posttoday
ชุมชนน้ำตาลเข้มแข็ง ‘มิตรผล’ พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก

ชุมชนน้ำตาลเข้มแข็ง ‘มิตรผล’ พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก

25 มกราคม 2556

โดย...ปอย ภาพ

โดย...ปอย ภาพ

เสริมศักยภาพชาวไร่อ้อย สร้างผลผลิตคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลชั้นนำรายใหญ่ระดับโลก ในกลุ่มมิตรผล มุ่งมั่นสร้างชุมชนน้ำตาลเข้มแข็ง ตามแนวปรัชญา “ร่วมอยู่ร่วมเจริญ” ส่งเสริมเกษตรกรไทยให้ทำไร่อ้อยอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับชาวไร่อ้อยบูรณาการการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ในโครงการนำร่องที่ชุมชนบ้านลาด จ.ชัยภูมิ ให้หันมาจัดการไร่อ้อยตามรูปแบบ “มิตรผลโมเดล” และพัฒนานวัตกรรมรักษ์โลกเพื่อส่งเสริมการทำไร่อ้อยให้ประสบความสำเร็จ ช่วยเพิ่มผลผลิตคุณภาพมาตรฐานระดับโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นของพี่น้องชาวไร่อ้อยในภาคอีสาน

ชุมชนน้ำตาลเข้มแข็ง ‘มิตรผล’ พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก

 

อ้อย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกกว่า 6.5 ล้านไร่ และให้ผลผลิตบริโภคทั้งในประเทศและส่งออกไปขายต่างประเทศ ไทยจัดเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก สร้างรายได้ให้กับชาวไร่และแรงงานในชนบทหลายแสนครอบครัว อย่างไรก็ตาม การผลิตอ้อยในประเทศไทยถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำและต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง เพราะอุปสรรคเรื่องสภาพแวดล้อมและขาดการจัดการที่เหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตอ้อยในแต่ละปีไม่แน่นอน เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงกับชาวไร่ มีรายได้ลดน้อยลง จึงไม่จูงใจให้เกษตรกรทำไร่อ้อยอย่างยั่งยืน

ปรัชญา ‘ร่วมอยู่ร่วมเจริญ’

การยึดหลักปรัชญาการทำงานแบบ “ร่วมอยู่ร่วมเจริญ” เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและเกื้อกูลกันแบบครอบครัว ระหว่างมิตรผลและเกษตรกรชาวไร่อ้อย ริเริ่มโครงการนำร่องสร้างชุมชนน้ำตาลเข้มแข็งบนพื้นที่กว่า 265 ไร่ ในชุมชนบ้านลาด อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ทำไร่อ้อยสมัยใหม่ตามรูปแบบ “มิตรผลโมเดล” คำนึงถึงการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงการทำไร่อ้อยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อพลิกฟื้นการทำไร่อ้อยในไทยให้สร้างผลผลิตคุณภาพมาตรฐานระดับโลก และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคง

อภิวัฒน์ บุญทวี ผู้อำนวยการด้านอ้อย โรงงานน้ำตาลมิตรผลภูเขียว แนะนำโครงการมิตรผลโมเดล ต้นแบบของชุมชนเข้มแข็งในการจัดการไร่อ้อยอย่างยั่งยืนว่า “ชุมชนบ้านลาดคือต้นแบบของการพัฒนาผลผลิตในไร่อ้อยอย่างยั่งยืน ที่มิตรผลได้เลือกกลุ่มชาวไร่อ้อยที่บ้านลาดเป็นต้นแบบเพื่อการแก้ไขปัญหา เนื่องจากชาวไร่ที่นี่มีพื้นที่ถือครองต่อรายน้อย ขาดอุปกรณ์เครื่องจักรในการทำไร่ที่ให้ประสิทธิผลสูง ชาวไร่มักจ้างรถแทรกเตอร์จากภายนอกเข้าไปดำเนินการในลักษณะต่างคนต่างจ้าง ต่างคนต่างทำ ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการจัดการ เช่น การเพาะปลูก การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว ที่ไม่ทันเวลา ผลผลิตต่อปีจึงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้ชาวไร่มีรายได้น้อย แต่เนื่องจากการปลูกอ้อยเป็นอาชีพดั้งเดิมของชุมชน และมีโรงงานเป็นแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ชาวไร่จึงยึดอาชีพการทำไร่อ้อยเรื่อยมาแม้ว่าจะมีกำไรไม่มากนัก

ดังนั้น มิตรผลจึงเข้าไปส่งเสริมการปลูกอ้อย พบว่าชาวไร่ต้องการพัฒนาแหล่งน้ำและนำน้ำเข้าไร่เพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

แต่เนื่องจากการทำไร่อ้อยให้ประสบความสำเร็จนั้น มิได้อาศัยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใส่ใจในองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ทางโรงงานและชาวไร่จึงได้ช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าการทำไร่อ้อยให้ได้ผลผลิตดี มีกำไรสูง อีกทั้งมีความยั่งยืนเป็นพื้นฐานนั้น ต้องอาศัยการจัดการที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ คือ

1.การปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตสูงจะต้องมีมาตรฐานการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม (Compulsory Condition)

2.การดำเนินงานต้องเกิดจากการ “ร่วมคิด ร่วมทำ” (CoCreation) ระหว่างชาวไร่ โรงงาน และหน่วยงานราชการอย่างสร้างสรรค์

3.การบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่า (Cost Efficiency)

 

4.การจัดการต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในช่วงแรก 29 ราย ต่อมาพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นนวัตกรรมด้านการจัดการมิตรผลโมเดล จิ๊กซอว์ต่อยอดการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ด้านสังคม จากการประกวดนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2553

การจัดการแบบ Zero Waste

นอกจากการพัฒนาแนวคิดการจัดการไร่อ้อยสมัยใหม่ ศูนย์นวัตกรรมและการวิจัยของกลุ่มมิตรผล คืออีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและค้นคว้าหาแนวทางในการพัฒนาผลผลิต เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการไร่อ้อย

อัปสร เปลี่ยนสินไชย ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและการวิจัย กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า “กลุ่มมิตรผลตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จึงได้ก่อตั้ง บริษัท มิตรผลวิจัยพัฒนาอ้อยและน้ำตาล ในปี พ.ศ. 2540 เพื่อค้นคว้าหาแนวทางในการพัฒนาผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการไร่อ้อย โดยกลุ่มงานวิจัยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้และการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปปรับใช้ในแต่ละชุมชน โดยเชื่อว่าวิธีดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และนำไปสู่การทำไร่อ้อยอย่างยั่งยืนในที่สุด ทั้งนี้ มิตรผลยึดแนวทางในการวิจัยเพื่อส่งเสริมการจัดการแบบ Zero Waste ซึ่งหมายถึงการบริหารทุกสิ่งที่เกิดจากกระบวนการให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดโดยไม่ให้เหลือของเสียไว้ในพื้นที่”

ชุมชนน้ำตาลเข้มแข็ง ‘มิตรผล’ พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก

 

ผลงานวิจัยที่โดดเด่นของศูนย์นวัตกรรมและการวิจัยของกลุ่มมิตรผล ที่นำไปปรับใช้จนประสบความสำเร็จในชุมชน อาทิ นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย เพื่อปรับสภาพให้เหมาะกับการปลูกในแต่ละพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน และเตรียมการสำหรับสภาพอากาศในอนาคตที่มีแนวโน้มภาวะโลกร้อน เช่น พันธุ์อ้อยที่ปลอดโรค ให้ความหวานสูง และพันธุ์สู้แล้ง

นวัตกรรมการใช้ชีววิถีในการดูแลไร่อ้อย โดยพยายามผลักดันให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีแก้ปัญหาแมลงในไร่อ้อย แต่หันมาใช้วงจรชีวิตของแตนเบียนมากำจัดพวกแมลงเหนือดิน และใช้เชื้อราเขียวในการจัดการศัตรูพืชใต้ดินเช่นพวกไข่หนอน ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือ อยู่ได้นาน ไม่ต้องใส่ซ้ำ ไม่ต้องใช้สารเคมี เพียงมีความชื้นก็สามารถเจริญเติบโตได้ ผลงานวิจัยเหล่านี้ ศูนย์วิจัยกลุ่มมิตรผลได้มอบให้ชาวไร่ไปใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนให้ชาวไร่เลิกใช้สารเคมี ซึ่งในปัจจุบันเมื่อชาวไร่ใช้แล้วเห็นผลจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้กันมากขึ้น ทำให้สามารถแก้ปัญหาแมลงในไร่อ้อยได้ประสบผลสำเร็จ เช่น หนอนด้วงที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ของไร่อ้อย ทำให้เสียรายได้หลายร้อยล้าน ปัจจุบันผลกระทบลดน้อยลงเป็นอันมาก และคาดว่าจะหมดไปในอนาคต เพราะแนวทางแก้แบบชีววิถีจะเข้าไปช่วยควบคุมให้เกิดความสมดุล

นวัตกรรมการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (Soil Mate Smart) เพื่อใช้ปรับปรุงดินในไร่อ้อย เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมในการแก้ปัญหาเรื่องดินเสื่อม โดยนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น กากตะกอนจากหม้อกรอง และโมลาสจากกระบวนการผลิตน้ำตาล วีแนสจากโรงงานผลิตเอทานอล ขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้า มาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับไร่อ้อย ฟื้นคืนสภาพดิน เพิ่มผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาเป็นอาหารสัตว์ ก่อให้เกิดการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

นวัตกรรมการพัฒนาระบบน้ำ เป็นแนวทางในการจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ที่ปลูกอ้อยพันธุ์แตกต่างกัน เช่น “ระบบน้ำหยด” เป็นวิธีการที่ช่วยประหยัดต้นทุนและเวลาในการให้ปุ๋ย เพราะสามารถละลายปุ๋ยไปกับระบบน้ำได้ในขั้นตอนเดียว ทั้งนี้ ระบบน้ำทุกระบบที่พัฒนาขึ้นเน้น “เพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิต” เพื่อสนับสนุนให้ชาวไร่มีกำไรที่พอเพียงเพื่อการทำไร่อ้อยอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

นวัตกรรมด้านการเก็บเกี่ยว ศูนย์วิจัยฯ ได้ศึกษาแนวทางในการเก็บเกี่ยวอ้อยทำอย่างไรไม่ให้สูญเสียคุณภาพอ้อย โดยผลักดันให้ชาวไร่เลิกเผาอ้อยหลังเก็บเกี่ยว เพราะจะทำให้ดินเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดมลภาวะ และความหวานของอ้อยลดลง และเน้นเรื่องระยะเวลาหลังการเก็บเกี่ยว เมื่อตัดอ้อยแล้วต้องนำเข้าโรงงานทันที หรือไม่เกิน 48 ชั่วโมง เพื่อรักษาน้ำหนักและความหวานของอ้อยไว้ให้ได้มากที่สุด

จากแนวคิด “ร่วมอยู่ร่วมเจริญ” ที่ทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจของชาวไร่อ้อยบ้านลาดและกลุ่มมิตรผล ในการจัดการไร่อ้อยตามรูปแบบมิตรผลโมเดล และนวัตกรรมสีเขียวเพื่อการจัดการไร่อ้อยอย่างยั่งยืนที่ศูนย์นวัตกรรมและการวิจัยของกลุ่มมิตรผลได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำไร่อ้อยในชุมชนบ้านลาดประสบความสำเร็จ สามารถขยายพื้นที่ในเขตบ้านลาดจาก 265 ไร่ ในช่วงเริ่มต้น เป็นกว่า 1,082 ไร่ ในปัจจุบัน โดยชาวไร่อ้อยสามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยต่อไร่ได้ถึง 123% ทำให้ชาวไร่ในโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5 ล้านบาท นำพาให้เกิดผลผลิตน้ำตาลคุณภาพมาตรฐานระดับโลก แต่สิ่งสำคัญนอกเหนือจากผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น คือคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งกลุ่มมิตรผลยังมุ่งต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกับกลุ่มชาวไร่อ้อย โดยการปลูกฝังค่านิยมการเกื้อกูลและแบ่งปันกันในชุมชน ยังผลให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกหลานเกษตรกรไร่อ้อยมีการศึกษาที่ดี นำความรู้และวิทยาการใหม่ๆ กลับมาพัฒนาและปรับใช้กับชุมชนในอนาคต

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน