
“วันเด็ก”
โดย...ปู โลกเบี้ยว
โดย...ปู โลกเบี้ยว
คำขวัญวันเด็กปีนี้ “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” ล้ำจริงๆ เลยอ่ะ เด็กๆ ของเราจะโกอินเตอร์กันแล้ว ถ้าจะให้เด็กๆ ได้อย่างคำขวัญคงต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ก่อนแล้วล่ะ เด็กส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้นแหละ เหมือนอย่างที่เขาว่าเด็กคือ ผ้าสีขาวที่ผู้ใหญ่หรือใครจะแต่งแต้มเติมสีเข้าไปอย่างไรเด็กก็รับไปอย่างนั้น ผู้ใหญ่คือผู้ชี้นำหรือเป็นตัวอย่างที่ดีหรือเลวให้กับเด็ก เด็กเห็นอะไรเติบโตมากับอะไรก็จะถูกซึมซับในแบบนั้น
ปูสังเกตและเก็บสถิติจากดวงชะตาของเด็กหลายๆ คน ส่วนใหญ่เกิดจากอารมณ์ของคุณแม่ตอนที่อุ้มท้องเอาไว้ทั้งนั้น คุณแม่ทำอะไรไว้เด็กคนนั้นก็มักจะมีนิสัยคล้ายกับตอนที่คุณแม่ทำเอาไว้ เช่น ตอนท้องชอบเป็นคนขี้หงุดหงิดอารมณ์เสียขี้โมโหคอยจิกด่าผัวตลอดเวลา พอลูกเกิดมาก็มักจะมีอารมณ์ที่แปรปรวนหงุดหงิดง่าย ทำให้เลี้ยงค่อนข้างยาก เอะอะก็แหกปากร้องจะเอาอะไรจะต้องให้ได้เดี๋ยวนี้ หิวนมจะหงุดหงิด โตขึ้นก็เอาแต่ใจ ยิ่งได้แรงผลักดันจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ว่าจะเป็นสถานที่ เช่น เกิดในที่ชุมชนแออัดก็จะเติบโตตามแนวทางของผู้คนเหล่านั้น ถ้าเดินทางหรือตามทางคนผิดก็จะกลายเป็นคนไม่ดีไป หรือแม้แต่เติบโตในตระกูลที่สูงส่งก็เถอะ ถ้าเดินทางผิดโดยเฉพาะบุคคลรอบด้านเป็นใจเป็นแรงสนับสนุนด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่
สมัยนี้พ่อแม่ทำแต่งานเลี้ยงลูกด้วยเงิน ตามใจสารพัดลูกจะเอาอะไรก็สรรหามาให้ทำให้แทบทุกอย่าง เพราะความรักลูกแบบผิดๆ ไม่ค่อยยอมให้ลูกลำบาก แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะนั่นแหละจะยิ่งทำให้ลูกลำบากเข้าไปใหญ่ พ่อแม่นั้นไม่สามารถอยู่เคียงข้างลูกไปได้ตลอดหรอก ถ้าหากไม่มีพ่อแม่เสียแล้วลูกจะอยู่อย่างไรในเมื่อทำอะไรไม่เป็นเลย เคยสบายซะเคยตัวอย่างนี้น่ะ
แต่บางที ปูดูจากดวงชะตาของเด็กค่อนข้างเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ แต่ด้วยความที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีและอบอุ่น ไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูด้วยปู่ย่าตายายหรือได้ครูบาอาจารย์ที่ดีก็ตาม เด็กคนนั้นกลับเป็นคนที่มีจิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เห็นแก่ตัวนะ เพียงแต่จะเห็นแก่ตัวน้อยลง แต่ถ้าตอนที่คุณแม่อุ้มท้องแล้วใจเย็น หมั่นทำบุญ เสพแต่สิ่งที่สวยงาม เช่น ดูรูปสวยๆ อ่านหนังสือดูหนังฟังเพลงอารมณ์ดีต่อคนรอบข้าง ยิ่งมีคุณพ่ออยู่เคียงข้างด้วยแล้ว เด็กที่เกิดมาจะเป็นคนที่น่ารักน่าชังจิตใจดี แม้กระทั่งหน้าตาผิวพรรณก็จะผ่องใสโดดเด่นไปด้วยนะซิ
ปูเคยเจอเด็กน้อยราว 3-4 เดือนคนหนึ่ง พ่อแม่เขาอุ้มมาเดินห้าง โหย จมูกโด่งหัวทุยหล่อมาก ผิดพ่อผิดแม่เชียว ทั้งๆ ที่พ่อกับแม่ก็ไม่ได้มีจมูกโด่งมากนักหน้าตาธรรมดาๆ ปูเลยถามว่า “เนี่ยคุณพ่อคงเห่อลูกชนิดที่ไม่ยอมห่างคุณแม่เลยล่ะสิท่า” ตัวคุณแม่เขายิ้มแกล้มแทบปริแล้วถามปูว่ารู้ได้ไง ปูก็บอกไปว่าดูจากเด็กอ่ะ เป็นเด็กที่มีราศีผ่องใสจิตใจดี แสดงว่าตอนคุณแม่ตั้งท้องก็คงต้องอารมณ์ดีด้วยน่ะสิ แล้วถ้าได้คนรอบข้างส่งเสริมไปในทางที่ดี เด็กเยี่ยงนี้ก็จะเจริญก้าวหน้าและมีจิตใจที่ดีสู้สังคมด้วยน่ะสิ
เราจึงเห็นว่าพวกเด็กบ้านแตกพ่อไปทางแม่ไปทางจึงมักมีอารมณ์แปรปรวนสับสน ไม่รู้จะจับทางไหนเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอย่างไรล่ะ ความอบอุ่นทางบ้านก็ไม่มี เด็กบางคนยังไม่รู้อารมณ์พ่อแม่เป็นอย่างไรเลย เพราะชีวิตอยู่กับปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาแทนไง ก็ถูกเลี้ยงไปตามมีตามเกิดบ้างล่ะ บางทีพวกคนแก่ก็เห่อหลานตามใจซะจนเสียคนบ้างล่ะ หรือไม่ก็บางบ้านก็เลี้ยงลูกด้วยเงินเพราะต้องทำมาหากิน จนลืมความใกล้ชิดความรักความเมตตาไป เมื่อบ้านไม่มีความสุขกายสบายใจ บางรายจึงหันไปพึ่งเพื่อน ไอ้เจ้าเพื่อนก็วัยเดียวกันนั่นแหละจะไปมีจิตสำนึกที่เริ่ดกว่ารึ ก็ไม่ใช่แน่ เลยพากันไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ ก็แล้วแต่อ่ะเนอะ
เห็นมั้ยว่า เด็กจะดีจะเจริญก้าวหน้าหรือว่าตกต่ำ ผู้ใหญ่คนใกล้ชิดน่ะมีส่วนผลักดันอย่างแรงเชียวล่ะ ถ้าอยากให้เด็กเติบโตอย่างสวยงามก็ต้องช่วยกันดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่นั่นเลยแหละ แล้วถ้าไม่อยากให้คุณแม่ลูกอ่อนอารมณ์บูดคุณพ่อก็ต้องไม่เป็นตัวถ่วงอารมณ์ให้เสียเด็กนะจ๊ะ







