
แพ้จนกว่าจะชนะ “ชยพล ปัญหกาญจน์”
ออกตัวเลยว่าติดตามเวทีเคพีเอ็นมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากเป็นเวทีทรงเกียรติ
ออกตัวเลยว่าติดตามเวทีเคพีเอ็นมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากเป็นเวทีทรงเกียรติ
โดย...ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ผู้ชนะได้รับถ้วยพระราชทานแล้ว ความเข้มข้นของโปรแกรมก็โดนใจผู้ติดตาม ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ผู้แข่งขันคือตัวแปรหลัก ถ้าพัฒนาไม่ถึงขั้น ถ้าไม่เป็นที่รักของคนดู หรือถ้าไม่ทะลุผ่านตัวเองออกมา ประกายความสามารถก็มิอาจทอแสง
“กู๊ดชยพล ปัญหกาญจน์” หนุ่มเข้มเท่วัย 22 บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีเคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 22 พร้อมรับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังจำความรู้สึกระทึกตอนฟังประกาศผลเมื่อเดือนก่อนได้ดี “ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเราที่จะได้เป็นแชมป์ จริงๆ นะครับ ผมรู้สึกว่าพอเข้ามาถึง 10 คนสุดท้าย ก็ดีใจมากแล้ว เพื่อนทุกคนเก่งกว่าเราเยอะ แต่กู๊ดก็บอกกับตัวเองว่า...เราไม่ยอมแพ้...ต้องทำตัวเราให้ดีที่สุด ยิ่งพอเหลือแค่ 4 คน กู๊ด โอ๊ต เฟื้อง และก็น้องจี เราซ้อมกัน เราเห็นกันหมดว่า แม้ใครจะได้แชมป์ก็จะเป็นแชมป์คนละรูปแบบ แต่พอเป็นตัวเองแล้วก็รู้สึกดีใจ และภูมิใจมากครับ”
กู๊ด บอกกับเราว่า ความพยายามมาก่อนอันดับแรก และเขาได้รับแรงเชียร์อย่างหนักจากเพื่อนๆ ในที่ทำงาน เมื่อเขาเริ่มงานหลังจากเรียนจบได้ไม่นาน และแน่นอนว่าอายุยังน้อย ทุกคนลงความเห็นว่า การพยายามมาตลอด 2 ปีในเวทีต่างๆ ต้องการการต่อยอดที่เข้มข้น และกู๊ดก็ซื่อสัตย์กับความฝันของเขา
“ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะมาเคพีเอ็น ก็ไปเรียนร้องเพลง เรียนเต้น คือก่อนหน้าที่จะมาเคพีเอ็นได้มีโอกาสไปอีกเวที ที่ตอนนั้นมีเวลาการเตรียมตัว 1 ปี กู๊ดก็เรียนเต็มมาตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งพอผิดหวังจากเวทีนั้น กู๊ดก็หยุดไปประมาณ 2-3 เดือนแล้วก็ไปสมัครงาน พอตั้งใจจะมาเคพีเอ็นต่อก็เลยไปเรียนต่ออีก 2 เดือนครับ
เนื่องจากโปรแกรมของเคพีเอ็นจัดเป็น 2 ทีม เพื่อแบตเทิลกัน ผมมาอยู่ทีมสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นผู้โดดเด่นเรื่องภาพลักษณ์ ผมก็ตกใจ เหมือนว่าเอ๊ะ ผมร้องเพลงไม่ดีหรอทำไมไม่ได้อยู่ทีมสีแดง (หัวเราะ) รู้สึกประหลาดใจยิ่งเขามาบอกว่าทีมสีน้ำเงินเน้นลีลาอีก เรื่องเต้นเราก็ไม่ได้เก่ง ตอนนั้นก็เครียดมากพอสมควร กังวลว่าจะสู้เขาได้ไหม
เรื่องการเต้น เรื่องลีลา ภาพลักษณ์เราก็สู้เขาไม่ได้ สัปดาห์แรกๆ ครูเขาก็มาบอกว่าจุดเด่นของแต่ละคนคืออะไร แล้วครูก็บอกกู๊ดว่าจุดเด่นของกู๊ดคือการเอนเตอร์เทนคนดู ทำให้คนดูมีส่วนร่วมกับเรา ก็เลยใช้จุดแข็งตรงนี้แล้วพัฒนาการเอนเตอร์เทนต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ต้องเต้นให้มันเก่งมาก แต่ให้ข้างในมันสนุก ให้คนดูเห็นแล้วเขาสนุกตามไปกับเราครับ” ยิ้มกว้างและท่าทางทะเล้นสลับเข้มขรึมของเขาก็เป็นเสน่ห์อีกประการ แม้อยู่นอกเวที
หลายคนทราบว่าเขาเป็นน้องชายพระเอกคนดัง เกรท วรินทร และมีหนทางมากมายเพื่อก้าวสู่วงการผ่านพี่ชาย แต่นั่นไม่ใช่ความต้องการ หรือสิ่งสะท้อนความภูมิใจที่มาจากตัวกู๊ดเลย เขาจึงเลือกที่จะลุยฝ่ามาด้วยลำแข้งตัวเอง ทว่าเปี่ยมกำลังใจจากทั้งพี่น้อง พ่อแม่ และเพื่อนฝูง
“โชคดีครับที่คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนมาตลอด ตอนหลังก็ไม่อยากให้มาแล้ว ท่านอยู่ในเหตุการณ์ที่กู๊ดผิดหวังมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมากับเวทีใหญ่ๆ แล้วกู๊ดก็ร้องไห้ พอเราร้องเสียใจ ท้อ คุณพ่อก็เห็นมาตลอด เขาไม่อยากให้เราเสียใจผิดหวังอีกครั้ง ผมขอว่าให้เคพีเอ็นเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ
ผมมีพี่น้อง 3 คน เราสนิทกันมากครับ อย่างพี่กิ๊บ พี่สาวเป็นผู้หญิงที่อดทนมากๆ ทุกวันนี้ก็ช่วยธุรกิจที่บ้านครับ ส่วนพี่เกรทเคยสอนผม เพราะผมเป็นลูกคนสุดท้อง เอาแต่ใจ คิดอะไรต้องถูกหมด อยากได้อะไรต้องได้ เหวี่ยง ไม่แคร์ใคร โมโหร้าย เขาก็บอกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้ และเราต้องแก้ไขยังไง
ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็จะสอนเรื่องอีโก้ เพราะตอนเราอยู่หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ทุกคนที่นั่นรู้จักพ่อแม่เรา ไปไหนก็ค่อนข้างจะผยอง ตัวใหญ่นิดนึง ไปไหนจะไปสนใจใคร เรื่องนี้ครอบครัวจะสอนอยู่ตลอดเวลาครับ
พวกนิสัยชอบเอาชนะของผม ที่ดีๆ ก็มีเรื่องการเรียน คิดว่าเป็นคนที่เรียนดีมาตลอด พอย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนเข้ามหาวิทยาลัยคิดกับตัวเองว่ามันคือสภาพการแข่งขันจริง เราจะต้องเอาตำแหน่งที่หนึ่งของเรามาให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะหลายคนเขาเก่งกว่า แต่ในที่สุดก็เรียนจบแล้ว (หัวเราะ)
ถ้าไม่นับเรื่องการร้องเพลง กู๊ดคิดว่าอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะที่บ้านทำธุรกิจ คุณแม่ก็ปลูกฝัง แต่พอโตมาเรื่อยๆ อยากเป็นครู ที่บ้านจะมีกระดานอยู่อันหนึ่ง พอกลับมาจะมานั่งเขียน คิดว่าเรากำลังสอนใครอยู่ ก็ได้ประโยชน์ที่ว่าเราได้ทบทวนบทเรียนของเราไปด้วย แต่พอมหาวิทยาลัยปี 2 ไปออดิชันทียูแบนด์ ได้ร้องเพลงที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มันรู้สึกดีที่เวลามีคนกรี๊ด มีคนถือป้ายไฟ รู้สึกดีมากๆ
หลังจากวันนั้นก็ตั้งใจและบอกกับตัวเองว่าอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นศิลปิน ความคิดมันเกิดขึ้นมาเอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราเห็นพี่ชายเราอยู่ในวงการบันเทิงด้วย อยากทำงานแบบเขาบ้าง แต่ไม่ใช่นักแสดง อยากเป็นนักร้องมากกว่า และต้องทำให้ได้ด้วยตัวเองครับ”
“มีใครเป็นแบบอย่างหรือเป็นแนวทาง หรือว่าได้คุยกับใครบ้าง” ผมถามเขา
“บี้ เคพีเอ็น ครับ เจอกันตอนประกวด ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะเป็นคนที่มีความเป็นศิลปิน ก็ยังตั้งข้อสงสัยอยู่ว่าทำไมคนถึงรักเขานัก แต่พอได้ทำด้วยกัน เห็นน้องแสดงบนเวทีเหมือนเรารู้เลยว่าเขาใช่ แบบนี้เลย...ที่เรียกว่าศิลปิน เพราะอย่างเราดูเขาแสดง คือมันสนุกจริงๆ กู๊ดเลยเห็นว่าจากที่เขาไม่เก่งมากจนเขาพัฒนาตนเองได้ขนาดนี้มันสุดยอด เขาคือคนที่เกิดมาเพื่อจะเป็นศิลปินที่ดีและตั้งใจมาก” เป็นคำชมที่เพื่อนร่วมค่ายน่าจะยิ้มยกใหญ่
“สไตล์ของกู๊ดก็คือ คือ ต้องให้ใจ ต้องใจถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ถ้าใครมาคบมาอยู่ด้วยกันอย่าคิดเยอะ เพราะว่าผมเป็นคนคิดเยอะอยู่แล้ว เพื่อนกันคืออย่าเก็บไปพูดทีหลัง”
เวลาอื่นๆ ในชีวิตของกู๊ด นอกจากการร้องเพลงแล้วก็คือ กีฬาแบดมินตันและกอล์ฟ ที่เหลือคือการนอนดูซีรีส์สนุกๆ อย่าง CSI และ Grey Anatomy ส่วนเรื่องการแต่งตัวเป็นหนุ่มเท่ๆ ง่ายๆ เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มจัดจ้านขึ้นเล็กน้อย ประสาศิลปินค่ายเคพีเอ็น ต้องเป๊ะทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม ชัวร์
“ผมว่าคนมีสไตล์ คือ คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด คำพูด แอตติจูด การแต่งตัวหรืออะไรก็ตาม คือ มองแล้วคนนี้คือคนนี้ ไม่ได้ก๊อบปี้ใคร ถ้าถามว่าผมมีสไตล์ไหม... กู๊ดเองมีแอตติจูดของตัวเอง แต่จะเป็นคนที่ระวังเวลาแสดงอะไรออกไป เหมือนเราได้รับบทเรียนมาแล้วที่พี่เกรทหรือใครๆ ก็ตามคอยสอนเวลาที่เราทำอะไรที่อาจจะไม่ดีในสายตาคนอื่น มันยังอยู่ในกรอบที่กู๊ดก็ยังไม่กล้าแสดงตัวตนของเราออกไปมากนัก
แบบอย่างหรือไอดอล แน่นอนว่าพี่เกรทครับ และอีกคนหนึ่งคือ อะเดล ที่ประทับใจเพราะว่าไม่เคยเจอผู้หญิงที่ทำอะไรไม่ห่วงภาพลักษณ์ตนเอง มั่นใจ อยากพูดอะไรก็พูด เขาชัดเจนมาก”
แฟชั่นของ ‘กู๊ด’
เสื้อเชิ้ต “ตัวนี้เป็นของพี่ชาย แต่ว่าพี่ชายใส่ไม่ได้แล้ว เลยเป็นมรดกตกทอดให้ผม (หัวเราะ) ชอบเพราะว่ามันเป็นเสื้อผ้าตัวแรกที่กู๊ดขอเขามาใส่”
กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง “เคพีเอ็นทุกคนต้องทำเองเป็น ตอนนี้ผมก็เริ่มแต่งเป็นแล้ว (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้เก็บไว้ใส่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เวลาไปต่างจังหวัด ที่ชอบเพราะว่าชอบแบรนด์ พอลสมิธอยู่แล้ว เป็นแบรนด์ที่ซื้อจากอังกฤษ เป็นแบรนด์ที่เราใช้บัตรเครดิตของคุณแม่ซื้อโดยที่เราไม่ขอก่อน (หัวเราะ) เขาให้บัตรเราไปใช้ในยามฉุกเฉิน”
เข็มขัด “ของพี่เกรทครับ (หัวเราะ) ผมเป็นคนชอบสีน้ำตาลครับ คิดว่าสีน้ำตาลมันใส่ได้เข้ากับทุกอย่าง เราใส่ไซส์เดียวกัน เช่น พวกรองเท้า เข็มขัด เสื้อยืด ของของเขาก็เหมือนของผม”
นาฬิกา “แบรนด์ฟอสซิล อันนี้ใช้เงินตัวเอง สายสีน้ำตาลเห็นแล้วปิ๊งเลย ชอบ”
แว่นตากันแดด “ชอบทรงครับ เป็นแว่นทรงแรกที่ใส่แล้วดูในกระจกมันดูเท่ หรือว่าคิดไปเอง (หัวเราะ) เราว่าเท่แต่ไม่รู้คนอื่นจะว่าเท่หรือเปล่า”







