-นพ.ปิยะวงศ์ เศรษฐวงศ์ เป็นนักศึกษาแพทย์ เพื่อนรักของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตปั๊มหัวใจเรียกชีวิตเพื่อนที่รักที่สุดให้กลับคืนมาได้ ปีที่ผ่านมาคนรักที่กำลังวางแผนแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคตกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปอย่างไม่คาดคิดด้วยโรคลมชัก และน้องสาวก็ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง แยังไม่รวมถึงความตายที่หมั่นมาเคาะประตูทักทายตัวเขาเองอยู่บ่อยครั้ง

“วินาทีที่ผมอาจจะหยุดหายใจครั้งล่าสุด 4 เดือนก่อนนี้เองนะครับ เป็นความรู้สึกก้ำกึ่งของความสบายก้าวไปในอีกโลกหนึ่งที่เรากำลังจะไปซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน?!! สติกำลังจะหยุดแล้ว เป็นช่วงที่ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า อุโมงค์แสง ซึ่งเป็นภาวะของการเคลิ้มสุขที่สมองจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ทำให้ลมหายใจสุดท้ายของคนเราไม่ทรมาน แต่ ณ วินาทีนั้น ผมก็ยังเป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านก็อยากเห็นเราที่ยังหนุ่มแน่นมีชีวิตต่อไป ผมยังห่วงน้องสาวที่ป่วยเป็นมะเร็ง เป็นห่วงแฟนที่ตอนนี้ป่วยด้วยโรคลมชัก ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอและกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราเมื่อปีที่ผ่านมา แม้ความตายอยู่ตรงหน้า ผมจึงต้องเข้มแข็งสู้กับมัน รวบรวมสติ ใช้คำว่า คลานไปหาคุณพ่อ ซึ่งเป็นหมอปั๊มหัวใจให้ผมหายใจกลับอีกครั้งหนึ่ง”

นพ.ปิยะวงศ์ นักเขียนยังบลัดคนล่าสุดในคอลัมน์ “ชีวิตรื่นรมย์” ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ประจำฉบับวันอาทิตย์ เริ่มต้นสนทนาถึงเหตุการณ์สำคัญที่พลิกผันชีวิตระหว่างความเป็น ความตาย ที่มีเพียงเส้นบางๆ เบาๆ ขีดคั่น

“การเขียนหนังสือเป็นคอลัมนิสต์ เป็นอีกความฝันที่ผมอยากทำให้ดีที่สุดในวันที่ตัวเราเองแม้จะเป็นหมอแต่ผมก็ไม่สามารถรู้ได้ครับว่าพรุ่งนี้จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผมไม่อยากบอกครับว่าเป็นเวรกรรม ผมอยากบอกว่าขอขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้ผมตื่นมาในอีกวันหนึ่งดีกว่า ก่อนหน้าที่จะเจอกับความตายของตัวเอง ผมก็เจอะเจอกับความตายของคนป่วยในการเป็นแพทย์อยู่เสมอ ทำให้คิดนะครับว่าโรคบางโรคยกตัวอย่างเช่นมะเร็งในระยะสุดท้าย แต่เมื่อหมอรักษาเราดีที่สุด แล้วถ้าไม่สามารถยื้อชีวิตคนไข้ได้ เราก็ต้องยอมรับนะครับ

ผมป่วยด้วยโรคลิ้นหัวใจรั่วเมื่อตอนอายุ 25 ปี รู้โดยไปออกกำลังกายรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ แล้ววูบ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านี้ แต่อาจหัวใจวายได้เมื่อเราสูงอายุ แต่ก็ 10% ซึ่งก็ดูแลตัวเองมาโดยตลอด แต่ก็หลีกไม่พ้นครับ เมื่อ 2 ปีมานี้เองครับ ก็ไปตรวจเจอมาอีก 1 โรค คือคลื่นหัวใจเต้นผิดปกติ และโรคนี้เองครับที่จะทำให้ Sudden Death ตายได้ทันทีและทุกเวลา” นพ.ปิยะวงศ์ บอกเล่าน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนกับเรื่องเล่านั้นไม่น่าตกอกตกใจอะไรมากมายนัก

ทุกวันนี้คุณหมอหนุ่มบุคลิกเทรนดี้ นพ.ปิยะวงศ์ มีตารางงานตรวจดูแลคนไข้อยู่ที่ “สมวงศ์การแพทย์” คลินิกเล็กๆ ที่คุณพ่อได้ทำงานรับใช้ชุมชนแถบประชาอุทิศมานานกว่า 30 ปี และอีกหน้าที่เป็นหมอรักษาผิวพรรณอยู่ที่ Skeyndor Cosmetic and Wellness Center เซ็นทรัล พระราม 9 คุณหมอบอกว่า เลือกพักผ่อนวันละ 34 ชั่วโมง นอกนั้นเขาขอทุ่มเวลาให้การทำงานแพทย์ให้เต็มความสามารถและสุดกำลัง

“เรื่องคลินิกความงามผมไม่รู้เลยครับว่าได้เงินเท่าไรและไม่สนใจด้วย แต่ผมทำเพราะมีความสุขที่ได้ให้คำแนะนำกับคนไข้ รักษาแก้ไขปัญหาเรื่องฝ้า กระ โครงหน้าไม่สมบูรณ์ แล้วเห็นคนไข้กลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้ม ผมถือว่างานตรงนี้หมอได้รับใช้คนไข้ให้มีความสุขที่สุด และนี่คือ แรงขับเคลื่อนในการทำงานที่คลินิก Skeyndor ส่วนคลินิกผมช่วยคุณพ่อทำด้วยความสุขที่สุด ผมกำลังทำหน้าที่หมออย่างภาคภูมิใจ ล่าสุดเพิ่งมีคุณยายอายุ 80 กว่าปี ป่วยด้วยโรคความดันสูงจนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก ปวดตามาก แต่ยายไม่มีเงินค่ารถพอที่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐบาล ก็มาหาหมอที่คลินิก ผมก็รักษาไปแล้ว วันหนึ่งคุณยายก็เดินเอาดอกโมกมาให้ผม บอกขอบคุณหมอมากๆ ก่อนหน้านั้นยายปวดตาจนนอนไม่หลับเลย เป็นเรื่องที่ฟังโรแมนติกนะครับ (หัวเราะ) ผมมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้

“ชีวิตคาบเกี่ยวกับความตาย สิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุดในชีวิตที่เหลืออยู่คือ ขอให้ได้มีโอกาสทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ผมเป็นลูกชายคนโต แต่อาจเพราะก็มีความกดดันในครอบครัว ทำให้แต่ก่อนนี้ผมไม่เคยกอด ไม่เคยหอมแก้มคุณพ่อ คุณแม่ น้องสาว แต่ทุกวันนี้เราหอมกันทุกๆ สองสามชั่วโมงที่มีโอกาสอยู่ด้วยกัน

“และมีหนังสืออีกหลายร้อยเล่มเลยครับ ที่ผมซื้อมารออ่าน ซึ่งถ้าวันหนึ่งผมป่วยหนักจนไม่สามารถเป็นหมอได้ ผมก็คงไม่ทุกข์มากนักครับ (บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ ยืนยัน) ผมก็คงมีความสุขกับการอ่านหรือการเขียนหนังสือในสไตล์ที่ผมเขียนในคอลัมน์ชีวิตรื่นรมย์ ซึ่งก็คือแรงขับเคลื่อนให้ผมมีชีวิตอยู่พร้อมรอยยิ้มทุกวัน” นพ.ปิยะวงศ์ บอกเล่าทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มที่คุณหมอคอนเฟิร์มติดใบหน้าอยู่ตลอดเวลาสนทนา


&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69