
งานหนักนัก พักมั่งก็ดี
....กองบรรณาธิการ
ถึงจะมีคนเคยบอกว่า งานหนักไม่เคยฆ่าใคร แต่สุขภาพจิต สุขภาพใจ หากไม่ได้พักเสียบ้าง ไม่ตายก็อาจจะบ้า หรือว่าลดทอนประสิทธิภาพในการทำงานลงไปได้ เช่นเดียวกับที่มีใครอีกคนก็กล่าวไว้ว่า บนคีย์บอร์ดชีวิตนั้นก็จำเป็นต้องมีปุ่ม
“นอกเวลา” หรือเอสเคปคีย์ด้วยการพักของพนักงานก็เหมือนกับการที่ต้องปล่อยให้เด็กๆ นั้นเล่นบ้าง เพื่อที่จะสร้างความแตกต่างให้เกิดเป็นแรงกระเพื่อมเชื่อมรอยหยักในสมอง ไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป ไม่งั้นอาจจะขาดขึง เส้นเลือดในสมองแตก ไม่ตายก็อาจพิการได้ง่ายๆ
แม้จะยกสถานการณ์บ้านเมืองออกไป มองแค่กิจวัตรประจำวันของบรรดาลูกจ้างทั้งหลายก็แสนจะเครียดเต็มทน ตื่นเช้ามาก็ต้องเผชิญกับรถติด ต้องกระเสือกกระสนมาให้ทันเวลาเข้างานให้ได้ ที่แย่ยิ่งกว่าคือ หลายๆ คนที่เป็นลูกจ้างแต่อยู่ในระดับผู้จัดการที่ต้องมีลูกน้องให้บริหาร ไปถึงก็ต้องมีการประชุมนู่นนี่นั่น ล้วนแต่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เร่งรัดให้เกิดความเครียดดดดด
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Multiplicity อาจจะอยากแปลงกายเป็น ไมเคิล คีตัน ในเรื่องดูบ้าง ตอนแรกเขาก็เป็นเหมือนกับพนักงานที่ทำงานหนักเช่นเราๆ ท่านๆ ความหนักหนาทำให้เขาไม่สามารถที่จะเอาดีได้สักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องที่ทำงานหรือที่บ้าน พ่อไมเคิลก็เลยหัวใส ไปให้นักวิทยาศาสตร์ทำโคลนนิง คราวนี้ก็สามารถแบ่งภาคของเวลาได้ง่ายๆ
แต่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นน่ะซี้... โคลนนิงยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แถมยังอาจจะกลายเป็นภัยร้ายที่เราไม่อาจจัดการได้กับผลลัพธ์ที่ตามมา จึงต้องหาวิธีบริหารจัดการ
“เวลา” งานและ “เวลา” พักแวบให้ลงตัว อย่าให้เป็นเหมือนชาวอเมริกันในช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่ “ป่วย” ด้วยโรคที่ยากจะเยียวยา โดยแพทย์เรียกว่าเป็น “Time Sickness” ซึ่งเกิดมาจากการทำงานมากเกินไปโดยไม่ยอมหยุดพัก เรียกว่าถ้าเผลอไผลเมื่อไรนั้นก็อาจจะคุกคามใครก็ได้หลังจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงได้พยายามหาสูตรที่จะคิดคำนวณว่า พนักงานแต่ละคนควรจะใช้เวลาในที่ทำงานสักเท่าไร ควรหยุดพักตอนไหน นานเท่าไรดี ในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม พอมาถึงยุคศตวรรษที่ 21 อะไรๆ ก็เร่งรีบไปหมด ถึงแม้จะเป็นคนต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างไรก็ยากที่จะดิ้นหลุดจากกระแสแห่งความปรู๊ดปร๊าด เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะลาพักร้อนไปโดยห่างไกลจากคอมพิวเตอร์ เพราะมีทั้งเน็ตบุ๊กที่ลดขนาดลงมาเป็นคอมพ์ส่วนตัวที่พกพาง่าย ไหนจะสมาร์ตโฟนรูปแบบต่างๆ ที่อีเมลมาปุ๊บก็ร้องเตือนปั๊บ ให้การงานสามารถเกาะติดมาตามหลอกหลอนเราได้ตลอดเวลา ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายๆ คนเริ่มมีอาการเบลอสุดๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก หรือเริ่มเป็นโรคประสาทที่เกิดจากอาชีพกันบ้างแล้ว (เช่น ขึ้นรถเมล์แล้วบอกว่าจะไปลงที่ทำงานทั้งๆ ที่เพิ่งเลิกงานแท้ๆ)
