
ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (8)
อ้อ, เรื่องนี้เองที่ท่านพุทธทาสนำมาประยุกต์เป็น “ภาษาคน” และ “ภาษาธรรม” ถ้าเราเข้าใจภาษาธรรมไม่นำมาปนกับภาษาคน ก็คงไม่ต้องทะเลาะกันกับพระพุทธเจ้า กับท่านพุทธทาสภิกขุ ใช่ไหมครับ
อ้อ, เรื่องนี้เองที่ท่านพุทธทาสนำมาประยุกต์เป็น “ภาษาคน” และ “ภาษาธรรม” ถ้าเราเข้าใจภาษาธรรมไม่นำมาปนกับภาษาคน ก็คงไม่ต้องทะเลาะกันกับพระพุทธเจ้า กับท่านพุทธทาสภิกขุ ใช่ไหมครับ
ถูกแล้ว, ดังนั้นการที่เราจะวิจารณ์อะไร จะตีความเรื่องใด ก่อนอื่นใด เราต้อง “ศึกษา” ให้ “แน่ แท้ และชัด” เสียก่อน เมื่อ “ศึกษา” จนทราบที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้แล้ว จากนั้นจะวิจารณ์อย่างไร ก็ว่ากันไปได้เต็มที่ ไม่ใช่เห็นเพียง “บางคำพูดบางข้อความ” โดยที่ไม่ได้ทราบต้นสายปลายเหตุใดๆ ทั้งสิ้น ก็ลุกขึ้นมา “ตัดสิน” คนอื่นไปในทางเสียหาย หากเราใช้วิธีการอย่างนี้ สิ่งดีๆ ที่พระพุทธเจ้าสอน เรื่องดีๆ ที่คนอื่นๆ กำลังทำ ก็คงถูกตีความ ถูกตัดสินในทางเสียหายไปทั้งหมด
เวลานี้สังคมไทยของเรากำลังป่วยด้วยโรค “ชอบตัดสิน” ชอบคิด ชอบทึกทักอะไรง่ายๆ แล้วก็ด่ากันแรงๆ ใช้ถ้อยคำหยาบคาย การแสดงความคิดเห็นบางทีเลยกลายเป็นการแสดง “ความรู้สึก” หรือกลายเป็นการ “บริภาษ” ไปที่ตัวคนไม่ใช่ที่ตัวงาน หรือมุ่งแต่จะตำหนิผู้ที่เห็นต่างออกไปจากตนเป็นหลัก โดยไม่สนใจสืบค้นให้ถึงต้นตอว่าเรื่องที่ตนกำลังแสดงความคิดเห็นนั้น ตกลงประเด็นที่แท้จริงเป็นอย่างไรแน่
การที่เราด่วนตัดสินอะไรง่ายๆ แบบนี้แหละ คือ รากฐานของความรุนแรงในสังคมไทยของเรา
ในหนังสือชื่อ “นักวิชาการ เทศไทย หาความรู้ให้แน่ใช่แค่คิดเอา” ที่เขียนโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านได้กล่าวเตือนนักวิชาการที่ชอบวิจารณ์ แต่ไม่นิยมวิจัย หากแต่ใช้เพียงความนึกคิดจินตนาการเอาเองล้วนๆ เป็นรากฐานของการทำงานไว้อย่างน่ารับฟัง ขอคัดมาให้อ่านกันเพื่อประดับความรู้และเพื่อทำความเข้าใจบรรยากาศของสังคมไทยเวลานี้ไปด้วยในตัวดังนี้
วิจารณ์โดยไม่วิจัย คือ มหันตภัยทางปัญญา
“รู้ก็ผิด คิดก็ไม่เป็น ชอบแสดงความคิดเห็น จะได้อะไร”
“...ที่ผ่านมา ได้พูดถึงนักวิชาการ 4 ท่าน เริ่มด้วยท่านเมตตาฯ ต่อด้วยท่าน บก. แล้วก็ ดร.ช. และ Dr.McCargo”
ทั้ง 4 ท่านนี้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคล บอกว่าอาตมาคิดพูดทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ และก็ได้เห็นชัดแล้วว่า ทั้ง 4 ท่านนั้นพูดไม่ตรงตามความเป็นจริง แถมยังเลยไปกระทบกระทั่งทำให้เสียหายแก่บุคคลที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 เป็นต้นอีกด้วย
การที่ความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการเหล่านี้ผิดพลาด ก็มาจากสาเหตุเดียวกันคือ ขาดความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ได้รู้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงบ้าง ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องราวให้แน่ชัดบ้าง
บางคนอ่านหนังสือพบข้อมูลนิดหน่อยยังไม่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องไปมาอย่างไร หรือได้ยินได้ฟังอะไรมาเป็นเค้า ยังไม่ได้ตรวจสอบดูให้ทั่วให้ชัด พอเห็นอะไรบางอย่างเข้ากับเรื่องที่ตนกำลังเพ่งจ้องอยู่ ก็คิดสรุปเอา หรือตัดสินว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
บางคนจับข้อมูลจากที่โน่นนิด จากที่นี่หน่อย แบบที่เรียกว่าจับโน่นชนนี่ แล้วก็ปรุงแต่งความคิดขึ้นมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
บางคนได้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการอ่านเรื่องราวด้านความรู้ แต่มองหรือตีความไปตามความเคยชินทางความคิดของตัวเอง โดยมิได้ซักไซ้ไต่ถามต้นเรื่องให้เห็นชัดในเจตนาของเขา เป็นต้น ก็สรุปตัดสินผู้อื่นลงไปว่าเขาคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้คิดอย่างที่ตนคิดนั้นเลย คือจัดให้เขาคิดตามความคิดของตน
ที่ร้ายกว่านั้น บางคนเลือกหยิบเลือกจับข้อมูลที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง เฉพาะที่จะสนองข้อสรุปหรือคำตัดสินที่ตนเตรียมไว้แล้ว พอได้ตามประสงค์ก็เอามาจัดเรียงเข้าให้ ออกเป็นข้อสรุป หรือคำตัดสินที่ตนได้คิดได้เตรียมไว้นั้น
บางคนใช้วิธีง่ายๆ คือ จับเอาความคิดเห็นตลอดจนข้อสรุปของนักวิชาการคนอื่นที่เขาทำไว้ โดยตนเองไม่ได้เข้าถึงข้อเท็จจริง หรือข้อมูลความรู้โดยตรงเลย แล้วก็มาคิดวิพากษ์วิจารณ์แตกแง่มุมขยายออกไป กลายเป็นการสันนิษฐานเชิงคิดเอาเดาเอง
ในกรณีแบบนี้ เมื่อความคิดเห็นข้อสรุปวินิจฉัยของคนอื่นที่ตนหยิบเอามานั้น ก็ไม่ได้เกิดจากความรู้อยู่แล้ว ก็กลายเป็นการคิดเห็นบนฐานของความผิดเพี้ยน (หรือเท็จ) ซึ่งหมดทางที่จะถูกต้องชอบธรรม คล้ายอย่างที่เคยเทียบว่าเหมือนแถวคนตาบอด
นี้เป็นตัวอย่างของความคิดที่ออกมาเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์บ้าง เป็นข้อสันนิษฐาน เป็นข้อสรุปหรือคำตัดสินวินิจฉัยบ้าง ซึ่งผิดพลาด ไม่เที่ยงตรง อันเกิดโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่ในที่สุดก็คือตั้งอยู่ลอยๆ ไม่มีฐานความรู้รองรับ
เรื่องนี้ควรแยกดูให้ชัดเป็น 2 ขั้น คือ ขั้นของความรู้ ได้แก่ พวกข้อเท็จจริง ข้อมูลข่าวสาร ที่แสดงความจริงกับขั้นของความคิดเห็น ที่ออกมาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ การสรุปตัดสินวินิจฉัยดังที่ว่าแล้ว
ความคิดเห็น อันเป็นขั้นที่ 2 จะถูกต้อง สมเหตุสมผล เป็นธรรม ชอบธรรม ต่อเมื่อรับกันกับขั้นที่ 1 คือมีความรู้ที่ถูกต้องตรงความจริงเป็นฐาน
อย่างกรณีนี้ที่นักคิดเห็นทั้ง 4 ท่านวิพากษ์วิจารณ์อาตมาก็ชัดเจนว่า นี่แค่เรื่องตัวบุคคล ที่เป็นรูปธรรม มีความเป็นอยู่เป็นไปในเหตุการณ์ที่รู้เห็นกันง่ายๆ ก็ยังไม่ใส่ใจหาความรู้ดูความจริง ไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบ ได้แต่คิดเห็นเอาและพูดเอาง่ายๆ เขียนให้ผิดพลาดไปได้ถึงขนาดนี้ แล้วในเรื่องนามธรรมที่เป็นเนื้อหาทางวิชาการ สภาพรู้ผิดคิดเอาเองจะสำแดงฤทธิ์ขนาดไหน







