‘รักชน พุทธรังษี’ สาวมั่น ฝันเป็นนักเขียน
“รักชน พุทธรังษี” สาวมั่น รวยเสน่ห์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“รักชน พุทธรังษี” สาวมั่น รวยเสน่ห์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดย...ณัฐกานต์-ณัฐพล
“รักชน พุทธรังษี” สาวมั่น รวยเสน่ห์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำลังศึกษาอยู่คณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาวรรณคดีไทย หลายคนอาจจะรู้จักเธอในนามว่า เฟื้อง เคพีเอ็น ปีล่าสุด เธอผ่านการประกวดร้องเพลงด้วยความมุ่งมั่น
“เริ่มต้นเลย คือว่าเฟื้องชอบร้องเพลง แล้วคุณแม่รำคาญ เพราะยังร้องไม่ดี (หัวเราะ) ตอนเข้า ม.1 เฟื้องไปประกวดโชว์ความสามารถพิเศษแล้วได้ที่ 1 เป็นโชว์ร้องเพลง แต่ว่าครูสอนร้องเพลงของที่โรงเรียนนั้นเขามาบอกว่าก็ไม่ได้ร้องดีหรอก แต่ว่ามันสนุก มันเอนเตอร์เทนคนดูได้ดี ถ้าร้องดีด้วยก็น่าจะดีมาก ก็เลยไปเรียนดู ก็ประกวดร้องเพลงมาหลายที่ค่ะ คือ จริงๆ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องประกวดเหมือนจะสกรีนเทสไปตามค่ายเพลง ส่งโปรไฟล์ไปหลายที่ก็ยังไม่ได้ เข้าไปสกรีนเทสตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบค่ะ พอหลังจากนั้นเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 2 เฟื้องก็เริ่มเรียนร้องเพลง เป็นโรงเรียนร้องเพลงเล็กๆ แถวบ้านค่ะ ครอบครัวสนับสนุนค่ะ
ไอดอลคนโปรดหรอค่ะ จริงๆ เฟื้องชอบพี่แคท-แคทรียา อิงลิช ชอบมากเพราะว่าเขาดูเท่ ดูเป็นสปอร์ตเกิร์ลแต่ว่าเซ็กซี่แล้วก็ร้องเพลงเก่งด้วย ถ้าระดับสากลเฟื้องชอบโบอาค่ะ เป็นศิลปินเกาหลี คือ เขาเป็นผู้หญิงเต้นแบบสตรีตดูเท่ จะเซ็กซี่ด้วย เขาอินเตอร์ เพลงของเขาจะมีหลาย ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ ประมาณนี้ค่ะ ก็เลยปลื้มที่เขาเป็นผู้หญิงเก่ง”
จากที่ผ่านการประกวดมาหลายเวที ต้องมีบ้างที่จะเหนื่อย ท้อ คิดจะหยุดสานฝันของตนเอง แต่สุดท้ายแล้วเธอก็คิดว่าจะลองทุ่มเทให้กับเวทีนี้อีกครั้ง โดยเธอให้เวลากับการซ้อม ทุ่มเทให้กับเวทีนี้อย่างเต็มที่ นั่นคือ เวทีของเคพีเอ็น แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ชนะเลิศในการประกวดในครั้งนี้ แต่เธอก็บอกว่าพอใจกับผลงานที่เกิดขึ้นมากที่ทำให้เธอได้มายืนถึงจุดนี้ได้ ที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่สอนเธอได้ดีที่สุด
“ตอนแรกที่จบจากการแข่งขันแล้วเฟื้องให้คะแนนตัวเองเต็ม 10 เลย เพราะเฟื้องรู้สึกว่ามันเต็มที่และมันพอใจกับผลงานตัวเองมาก แต่ว่าพอย้อนกลับไปดูตัวเองยังเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองอยู่ ยังรู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุงได้อีกเยอะ รู้สึกที่ผ่านมาเราเต็มที่และไม่รู้สึกเสียดาย แต่พอมองย้อนกลับไปก็เห็นสิ่งที่ผิดพลาดเหมือนกัน” (หัวเราะ)
พูดถึงเรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัย สำหรับสาววรรณคดีไทย ด้วยบุคลิกที่หลายคนดูเธอภายนอกแล้ว เธอบอกว่าภายนอกอาจจะมองดูแรง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย
“ตั้งแต่ปี 1 เลยเฟื้องทำกิจกรรมเยอะมาก เข้าปี 1 เป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วย เป็นเฟรชชีเกิร์ลคณะด้วย เราก็ได้เจอเพื่อนที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เฟื้องโชคดีที่กลุ่มเพื่อนที่เฟื้องคบจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เวลาที่เฟื้องออกมาทำกิจกรรมข้างนอกเพื่อนๆ ก็จะคอยช่วยดูงานให้ อาจารย์ก็เข้าใจบางงานเฟื้อง ตามไม่ทันก็จะเข้าไปหาอาจารย์ที่ห้องเลยค่ะ
สำหรับการเรียนสาขานี้รู้สึกว่าเข้าทางเหมือนกันค่ะ เพราะเฟื้องชอบอ่านหนังสือ มันเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วเป็นการอ่านแล้วก็มาคิด วิเคราะห์ ตีความเพิ่ม อาจจะต้องรู้จิตวิทยาของตัวละคร ต้องรู้ทฤษฎีอะไรเพิ่มก็สนุกดีค่ะ เฟื้องจะชอบวิชาที่สมัยใหม่ขึ้นมาหน่อยเพราะภาษาเข้าใจง่าย เรียนก็สนุก วิชาทฤษฎีวิจารณ์เขาก็จะนำวรรณคดีใหม่ๆ มาแล้วก็ให้วิจารณ์ บางทีอาจารย์เขาแล้วลองเอาทฤษฎีนี้มาสวมจะเป็นอย่างไร ทำให้รู้สึกว่ามันน่าสนใจมากค่ะ
อีกวิชาคือ วิชาสตรีในวรรณกรรม เฟื้องจะชอบมาก สังคมเพื่อนๆ เฟื้องสำหรับเอกนี้ส่วนใหญ่จะมาจากต่างจังหวัดแล้วมาอยู่หอด้วยกัน เขาจะเป็นคนกันเอง ง่ายๆ เขาจะตั้งใจเรียนมาก ช่วยเพื่อนได้เรื่อยๆ ดีมากเลยค่ะ แต่ลุคเฟื้องที่คนมองจะดูร้าย เฟื้องไม่ได้ร้ายน่ะค่ะ ดูแล้วสงสัยว่าอยู่เอกนี้จริงหรือเปล่า (หัวเราะ)”
สำหรับเรื่องที่คุณแม่พร่ำสอนอยู่เสมอ เธอเล่าว่า ท่านจะสอนให้มีสติ ถ้ามีสติอย่างน้อยถ้ามันผิดพลาดไปเราก็จะรู้ว่าผิดพลาดเพราะอะไร เกิดอะไรขึ้นเราก็จะแก้ไขในครั้งต่อไปได้ แต่ถ้าจะดีที่สุด คือ มีสติและจะไม่ทำพลาดเลย อะไรที่เกิดขึ้นก็ตามคุณแม่จะบอกว่ามันมีเหตุผลของมันทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมันดีเสมอ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นจังหวะที่ดี
“ตอนนี้เฟื้องได้มาอยู่ในเคพีเอ็น ได้มาอยู่ในที่ที่ดีที่เหมาะสมกับเฟื้อง เฟื้องก็จะเข้าใจว่าที่ผ่านมาทำไมเฟื้องถึงไม่ได้ที่นี่ เพราะว่าเฟื้องต้องได้บทเรียนเรื่องนี้ ถ้าเฟื้องได้ตั้งแต่ที่แรกเฟื้องอาจจะไม่รู้อะไรเลย ก็เข้าวงการไปโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลยค่ะ แต่ว่าตอนนี้เฟื้องได้ผ่านตรงนั้นมา พอมาอยู่ตรงนี้เหมือนกับเฟื้องได้เรียนรู้อะไรมาเยอะ มาเจอที่นี่ สุดท้ายเฟื้องก็รู้ว่าการเรียนรู้มันไม่สิ้นสุด ไม่ว่าเฟื้องจะทำงานอะไรก็ตามจะต้องเรียนรู้ตลอด
จริงๆ คุณแม่พูดมาตลอดเลยว่า ไม่ต้องมีแฟนอยู่กับแม่ไปจนอายุ 40 (หัวเราะ) แต่พอเอาเข้าจริงพอมีคนมาจีบจริงๆ คุณแม่ก็บอกว่าให้บอกแม่แล้วกัน ให้อยู่ในสายตาคุณแม่ ส่วนใหญ่พอมีคนเข้ามาเขาเห็นเราอยู่กับคุณแม่ตลอด เขาก็จะเกรงใจด้วยค่ะ”
นอกจากความฝันที่อยากเป็นนักร้องแล้ว ด้วยความที่ใกล้ชิดกับคุณแม่มาก ซึ่งคุณแม่เป็นนักเขียนบทโทรทัศน์มีผลงานมากมาย หลายนามปากกา เธอมองว่างานนี้คนที่ทำสำเร็จออกมาได้ถือว่ามหัศจรรย์มาก เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ ฉะนั้นอีกฝันหนึ่งที่เธออยากจะทำ คือ การเป็นนักเขียน
“พอได้มาเรียนคณะนี้อย่างจริงจังรู้สึกว่ามันสนุกกับทางนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเป็นนักเขียนดูบ้างเหมือนกัน เพราะว่าคุณแม่ก็เขียนบทละครโทรทัศน์ ที่เคยเขียนก็มีจำเลยรักเวอร์ชันล่าสุด ที่เขาวิจารณ์กัยว่าดูโหดร้าย (หัวเราะ) ตอนแรกเราแค่อยากเขียน เห็นแม่ทำแล้วดูน่าสนุกดี อาจจะไม่มีคนรู้จักมาก แต่คนเห็นผลงานเราเยอะ คนส่วนใหญ่ก็จะชมว่าผู้กำกับ โปรดักชัน คนเขียนบทอาจจะไม่มีใครเห็น แต่มันเป็นความภูมิใจ เมื่อเฟื้องได้มาเรียนแล้วรู้สึกว่าคนที่เขียนงานสักชิ้นหนึ่งได้เป็นคนที่มหัศจรรย์มากค่ะ”
สำหรับชีวิตนักศึกษาเป็นวัยที่มีความอิสระสูง เธอบอกเราจะต้องรับผิดชอบตนเองให้ได้ ไม่ควรเอนเอียงไปกับสิ่งที่มากระคุ้นภายนอก
“เป็นวัยที่อิสระขึ้นเยอะเลยค่ะ เราต้องรู้จักว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เวลาเรียนก็ไม่มีใครคอยจี้ให้เข้าเรียน ต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ต้องโตมากขึ้น เมื่อมาเจอสังคมแบบใหม่เพื่อนจะต่างจากมัธยม คนที่สนิทที่คุยได้ทุกเรื่องจริงๆ จะน้อยมาก อาจจะมีแค่คนเดียวถึงสองคน ตอนมัธยมเฮฮาอยู่ด้วยกันแบบเด็กๆ พอเข้ามหาวิทยาลัยทุกคนมาเพื่อจะเรียนจบไปทำงานแข่งขันกันไป เราต้องดูแลตัวเอง รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น”
สำหรับเรื่องการเรียนในปัจจุบันนั้น เธอบอกว่า สมัยนี้นักเรียนจะเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวจะไม่พอ ทุกอย่างต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติมต่อยอดขึ้นไปไม่รู้จบ เหมือนกับประโยคหนึ่งที่มีคนพูดไว้ว่า การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเป็นยุคที่สังคมต้องการคนเก่ง ฉะนั้นการแข่งขันจะมากขึ้นไปด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ความเก่งนั่น คือ ต้องเป็นคนดีของสังคมด้วย
&<2288;


