
สืบเนื่องงานสวดพระปริตรฯ ครั้งที่ ๔๒ ชินบัญชรอธิษฐานธรรมณ วัดระฆัง (ตอน ๑๑)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เพื่อการอ้างคุณแห่งพระอริยสงฆ์ในความหมายธรรม สำเร็จมาจาก “พุทโธ” “ธัมโม” รู้ ตื่น เบิกบาน เห็นธรรมอันสงบแล้ว ให้จิตนั้นมีความศรัทธายิ่งในองค์คุณพระรัตนตรัย เคลื่อนมาสู่ตำแหน่งอันตั้งพร้อมด้วยอำนาจธรรม กำหนดรู้บริกรรมว่า “สังโฆ” เกิดขึ้น สังโฆนี้เป็นธรรมปฏิบัติที่สำเร็จด้วยการปฏิบัติดีการปฏิบัติชอบ ดังที่กล่าวว่า “พระพุทธ คือ การรู้คุณ... พระธรรม คือ การบูชาคุณ... พระสงฆ์ คือ การปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงคุณ...” สังโฆ คือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่เรียกว่า “ธรรมบูชา” โดยการปฏิบัติบูชา เราก็สำรวจดูว่า เราได้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบหรือไม่ กายนั้นต้องชอบ รู้ชอบ จิตนั้นต้องดี กายรู้ชอบ จิตดีมีสติ กายชอบมีสัมปชัญญะ รู้ดีรู้ชอบ คือ จิตนั้นมีสติ กายนั้นมีสัมปชัญญะ ถอดภาษาไทยสั้นๆ ให้รู้การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็คือมีสติและสัมปชัญญะควบคุมจิตตั้งมั่นอยู่ศูนย์กลางกาย สังโฆ “สังโฆ” แปลงค่าเป็นอำนาจปฏิบัติธรรม ต้องมี “ฉันทะ” คือความพึงใจ ทุกคนต้องมีฉันทะ ถึงจะถึงธรรมะ ฉันทะธรรมะ...พึงใจเพื่อเพียรชอบ “วิริยะ” เพื่อเพ่งพินิจ “จิตตะ” เพ่งพินิจในธรรมเพื่อพิจารณา “วิมังสา” เป็นปัญญา... พึงใจ-เพียรชอบ-เพ่งพินิจ-พิจารณา ต้องรวมที่จิตของเราจึงจะเป็น สังฆะ สังโฆ... บริกรรมอย่างเดียวไม่ได้ผล ถ้าไม่สร้างความหมายธรรม ไม่รู้ความหมายธรรม และไม่สร้างความหมายธรรมให้เกิดขึ้นในจิตของเรา จนเกิดเป็น “จิตธรรม” การสร้าง คือการนำมาปฏิบัติทางจิต เป็นการปฏิบัติทางจิตที่เรียกว่า “จิตภาวนา” และดำริว่า... “ขอพระสงฆ์ผู้เป็นอากรแห่งคุณทั้งปวง พึงประดิษฐานอยู่ที่อุตรประเทศของข้าพเจ้า” และบริกรรมว่า “สังโฆ” ให้เป็นหนึ่งเดียวกับจิตที่กำกับอยู่อย่างเข้มแข็ง ตั้งกายตรง ดำรงสติให้มั่น ดำริต่อไปในอานุภาพแห่งพระสงฆ์ว่า “ขอพระอนุรุทธะเถรเจ้า จงประดิษฐานที่หทัย คือหัวใจ” หัวใจอยู่เบื้องซ้าย เคลื่อนย้าย “สังโฆ” ศูนย์กลางกาย ไปที่ชิ้นหัวใจ (หทัยวัตถุ) ระลึกถึงคุณของพระอนุรุทธะ ประดิษฐานที่หัวใจของเรา... ใครเป็นโรคหัวใจทั้งหลาย นั่นแหละระลึกบูชาคุณพระสงฆ์เข้า และขออานุภาพแห่งพระอนุรุทธะเถรเจ้า
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







