posttoday
Change Management สำหรับพนักงานต่างวัย ต่างใจ (ตอน1)

Change Management สำหรับพนักงานต่างวัย ต่างใจ (ตอน1)

04 กุมภาพันธ์ 2556

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Change Management สำหรับพนักงานต่างวัย ต่างใจ (ตอน1)หากมองย้อนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกลับไปนับหลายพันปี จนถึงสมัยที่ไดโนเสาร์ยังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังถ้ำ เราจะตระหนักได้เลยว่าสัตว์โลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา หากปรับไม่ได้ก็ต้องสูญพันธุ์ไปเหมือนไดโนเสาร์และสัตว์อีกหลายชนิดที่หาดูไม่ได้แล้วในปัจจุบัน ส่วนมนุษย์เราที่อยู่ยงคงกระพันมาได้ ก็ผ่านการปรับตัวมาหลายครั้งหลายหน ตั้งแต่ยุคน้ำแข็งโน้นแน่ะ จนเดี๋ยวนี้น้ำแข็งกำลังละลายหมดแล้ว

ดังนั้น หากมีใครลุกขึ้นมาพูดว่า คนเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกผู้เขียนจึงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ของอย่างนี้มันอยู่ที่ “ใจ” เสียมากกว่า หาก “ใจ” เห็นด้วยเป็นปฐม หาก “ใจ” อยากจะทำ เรื่องอื่นมันค่อยๆ ตามมาเอง แม้ว่าทุกคนจะสามารถปรับตัวได้ไม่เท่ากัน มีความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ไม่เท่ากันก็ตามที ซึ่งความจริงประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ประเด็นท้าทายความสามารถของผู้นำและผู้บริหารทั้งหลายก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะจูงใจและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเชื่อว่า 1) การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องจำเป็น 2) พนักงานมีความรู้ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และ

3) ผู้บริหารทุกระดับทำตัวเป็นแบบอย่าง (Role Model) ที่ดีของการเปลี่ยนแปลงและพร้อมให้การสนับสนุนพนักงานในการเปลี่ยนแปลง (เช่น ให้ทรัพยากร มอบหมายอำนาจการตัดสินใจ ให้การฝึกอบรม เป็นต้น) จนบรรลุเป้าหมายที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้มีเพียง 3 ประเด็นที่ผู้บริหารต้องทำให้ได้ จึงจะ “ได้ใจ” พนักงาน แต่โดยมากมักทำไม่ค่อยได้ ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้ คือ

1.ผู้บริหารขาดความเข้าใจถึงกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ประกอบด้วยมิติ 2 มิติ คือ มิติของการบริหารโครงสร้างหลักของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงการบริหารการเงิน การปฏิบัติการ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี กฎหมาย เป็นต้น อีกมิติหนึ่ง คือเรื่องของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นส่วนใหญ่ อันจำเป็นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะในการสื่อสาร โน้มน้าวจิตใจ เจรจาต่อรอง บริหารการเมือง และแรงต่อต้านในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้บริหารมักไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงทำให้บริหารการเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยสำเร็จ เพราะเจอทั้งแรงต่อต้านแบบเปิดเผยและแบบคลื่นใต้น้ำ

2.ผู้บริหารใจร้อนอยากเห็นผลเร็วๆ เลยเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลง โดยใช้วิธีบริหารแบบ “สั่งการ” หรือ “สั่งจากบนสู่ล่าง” (TopDown Management) โดยไม่ค่อยเปิดหรือไม่เปิดโอกาสให้พนักงานให้ได้แสดงความเห็น ให้ข้อแนะนำ หรือถามข้อข้องใจ ทั้งๆ ที่พนักงานหลายคนมักรู้งานและเห็นปัญหาภาคสนามมากกว่าผู้บริหารที่วันๆ อยู่แต่ในหอคอยงาช้าง เป็นแบบนี้ก็มักจะล่มเสียกลางคัน

3.ผู้บริหารขาดจิตวิทยาและศิลปะในการทำความเข้าใจ ว่าในองค์กรนั้นประกอบด้วยคนต่างกลุ่ม ต่างระดับ ต่างวัย และต่างใจ การที่จะใช้วิธีบริหารแบบ “One Size Fits All” (ใช้วิธีการแบบเดียวกันกับทุกคน โดยคิดว่าทุกคนเหมือนกัน) ย่อมยากที่จะ “ได้ใจ” พนักงาน ยิ่งพนักงานบางกลุ่มรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งผลอันไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับตัวเขา และแผนกของเขา พวกเขาจะรวมตัวกันต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และเผลอๆ อาจ “งัด” ผู้บริหารหลุดจากเก้าอี้ก็ได้

ยุคสมัยเปลี่ยนไป จะมาใช้วิธีเผด็จการแบบโต้งๆ หรือเผด็จการแบบเคลือบน้ำตาลโรยไอซิง พนักงานเขามีการศึกษาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้บริหาร เขาจึงรู้ทันผู้บริหาร ดังนั้นเราจงมาใช้วิธีที่นุ่มนวลโปร่งใสให้มากที่สุด และให้เกียรติพนักงานจะไม่ดีกว่าหรือคะ? สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันต่อกันนะคะ ว่าจะบริหารพนักงานต่างวัย ต่างใจให้ช่วยกันเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน