
อยู่เป็นภาระหรืออยู่เพื่อช่วยเหลือ ในมุมมอง ศศิน เฉลิมลาภ
โดย...โยธิน อยู่จงดี
โดย...โยธิน อยู่จงดี
หากเวลานี้มีคนถามผมว่าใครในหมู่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทย ใครเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เคลื่อนไหวสู้ทุกปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมบนเส้นทางของความถูกต้อง และผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ก็คงต้องยกให้กับ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จอมป่าตะวันตกแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร ผู้เคลื่อนไหวพิทักษ์ผืนป่าแม่วงก์ ต่อสู้เรื่องเหมืองคลิตี้และปัญหาลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอีกมากมาย
อย่าแตกตื่นแต่ต้องระวัง
ศศิน บอกกับเราว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ก็คือ เรื่องของความไม่รู้ เราไม่รู้ว่าโลกของเราจะใหญ่ถึงขนาดที่จะรองรับประชากรได้มากขนาดไหน ยังเป็นเรื่องที่เรายังไม่รู้มากพอที่จะนำมาประเมินได้ว่าเราควรจะเดินไปในทิศทางไหนถึงจะถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น เราไม่รู้ว่าน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์นั้นจะหักลงในมหาสมุทรเมื่อไหร่ เรารู้แต่อัตราการละลายนั่นเรารู้ แต่การแตกของน้ำแข็งยักษ์เป็นเรื่องใหญ่
หากแตกแล้วไปอยู่ในกระแสน้ำอุ่น ทำให้อุณหภูมิในกระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนไป ทำให้ทวีปในยุโรปและอุณหภูมิในเขตอบอุ่นนั้นอยู่ไม่ได้ แล้วจะเกิดน้ำท่วมในหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ดังนั้นปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นผลกระทบต่อความเป็นอยู่และการเมืองของประเทศ ดังนั้นไม่ว่าจะมีเสียงจากด้านไหนมา วิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าน่ากลัวหรือไม่น่ากลัวเราก็ต้องฟังทั้งสองด้านอย่างไม่แตกตื่น แต่เราต้องระวัง
ทุกอย่างเป็นลูกโซ่ถึงกันหมด ดังนั้นเมื่อน้ำเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าคงไม่ใช่กรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวในโลกที่ได้รับผลกระทบนี้ หัวเมืองใหญ่ๆ ในโลกต่างก็ได้รับผลกระทบตรงนี้ด้วย
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
“ในฐานะของคนไทย เราต้องรู้มันอาจเกิดขึ้นและจำลองสถานการณ์ ว่าอะไรที่น่าจะเกิดขึ้นได้บ้างและเราจะรับมือได้อย่างไร แต่อย่างแรกที่แนะนำก็คือทำใจ ทุกอย่างในโลกมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป และถ้าเกิดขึ้นเราก็มีโอกาสตายมากกว่ารอด ดังนั้นเราต้องทำใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ต่อมาก็คือเราก็ต้องรักษาฐานที่มั่นป้องกันประเทศจากภัยธรรมชาติ
ผมเชื่อว่า ประเทศที่มีป่ายังดีกว่าที่ไม่มีป่า เพราะถ้าเรามีป่ามากพอสัก 3040 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นตัวดูดซับ เก็บน้ำคายน้ำ ให้มีน้ำไว้ใช้ให้เราอยู่รอด ส่วนความมั่นคงทางอาหารจะฝากไว้กับทะเล ดังนั้นพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งซึ่งเป็นบ่ออนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำสำคัญของโลกก็จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ เราก็ตระหนักว่าคุณอยู่เพื่อเป็นภาระคนอื่น หรืออยู่เพื่อเตือนสติช่วยเหลือคนอื่น ดังนั้นเราต้องทำเพิ่มตัวเอง ส่วนตัวอย่าสร้างอะไรที่พะรุงพะรัง อย่าทำให้เราต้องพะวงหลายๆ เรื่อง เพราะอนาคตมันไม่แน่นอนอีกต่อไป” ศศิน ให้คำแนะนำถึงภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
เขายังบอกอีกว่า การลดโลกร้อนไม่ใช่เรื่องการลดใช้พลาสติกแล้วมาใช้ถุงผ้า เราต้องคิดไปถึงระดับการเป็นนโยบายเป็นกฎหมายระดับชาติ เป็นวาระที่เราต้องทุกคนต้องร่วมมือกัน เราจะเอาถุงพลาสติกมาใส่บ๊วยเค็ม 1 ห่อนั้นไม่ได้เราต้องเป็นสเกลในระดับนั้น เรื่องที่หยุดไม่อยู่คือเรื่องการเปลี่ยนเทคโนโลยี ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก และคงไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้
ลองคิดดูเล่นๆ ถึงการเปลี่ยนไอโฟนของวัยรุ่น ทั้งที่รุ่นราคาซื้อโทรทัศน์ซื้อเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ๆ ได้ แต่ทำไม่เราไม่ซื้อโทรทัศน์กับเครื่องซักผ้าเครื่องใหม่ ทันทีที่ออกรุ่นใหม่ล่ะ นั่นก็เพราะเราไม่ได้ซื้อตามความจำเป็นในการใช้งานจริงๆ โทรทัศน์เราใช้จนพังจนซ่อมไม่คุ้มถึงซื้อใหม่ นั่นก็เพราะเราใช้ดูรายการทีวีจริงๆ แต่สมาร์ตโฟนไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเราซื้อตามแฟชั่น ไม่ได้ซื้อตามการใช้งาน ซื้อตามความจำเป็น
วันนี้ วิถีคิดวิธีอยู่ของคนเราไม่ได้มุ่งไปสู่ของการเรียบง่าย แต่เป็นความซับซ้อนและปรุงแต่งมากขึ้น สังคมโลกนำเราไปอยู่ตรงนั้น ทั้งที่วิถีชีวิตมนุษย์จริงๆ นั้นแสนเรียบง่าย ทำเราไปสู่การใช้พลังงานมหาศาล พลังงานของคนเมืองกับคนต่างจังหวัดนั้นต่างกันลิบลับ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่เท่ากัน ดังนั้นเราจึงควรใช้เท่าที่จำเป็น







