posttoday
สวัสดีปีมะเส็ง รักษ์ตัวก่อนรักษ์คนอื่น

สวัสดีปีมะเส็ง รักษ์ตัวก่อนรักษ์คนอื่น

07 มกราคม 2556

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านผู้อ่านที่รัก จะเป็นปีมะเส็งหรือจะเป็นปีไหนๆ ก็ขออำนวยพรให้ทุกท่านมีความสุข มีความอดทนเข้มแข็งที่จะยืนฝ่าคลื่นลมมรสุมของชีวิตอย่างมีสติ ไม่ท้อถอยง่ายๆ นะคะ ในโลกของความเป็นจริงที่เราอยู่ร่วมกันนี้ พวกเราตระหนักดีว่าชีวิตของเรามิได้จบลงแบบในเทพนิยายที่มักจะพบกับความสุข แต่ในโลกใบเดียวกันนี้เราก็จะได้ยินได้เห็นเรื่องราวชีวิตของคนยากจน คนพิการ คนที่ประสบทุพภิกขภัยต่างๆ นานา แต่พวกเขาก็ยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ประหนึ่งว่าความทุกข์ทั้งหลายเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป พวกเขายังหาความสุขและสร้างความสุขให้ใจตนเองได้เสมอ

พลังใจทัศนะคติแบบนี้นั่นเองที่ช่วยทำให้มนุษย์เรายังยืนหยัดอยู่ได้ แต่มีพวกเราอีกหลายคนที่ยังค้นหาเคล็ดลับในการสร้างความสุขให้ตัวเองไม่เป็น ผู้เขียนเองก็ใช่ว่าจะเป็น “ผู้รู้” ในเรื่องนี้ แต่อยากรวบรวมประสบการณ์ที่ได้ประสบกับตนเองและผู้อื่นมาแบ่งปันเคล็ดลับกันว่า ทำอย่างไรจึงจะมีความสุข และเมื่อเรามีความสุขก็จะสามารถทำกิจการงานของเราด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ทั้งยังสามารถ “แผ่รังสี” แห่งความสุขไปยังผู้คนรอบข้าง ทำให้พวกเขารู้สึกดีๆ กับเราและการทำงานร่วมกันกับเขาก็จะง่ายขึ้น

สวัสดีปีมะเส็ง รักษ์ตัวก่อนรักษ์คนอื่น

 

คนที่ทำงานด้าน HR ที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนโดยตลอดเวลา ย่อมต้องการเคล็ดลับนี้แน่ๆ ส่วนคนอื่นๆ เช่น หัวหน้างานแผนกต่างๆ หรือแม้แต่การเป็นพนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่ง หรือคนเดินถนนคนหนึ่ง ความสามารถในการสร้างความสุขให้เกิดในตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวช่วยจากภายนอก เช่น สามี ภรรยา บิดามารดา จิตแพทย์ เพื่อนสนิทหรือหมอดู ย่อมเป็นความสามารถที่สำคัญและต้องการ “การฝึกฝน”ค่ะ บางคนเกิดมาด้วยดวงตาที่มองโลกแต่ในแง่บวก เห็นอะไรก็ขำก็หัวเราะได้หมด ไม่ค่อยโกรธใคร

แต่บางคนเกิดมาเป็นคนที่มองเห็นโลกแต่ในทางลบ บางทีเรื่องร้ายๆ ยังไม่ทันเกิดขึ้น แต่ใจก็คิดจินตนาการเรื่องร้ายไว้เสร็จเรียบร้อยล่วงหน้าแล้ว จิตก็เลยตก เกิดอาการห่อเหี่ยวซึมเศร้า งานการไม่อยากทำ ไม่อยากทานอาหาร... ทีนี้เลยป่วยจริงทั้งกายทั้งใจ ท่านเป็นคนแบบนี้รึเปล่าคะ ? ถ้าเป็นแบบที่ว่าต้องรีบแก้ไขแล้วค่ะ ไม่ใช่เพื่อใครคนอื่น แต่ทำเพื่อตัวของท่านเองก่อนแล้วถึงค่อยทำเพื่อคนอื่น ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่สอนให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัวนะคะ ตามมาอ่านกันต่อแล้วจะทราบเหตุผลว่าทำไมเราต้องรู้จักรักษ์ตัวเองก่อน

ถ้ารักษ์ตัวเองไม่เป็น แล้วจะไปรักษ์คนอื่นได้อย่างไร? เคยสังเกตไหมคะว่าเวลาเราขึ้นเครื่องบิน สจ๊วดก็จะสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ หากเกิดเหตุขัดข้องหรือเครื่องบินตก ทั้งนี้สจ๊วดย้ำว่าเราต้องสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเราก่อนที่จะไปช่วยใส่หน้ากากให้คนอื่น เช่น พ่อแม่ ลูก หรือคนที่เรารัก เพราะหากเราขาดออกซิเจนเราก็จะขาดสติที่จะไปช่วยคนอื่น งานนี้จึงอาจจบลงด้วยการตายทั้งคู่ก็เป็นได้ ตามหลักของพระพุทธศาสนาก็เช่นกันที่สอนให้เรารู้จักรักตัวเอง ดูแลตัวเองให้มีสุขภาพกายใจที่ดีและพร้อมที่จะไปดูแลคนอื่น

การเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้างาน และยิ่งถ้าเป็น HR ที่ต้องดูแลพนักงานเป็นร้อยเป็นพันคน เราต้องมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจและทัศนะคติ ถ้าเคยทำแต่งานแบบหามรุ่งหามค่ำสุขภาพอ่อนแอ ขอจงเปลี่ยนตัวเอง หันมารักษ์ตัวเองด้วยการทานอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ ออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยเดินไปมาในออฟฟิศวันละ 30 นาที ตอนเลิกงานก็ยังดี

ก่อนนอนหรือตอนรถติดก็ให้ทำสมาธิง่ายๆ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก พยายามไม่คิดเรื่องอะไรสัก 510 นาที ไม่ต้องหลับตาก็ทำได้ ยืนคอยรถไฟฟ้าก็ทำได้ค่ะ วันหนึ่งๆ ทำได้ 2-3 รอบ จะพบว่าจิตอารมณ์ของเราจะสงบนิ่ง มีสมาธิดีและมี “สติ” มากขึ้น ช่วยให้เรามี EQ (Emotional Quotient) ในการปฏิสัมพันธ์ประสานงานกับผู้คนรอบข้าง หากเราชอบสวดมนต์เพื่อเป็นการสร้างสมาธิ ก็หยิบบทสวดมนต์ที่ท่านชอบมาสวดอย่างตั้งใจ ให้ใจจดจ่อกับทุกตัวอักษรของบทสวด ไม่ใช่ปากก็สวดมนต์ แต่ใจโลดไปพัทยา ฯลฯ สวดอย่างมีสมาธิสัก 5-10 นาที ทำให้เป็นกิจวัตร แล้วคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของจิตอารมณ์ของตนเองดู

สัปดาห์นี้ขอเริ่มแค่การรักษ์ตัวเองก่อน คราวหน้าค่อยมาคุยกันต่อว่า เราจะเพิ่มสมรรถนะการเป็นคนใหม่ที่เป๊ะกว่าเดิมได้อย่างไรนะคะ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก