
Behind the Zoo ตอน เด็กไทยกับสวนสัตว์
โดย...ภิมุข สิมะโรจน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
โดย...ภิมุข สิมะโรจน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ใกล้วันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.อีกแล้ว ซึ่งทุกปีเราถือว่าเป็นวันเด็กแห่งชาติ ผมจึงอยากจะเล่าเรื่องบางแง่บางมุม บางหลักคิดในเรื่องเด็กๆ กับสวนสัตว์ จากการที่เคยมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสและบริหารงานสวนสัตว์อยู่ช่วงหนึ่ง...
ขึ้นชื่อว่าสวนสัตว์ ผมคิดว่าเด็กๆ คนไหนก็ชอบมาเที่ยวกันทั้งนั้นละครับ ชอบมาดู มาชมการแสดง และให้อาหารสัตว์ ในเมื่อรู้กันว่าเด็กมีความสนใจเป็นพื้นฐานขนาดนี้ สวนสัตว์จึงต้องเตรียมตัวเพื่อจะให้เด็กๆ ได้อะไรกลับไปมากกว่าความสนุกเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ทุกสวนสัตว์ถึงมีฝ่ายที่เป็นแกนหลักในการรับผิดชอบภารกิจที่สำคัญนี้ ก็คือ “ฝ่ายการศึกษา” ซึ่งฝ่ายนี้มีหน้าที่ตั้งแต่จัดทำป้ายแสดงเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ชนิดต่างๆ จัดนิทรรศการ เป็นวิทยากร และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ที่ตอบโจทย์การให้ความรู้ภายในสวนสัตว์ได้ เพราะสถานที่แห่งนี้หลายคนรวมทั้งผมชอบเรียกว่า “ห้องเรียนธรรมชาติ” ซึ่งความรู้หลักๆ ที่ให้ก็คือ เรื่องการรู้จักชีวิตสัตว์ป่าและการอนุรักษ์พวกเขา โดยเฉพาะสัตว์ป่าชนิดที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์นั่นเอง
นอกจากให้ความรู้ภายในแล้ว สวนสัตว์ยังมีโครงการออกไปให้ความรู้เด็กๆ ตามโรงเรียนต่างๆ ในถิ่นทุรกันดาร ที่อาจจะเดินทางมาสวนสัตว์ลำบาก เช่นผมก็เคยร่วมเดินทางไปทำกิจกรรมกับคณะการศึกษาของสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งผมรู้สึกว่าทั้งผู้รับและผู้ให้ต่างได้รับความสุขไม่แพ้กัน แต่ประเด็นที่จะชวนทุกท่านติดตามหรืออาจจะช่วยคิดตามในบทความนี้ก็คือ ในสังคมทั่วไปนั้นคำว่าเด็กก็ใช่ว่าจะเหมือนกันเสียทุกคน เพราะพื้นฐานหลายเรื่องก็มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 เรื่องใหญ่ๆ ก็คือ พื้นฐานทางกายภาพและพื้นฐานฐานะครอบครัว ที่นี้สวนสัตว์จะทำอย่างไรดีละครับ ถึงจะตอบโจทย์เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้ความรู้และความเพลิดเพลินเหมือนๆ กัน
เริ่มจากพื้นฐานทางกายภาพ เช่น เด็กพิการ โดยเฉพาะพิการทางสายตา เราจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้ได้มาเที่ยวสวนสัตว์ เพื่อจะได้สัมผัส จินตนาการ และเรียนรู้สิ่งที่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็น ผมขอยกตัวอย่างโครงการหนึ่ง ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์จัดร่วมกับสวนสัตว์ดุสิต ชื่อโครงการ “แบ่งตาพาน้องเที่ยว” โดยให้ดาราศิลปินและวัยรุ่นที่เป็นอาสาสมัครมาช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงพาเด็กพิการทางสายตาเที่ยวสวนสัตว์ดุสิต
ผมจำได้ว่า ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมกับอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งพาเด็กๆ ไปดูช้าง พอช้างร้องเด็กที่ตามองไม่เห็นมักจะกลัวและพยายามหลบและจับพี่เลี้ยงอย่างแน่น เพราะช้างร้องเสียงดังและอาจเคยจินตนาการอยู่แล้วว่าตัวใหญ่มาก แต่มีเด็กคนหนึ่งพูดออกมาว่า “เคยได้ยินแต่คนบอกว่าช้างตัวโต ผมไม่รู้ว่าตัวแค่ไหน ไม่เคยจับ” ผมไม่รีรอรีบจูงมือน้องคนนั้นเดินไปสัมผัสช้างทันที น้องเขาเอามือจับช้างคลำไปทั่ว จนมาจบที่งวงช้าง
น้องเขานิ่งอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นไปมองฟ้า น้ำตาไหล บอกกับผมว่า “ฝันผมเป็นจริงแล้วครับ” ผมได้ยินอย่างนั้นก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน จากวันนั้นผมจึงตั้งหลักว่า สวนสัตว์จะต้องเน้นการให้บริการคนพิการอย่างเต็มรูปแบบ ป้ายส่วนแสดงก็ควรมีอักษรเบรล อีกทั้งการให้ความรู้นอกจากป้ายปกติแล้วก็ควรมีป้ายส่งเสียงด้วย การสัญจรก็ควรต้องมีทางเท้าทางเดินที่สามารถรองรับรถเข็นสำหรับคนพิการและคนชราได้ ซึ่งก่อนผมออกมาก็ได้พยายามตั้งโครงการและจัดสรรงบประมาณไว้เท่าที่จะทำได้ในเวลานั้น
ส่วนเรื่องพื้นฐานฐานะครอบครัวที่แตกต่างละครับ เราจะทำอย่างไรกันดี เป็นที่รู้กันว่าสวนสัตว์ไทยนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ราคาถูกสำหรับเด็กๆ ราคาบัตรสำหรับเด็ก 1020 บาทเท่านั้นเอง (ซึ่งผมได้เคยให้ศึกษาความเป็นไปได้เพื่อให้เด็กเข้าฟรีด้วยซ้ำไป) จะอยู่กี่ชั่วโมงก็ไม่มีใครห้าม บางโรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนมากันเป็นหมู่คณะ ฟังดูแล้วไม่เห็นน่าจะเป็นปัญหา
แต่ท่านสังเกตมั้ยครับว่า ห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่หรูหราหลายแห่ง จริงๆ แล้วก็เข้าฟรีเหมือนกัน แต่ทำไมเราไม่ค่อยเห็นครอบครัวและเด็กไม่มีฐานะเข้าไปเดินเท่าไหร่ ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ของเขาหรือเปล่าครับ ประชาชนกลุ่มหนึ่งจึงรู้สึกอึดอัดและไม่ผ่อนคลายเมื่ออยู่ในที่ที่คิดว่าไม่เหมาะกับตนเอง หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง ผมคิดว่าแนวทางพัฒนาสวนสัตว์จึงไม่ควรเน้นให้ออกแนวหรูหราเกินไป มีค่าใช้จ่ายมากมายภายในสวน จริงๆ ควรมีแค่เพียงขายอาหาร น้ำ ของที่ระลึกที่ไม่แพงมากนักก็เพียงพอแล้ว
เพราะหากเด็กมาเที่ยว บางครอบครัวมีกำลังทรัพย์ที่จะใช้จ่ายบางคนไม่มี ก็จะเกิดบรรยากาศไม่ต่างจากห้าง ซึ่งถึงแม้จะเข้าฟรีแต่เด็กเห็นเพื่อนๆ ได้ของเล่นตัวเองไม่ได้ ก็จะเกิดเป็นความทุกข์ได้เช่นกัน และสถานที่ท่องเที่ยวของเด็กๆ ที่ครอบครัวไม่ค่อยมีฐานะก็เหลือน้อยลงทุกที ในมุมของผมสวนสัตว์ไทยจึงควรจะเป็นที่ที่เด็กเหล่านั้นสัมผัสได้และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นว่า เด็กที่ไม่มีฐานะจะต้องได้อยู่ในสถานที่หรือได้รับการบริการที่ไม่ดีเสมอไป
สวนสัตว์มีงบประมาณจากภาครัฐทุกปี ดังนั้นจึงสามารถจัดสถานที่และการบริการต่างๆ ให้ดีได้ระดับหนึ่ง เช่น โครงการสร้างศูนย์ต้อนรับ (Welcome Center) ที่ผมได้เน้นให้มีทุกสวนสัตว์ในช่วงที่บริหารงานอยู่ รวมทั้งได้ของบประมาณเพื่อปรับปรุงศูนย์อาหารที่สวนสัตว์ดุสิตและห้องน้ำต่างๆ อีกด้วย
ดังนั้น หลักการและแนวคิดผมในเรื่องนี้ ถึงเน้นเสมอว่าสวนสัตว์ไทยควรจะเป็นสถานที่ที่เด็กมีพื้นฐานต่างกัน แต่มาที่นี่แล้วควรได้รับความสุขกลับไปเท่าๆ กัน รวมทั้งเด็กๆ ทุกคนควรได้รับการบริการอย่างเท่าเทียมกันด้วย (ซึ่งมีสถานที่ไม่มากนักที่ทำได้)
นอกจากนี้ สวนสัตว์หากทำให้ดีๆ ผมคิดว่าจะเป็นสถานที่ที่ช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างในสังคมได้ เช่น การสร้างสายใยรักในสถาบันครอบครัว การปลูกฝังปรัชญาการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการสร้างความอ่อนโยนในจิตใจของเด็กๆ จากการได้มาเลี้ยงและดูแลสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ผมเข้าใจดีว่าการปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ โดยเฉพาะงานสาธารณะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
การบริหารงานภาครัฐบางทีก็มีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย คนทำงานต้องได้รับสนับสนุนที่ดีและต้องได้รับการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เอาเป็นว่าใครมีโอกาสรับผิดชอบทำอะไรส่วนไหนขณะนี้ ก็ขอให้ช่วยทำให้ดีที่สุดแล้วกันครับ
ก่อนจบก็ขอฝากอีกสักเรื่องก็คือ เรื่องห้องสมุดสวนสัตว์ ผมคิดว่ายังไม่ค่อยมีสถานที่ที่รวบรวมองค์ความรู้นี้อย่างเต็มที่ หากสวนสัตว์มีห้องสมุดที่เน้นเฉพาะเรื่องความรู้ด้านสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ เด็กๆ หรือผู้ที่มาหาความรู้ก็จะได้ค้นคว้าทั้งในตำราและเดินออกมาดูของจริงควบคู่ใกล้ๆ กันก็น่าจะดีทีเดียว
สุดท้าย เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2556 นี้ ปกติท้ายบทความ ผมควรจะต้องเชิญชวนทุกท่านว่า ถ้าท่านยังไม่มีแผนว่าจะพาลูกหลานไปเที่ยวไหน ก็ขอให้ได้ลองไปเที่ยวสวนสัตว์กันดู แต่ผมขออนุญาตชวนแบบแปลกประหลาดว่า ท่านไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวสวนสัตว์เฉพาะวันเด็กก็ได้ครับ
เพราะทุกๆ วันเป็นวันเด็กที่สวนสัตว์อยู่แล้วครับ







