
ธรรมเทศนา...แด่ตุลาการศาลอุทธรณ์ เนื่องในปีใหม่ ๒๕๕๖ (จบ)
การกำจัดโมหะให้หมดไป ก็ต้องเจริญสติปัญญาให้เกิดขึ้น จนยกระดับจิตสูงขึ้นสู่ความบริสุทธิ์พ้นภาวะจิตเลวของพาลชน
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
การกำจัดโมหะให้หมดไป ก็ต้องเจริญสติปัญญาให้เกิดขึ้น จนยกระดับจิตสูงขึ้นสู่ความบริสุทธิ์พ้นภาวะจิตเลวของพาลชน ที่เสพความทุกข์เป็นอาหาร สามารถเข้าสู่ความเป็นอุปสันตบุคคล ผู้สงบระงับได้ ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า
สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต
วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ อุปสนฺโตติ วุจฺจติ
แปลว่า ผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ มีจิตตั้งมั่น คายโลกามิสเหยื่อ เครื่องล่อของโลก (คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) อันน่าปรารถนาน่าพอใจเสียได้ เป็นผู้เห็นภัย (คือเห็นว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้เป็นภัย) เรียกว่า อุปสันตบุคคล ผู้เป็นอุปสันตบุคคลได้นั้น มีคุณสมบัติดังนี้
๑.ก่อนแต่จะแตกดับ ปราศจากตัณหา
๒.ไม่อาศัยส่วนสุดในเบื้องต้น
๓.ไม่สงสัยเคลือบแคลงในส่วนท่ามกลาง
๔.เครื่องแวดล้อมของผู้นั้นไม่มี
รวมเป็น ๔ อย่าง เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นเป็นอุปสันตบุคคล (ได้แก่ พระอรหันต์นั่นเอง)
จากที่กล่าวมา เพื่อแสดงให้เห็นการพัฒนาคุณภาพจิตจากพาลชน สู่ปุถุชน สู่กัลยาณปุถุชน และเข้าสู่อริยบุคคล จนถึงความเป็นอุปสันตบุคคล หรืออริยบุคคลขั้นสูงสุด ก็ล้วนแล้วแต่ได้ฐานะมาจากธรรม ด้วยการเคารพบูชาธรรมประพฤติธรรม จนเกิดสันติสุข เพราะได้พบสันติธรรมในพระพุทธศาสนา ก่อเกิดความสามัคคีมีความปรองดองสมานฉันท์ โดยไม่ต้องเรียกร้องเรียกหาจากใครๆ... เริ่มต้นที่เรา นับหนึ่งที่เรา ด้วยการปฏิบัติธรรมประพฤติตนอย่างมีศีลธรรม จนมีจริยธรรมและคุณธรรมเกิดขึ้นในชีวิต พัฒนาต่อไปจนเข้าสู่เขตแดนอริยธรรม เป็นเขตแดนอริยธรรมของอริยบุคคล ก็จะพบสันติธรรมสันติสุขอย่างแท้จริง
แม้จะยังไม่สามารถเดินเข้าสู่เขตแดนอริยธรรมได้ ก็ยังได้อาศัยศีลธรรม ประพฤติปฏิบัติอยู่ในเขตแดนฆราวาสธรรม มีเบญจศีล-เบญจธรรม เป็นแนวปฏิบัติดำเนินชีวิต
ไม่ฆ่าสัตว์-มีเมตตากรุณา
ไม่ลักทรัพย์-รู้จักสงเคราะห์เกื้อกูลต่อกัน
ไม่ผิดลูกเมียผู้อื่น-สำรวมในกาม
ไม่พูดเท็จฯ–มีสัจจะ
ไม่ดื่มสุราเมรัยฯ–เจริญสติสัมปชัญญะ
การตั้งมั่นอยู่ในทำนองคลองธรรม ประกอบกับการไม่หลงใหลเข้าไปยึดถือวัตถุกามเป็นเทพเจ้าของชีวิต รู้จักลด ละ วางกิเลสที่เกี่ยวพันขันธ์ ๕ ตัณหาที่ร้อยจิตให้ติดในโลกธรรม ๘ ความสงบก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความดี ที่เกิดจากการประพฤติธรรมของทุกๆ คน
แต่หากคนเราขาดการประพฤติธรรม มุ่งนำเอาวัตถุกามเป็นใหญ่ ก็จะย่างก้าวสู่ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) นำไปสู่การประพฤติผิด (มิจฉาปฏิบัติ) เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในโลกใบนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูนไพบูลย์ เหมือนอย่างมิจฉาทิฏฐินี้เลย...”...นั่นหมายถึง ไม่มีธรรมอันใดที่จะให้ผลเลวร้ายยิ่งกว่ามิจฉาทิฏฐิ และในทางกลับกันไม่มีธรรมอันดีที่ให้ผลดีเลิศยิ่งเท่ากับสัมมาทิฏฐิ เพราะมิจฉาทิฏฐิให้มีความเห็นผิดไปจากธรรม ส่วนสัมมาทิฏฐิให้เห็นถูกต้องตามธรรม
ดังนั้น ในเมื่อสังคมอลเวงทิ้งถิ่นฐานธรรมด้วยโมหะ สังคมขาดความเข้มแข็ง จึงเสียความสมดุลนำไปสู่การละทิ้งกฎ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมอันดี (กฎสังคม) ไป จึงตกเป็นภาระของฝ่ายกฎหมายที่จะต้องแสดงศักยภาพค้ำยันสังคมไว้มิให้ซวนเซเสียรูปทรงไปมากกว่านี้... ภาระอันยิ่งใหญ่และหนักหน่วงต่อการนำพาสังคมแห่งนี้ผ่านวิกฤตสถานการณ์ทุกรูปแบบ จึงต้องตกอยู่ในอ้อมจิตของท่านทั้งหลายที่จะต้องดูแลด้วยจิตสำนึก อันประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ที่นำไปสู่การใช้อำนาจธรรมตามหลักสังคมวัตถุธรรม เพื่อการรักษาดุลยธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม... ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้อาสาเข้ามาทำหน้าที่ตุลาการเพื่อผดุงหลักความยุติธรรมให้กับสังคม... อนึ่งสิ่งที่จะทำให้ท่านทั้งหลายมีความเข้มแข็ง มั่นคง แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักของสังคมที่เทกระจาดไปสู่ฐานแห่งกฎหมายได้นั้น ก็คือ ท่านทั้งหลายต้องมีธรรมะ ประพฤติธรรมจนเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมพอควร เพื่อประกาศหลักยุติธรรม นำสังคมคืนกลับสู่เขตธรรมโดยเร็ว ซึ่งท่านทั้งหลายต้องทำให้สังคมยอมรับหลักธรรมะ และพัฒนาประชาคมกลับสู่การปฏิบัติสมควรตามธรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมให้คืนกลับสู่เขตแดนธรรม จะได้มีสติปัญญาคืนกลับมา สามารถออกจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ ไม่มึนเมา ลุ่มหลง มืดมัว และประพฤติปฏิบัติผิดๆ อีกต่อไป สำคัญอย่างยิ่งท่านทั้งหลายผู้ทำหน้าที่ตุลาการ จะต้องมีธรรมะ...มีสติปัญญา มีความเข้าใจในความเป็นจริงอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ สามารถดำรงตนมั่นคงอยู่กับธรรมะได้ นั่นแหละคือ ความควรของท่านทั้งหลาย
บัดนี้ ภาระหน้าที่ของท่านทั้งหลายใหญ่หลวงนัก ต่อการนำนาวาลำใหญ่ผ่านช่วงตอนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก จึงควรฝึกฝนให้กายใจพร้อมพอที่จะทำงาน สติควบคุมจิต สัมปชัญญะควบคุมกาย ด้วยหัวใจที่มีธรรม นำความคิดด้วยสัมมาทิฏฐิ เพื่อดำริชอบโดยธรรม ให้คิดนึกถูกต้องตามธรรมสมควรแก่ธรรม จะได้ถือประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามธรรม นั่นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนตนให้พร้อมสรรพในศักยภาพทุกด้าน ด้วยฐานะตุลาการที่จะต้องสร้างดุลยธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมที่อ่อนแอ งานนี้ใหญ่หลวงนักเป็น “อธิการกุศลอันยิ่งใหญ่” ที่เป็นโชคลาภของผู้บำเพ็ญความดีสร้างบารมีมาแต่อดีตที่พึงจะได้กระทำ... เป็นการเพิ่มพูนปัญญาธรรมให้กับจิตใจด้วยการศึกษาปฏิบัติธรรมจากเรื่องจริงๆ ในภาคสนาม ดุจพระสงฆ์จาริกออกเผชิญมาร ถือข้อธุดงควัตร เผชิญกับสถานการณ์จริงทั้งหมด ไม่แอบอิงอยู่แต่เพียงในศาลา วัด กุฏิ ที่พรั่งพร้อมด้วยกามโภคีดุจชาวบ้าน...
หน้าที่การงานอย่างนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก หากหัวใจมีธรรม และหากรู้จักค้ำชูด้วยสัจจะให้เกิดความจริงใจ นำสู่การกระทำ จริงกายและจริงวาจา... อะไรๆ ก็สำเร็จได้ ด้วยความเพียรอันชอบอย่างมีสติปัญญารู้เข้าใจในธรรม... สามารถนำอำนาจธรรมออกมาอภิบาลสังคมให้เกิดความสงบสุขได้ นี่เป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของตุลาการทุกท่าน ที่จะได้กระทำคุณความดีเพื่อมหาชน สังคม ประเทศชาติอย่างแท้จริง จึงขออำนวยอวยพรให้ท่านทั้งหลายมีความเจริญก้าวหน้าในธรรม มีสุขภาพกายใจพรั่งพร้อมครบสมบูรณ์ด้วยสติปัญญาและบารมี เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพนำสันติสุขกลับคืนสู่แผ่นดินไทยด้วย...นิติธรรม! m
ขอเจริญพร