ทำยังไงดี แม้แบ่งเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมงเต็มตอนกลางวัน แต่ช่วงบ่ายน่าจะจัดสรรเวลาสัก 1530 นาที เพื่อพักและจัดระเบียบสมองและอารมณ์...บ้างนะ
กูรูหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือมหาตมะ คานธี บอกว่า ให้ลดสปีดที่ติดปีกของศตวรรษที่ 21 ลง ตามสุภาษิต
“ช้าๆ ได้พร้า 2 เล่มงาม” ยังคงใช้ได้ในทุกวันนี้เวลาพักควรทำอะไรที่ไม่ใช่
“งาน” หลายๆ คนลาพักร้อน แต่ก็ยังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อเคลียร์งานที่คั่งค้าง อย่างนั้นไม่เรียกว่าพักแน่นอน ยามที่พักควรพักจริงๆ เกมคอมพิวเตอร์ หรือเกมในโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าง เฟซบุ๊ก ไม่ถือเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง ควรจะลืมคอมพ์ไปชั่วคราวเลย ถ้ากลัวอดใจไม่ได้ก็ลองฝากไว้กับเพื่อนจะได้ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องจับถ้าได้พักสัก 1530 นาที ที่ทำงาน สิ่งที่ทำได้คือ อ่านหนังสือ (แบบที่ชอบ ไม่ใช่เรื่องงาน) เดินออกไปผ่อนคลาย รับอากาศข้างนอก แอบงีบ ทำโยคะที่ยิม ดอดไปเล่นปิงปอง กินอะไรอร่อยๆ (หลายคนบอกว่าชอบจัง) เล่นเครื่องดนตรีโปรด (หากไม่รบกวนคนอื่น)
การจัดโต๊ะทำงาน ก็ถือเป็นการพักสมองได้ดีอีกอย่าง แถมมีประโยชน์ด้วย หลายๆ คนหาของที่หายไปนานเจอจากการจัดโต๊ะ หรือบางครั้งก็พบไอเดียใหม่ๆ ซุกซ่อนอยู่บนกองพะเนินที่คุณเมินตลอดเวลาที่ผ่านมา
หากออฟฟิศของคุณอยู่ในย่านธุรกิจ เวลา 1530 นาที พอที่จะแวบไปให้นางเล็กๆ นวดมือนวดเท้า ผ่อนคลายได้ดี โอ้โห... ถ้าทรัพย์มีมากกว่านั้น แอบไปช็อปปิ้งสิ่งต่างๆ ได้ยิ่งแจ๋วเลย
ยิ่งดีหากหาเวลาพักได้เป็นวันๆ หรือ 23 วัน สิ่งที่ควรทำมีมากมาย ตั้งแต่ไปดูหนัง ไปเยี่ยมเพื่อนๆ ที่ต่างจังหวัด หรือนัดหยุดงานพร้อมกัน จัดปาร์ตี้ ทำกิจกรรมที่ชอบ ที่สำคัญนำคอมพิวเตอร์ออกไปไกลๆ อย่าให้มาแปดเปื้อนวันหยุดสุดสบายของเราเสียล่ะ
แต่ถ้าอยากผ่อนคลายทุกวันทำงาน มีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้ 1.ไม่อดอาหารเช้า 2.หาเรื่องให้ได้หัวเราะ 3.เปลี่ยนมุมโต๊ะทำงานบ่อยๆ 4.แลกงานกันทำกับเพื่อน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ 5.จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ 6.ปรับเก้าอี้ให้องศาเหมาะๆ 7.สวมหูฟังเพลงเพื่อความรื่นรมย์ หรือเพื่อปิดตัวเองจากเสียงที่ไม่อยากได้ยิน 8.เตรียมพัดลมมือถือเอาไว้ปัดเป่าอารมณ์เสียๆ และ 9.ถ้ายังหงุดหงิด เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าซะ!







