
10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ
10 ธ.ค. นอกจากเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นเป็นวันชาติไทย (แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 5 ธ.ค.แล้ว) และเป็นวันหยุดราชการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491
10 ธ.ค. นอกจากเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นเป็นวันชาติไทย (แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 5 ธ.ค.แล้ว) และเป็นวันหยุดราชการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491
รัฐธรรมนูญเป็นแม่แบบในการปกครองประเทศ แต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมารวมแล้ว 18 ฉบับ ถือว่าใช้รัฐธรรมนูญเปลืองมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเมืองไทยยังหาจุดลงตัวไม่ได้ ตัวนักการเมืองแม้จะมีอำนาจชั่วครั้งชั่วคราว มักถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชัน จนฝ่ายทหารต้องมาคว่ำกระดาน ล้มล้างรัฐธรรมนูญไล่นักการเมืองออกไปบ่อยๆ
ฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่ใช้ในปัจจุบัน ก็ยังไม่พอใจของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาล อ้างว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2549 จึงมีการเคลื่อนไหวที่จะแก้ไขให้ได้อย่างใจ (นักการเมือง) แต่อาจขัดใจอีกฝ่ายหนึ่ง ในที่สุดอาจทะเลาะกัน วันนั้นอัศวินขี่ม้าขาวจะปรากฏตัวช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤต (ตามสูตรการแก้ปัญหาการเมืองในไทย) ก็ได้
อย่างไรก็ตาม การปกครองประชาธิปไตยแบบไทย จะไม่มีรัฐธรรมนูญไม่ได้ แม้จะถูกฉีกแล้วฉีกอีก ก็ยังเป็นของจำเป็นของชาติอยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญไม่เคยสร้างปัญหา คนที่เอารัฐธรรมนูญไปใช้ซิ เป็นปัญหามาก
อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ
เมื่อมีฉบับแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มีปัญหาแล้ว ทั้งๆ ที่ประคบประหงมบูชารัฐธรรมนูญเหมือนของสูง ใครแตะต้องไม่ได้ แต่แล้วพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ได้ประกาศงดใช้บางมาตรา ทำให้ฝ่ายคณะราษฎรที่ยึดอำนาจมาไม่พอใจ เกิดความแตกแยกทางการเมือง เกิดกบฏบวรเดช เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2476 คนไทยรบกันเอง คนแพ้เป็นกบฏ คนชนะสร้างอนุสาวรีย์ให้รัฐธรรมนูญ ตั้งชื่อหรูว่า อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตั้งอยู่ที่วงเวียนหลักสี่ บางเขน ติดกับวัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ ในปัจจุบัน ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2479 โดยผู้สำเร็จราชการในครั้งนั้น คนรู้จักอนุสาวรีย์นี้น้อย
สโมสรของคณะราษฎร
หากท่านไปออกกำลังกายที่สวนสราญรมย์ ตั้งที่ถนนเจริญกรุงตัดกับถนนราชินี หรือริมคลองรอบกรุง ติดวัดราชประดิษฐ์ ตรงกันข้ามกับกรมการรักษาดินแดน ให้สังเกตที่สำนักงานสวนสราญรมย์ จะเห็นด้านหน้าตั้งพานรัฐธรรมนูญบนเสาสูง ประดับด้วยกระจกสีสวยงามมาก
ข้อมูลที่ค้นหามาได้ระบุว่าเป็น ศาลาศาล มีพานรัฐธรรมนูญ ตั้งอยู่ที่นี่เป็นสโมสรของคณะราษฎร ใช้เป็นที่ทำการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับราชนิกุล
ผู้มีอำนาจในช่วงนั้นให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญมาก เช่น การจัดรัฐพิธีฉลองกันยิ่งใหญ่ จัดประกวดนางงาม เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2477 เรียกชื่อว่า “นางสาวสยาม”
สมัยก่อนไม่ได้ใส่ชุดว่ายน้ำประกวด ผู้ประกวดแต่งกายด้วยชุดผ้าซิ่นยาว ปีต่อมานุ่งโจงกระเบนห่มสไบ จากนั้นก็พัฒนามาเป็นกางเกงขาสั้นและชุดว่ายน้ำตามลำดับ
นางสาวสยามคนแรกที่เริ่มมีการประกวด คือ กันยา เทียนสว่าง ต่อจากนั้นคือ วณี เลาหเกียรติ วงเดือน ภูมิรัตน์ มยุรี วิชัยวัฒนะ และพิศมัยโชติวุฒิ เป็นนางสาวสยาม ปี พ.ศ. 2481 ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของยุคแรกที่ใช้ชื่อว่า “นางสาวสยาม”
ปีถัดมาการประกวดในนาม “นางสาวไทย” ได้ เรียม เพศยนาวิน ครองมงกุฎ และในปี พ.ศ. 2483 ตำแหน่งนางสาวไทย ได้แก่ สว่างจิตต์ คฤหานนท์ จากนั้นเป็นต้นมาก็มีการว่างเว้นการประกวดนางสาวไทยไปนานถึง 8 ปี เพราะสถานการณ์ในบ้านเมืองไม่อำนวย มีประกวดอีกในปี พ.ศ. 2491 ได้ ลัดดา สุวรรณสุภา ครองมงกุฎ เว้นไปอีกถึงปี พ.ศ. 2497 จึงประกวดได้ สุชีลา ศรีสมบูรณ์ ครองตำแหน่ง
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อนุสาวรีย์ที่มีพานรัฐธรรมนูญตั้งอยู่ คือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเริ่มขึ้นในวันที่ 24 มิ.ย. 2482 และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2483 ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ข้อมูลจากเว็บไซต์ให้รายละเอียดว่า อนุสาวรีย์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปหล่อลอยตัว ประกอบด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า สร้างด้วยทองแดง มีความสูง 3 เมตร หนัก 4 ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลม ลานอนุสาวรีย์ยกสูงมีบันไดโดยรอบ รอบนอกลานอนุสาวรีย์มีครีบทรงแบนอยู่ 4 ทิศ ที่โคนครีบมีภาพแกะสลักลายปั้นนูนและมีรั้วเตี้ยๆ กั้นโดยรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่โบราณจำนวน 75 กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมา เป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน
ครีบ 4 ด้าน สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พานรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือเดือน มิ.ย. (ขณะนั้นนับเดือน เม.ย. เป็นเดือนแรกของปี) ตรงกับเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยนั้น และหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ)
ปืนใหญ่จำนวน 75 กระบอก (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ หมายถึง ปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เลข 75 เป็นเลขท้ายสองหลักของปี พ.ศ. 2475) ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกัน หมายถึง ความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ
ลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง 4 เน้นถึงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475
พระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร
ย้อนอดีต
สยามอัศจรรย์วันนี้จึงภูมิใจเสนอเรื่อง วันรัฐธรรมนูญ ที่คนไทยไม่ค่อยรำลึกถึงเท่าไร เพราะบางปีถึงวันรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีรัฐธรรมนูญให้เฉลิมฉลอง เพราะมีแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราว เช่น ฉบับชั่วคราว ปี พ.ศ. 2502 ใช้มาถึง 9 ปี (ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 25022511)
จึงมีฉบับถาวร แต่ถาวรแค่ชื่อ เพราะเอาเข้าจริง ใช้ไปเพียง 34 ปี ก็ถูกล้มล้างโดยคณะทหารอีก หากนับวงจรชีวิต ก็สั้นคล้ายกับแมลงบางชนิด หายใจในโลกไม่กี่วันก็ตาย
ความจริงรัฐธรรมนูญนั้นเป็นแม่แบบประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงชื่อ เพราะคนปฏิบัติรู้จักประชาธิปไตยครึ่งๆ กลางๆ หรือสุกๆ ดิบๆ การเดินตามระบอบประชาธิปไตยจึงไม่บรรลุผล
พล.ต.พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงนิพนธ์ว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายว่าด้วยรูปของรัฐอำนาจชั้นสูง และอำนาจซึ่งมีต่อประชาชน ชื่อว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitu tional Law) คำว่าธรรมนูญ มีผู้อธิบายว่ามาจากภาษาทมิฬ ตรมนูล แปลว่า แนวธรรม แต่ข้าพเจ้าถือตามลักษณะพระธรรมนูญว่า สภาวะประทับความควรแก่กระทรวงโดยธรรมนั้น อันมโนสารจารย์กล่าวไว้ ธมฺมานุโญญ อิติ ชื่อว่าพระธรรมนูญ
กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเป็นกฎหมายซึ่งกำหนดอำนาจปกครองชั้นสูง เช่น การแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ประวัติความเป็นมา
ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยค่อยๆ ฟักตัวมาแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์โดยทรงยอมรับอารยธรรมตะวันตกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้เข้ากับสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชนในขณะนั้น เช่น ทรงเลิกประเพณีที่ข้าราชการ ขุนนางต้องหมอบเฝ้า มาเป็นยืนเข้าเฝ้า ด้วยพระองค์มีพระราชดำริที่เป็นประชาธิปไตย ทรงต้องการให้มีความเสมอภาค พยายามไม่ให้เกิดความแตกต่าง หรือช่องว่างระหว่างชนชั้นมากนัก และโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเลือกนับถือศาสนาได้ตามใจชอบ จัดให้ราษฎรมีการศึกษาโดยเท่าเทียมกัน
ร.5 ทรงรื้อระบบบริหารราชการ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นนักปกครองที่เยี่ยมยอด และทรงสานต่อการวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการเรื่องจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน โดยโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียนให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนแล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งทุนเล่าเรียนหลวงขึ้น นอกจากนี้ยังทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นทางศาล หรือการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการส่วนกลางจากจตุสดมภ์ เป็นตั้งกระทรวงต่างๆ ขึ้นแทน รวมทั้งสิ้น 12 กระทรวง
ดุสิตธานี
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 24532468) พระองค์ได้ทรงสานต่อพระบรมราโชบายของสมเด็จพระบรมราชชนก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “ดุสิตธานี” ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2461 เพื่อเป็นการทดลองจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยทรงจัดการปกครองในรูปแบบของประชาธิปไตยทุกอย่าง มีการตราธรรมนูญดุสิตธานีลักษณะการปกครองคณะนครภิบาลขึ้น มีการตั้งพรรคการเมือง มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขตๆ มีสถานที่ทำการรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ไม่ได้เรียกชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่เรียกว่า เชษฐบุรุษ ในเมืองดุสิตธานี ยังมีการออกหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพในการติชมกิจการบ้านเมืองได้
คิดได้แต่ทำช้า
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2477) พระองค์ทรงทำการปูพื้นฐานการปกครองในระบบประชาธิปไตยต่อ ดัดแปลงสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ที่ตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นสภาองคมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในด้านประชุมปรึกษาหารือข้าราชการต่างๆ มีสมาชิก 227 คน มีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ราษฎรของพระองค์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวิสารวาจา และนายเรมอนด์ สตีเวนส์ ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ทันเสร็จ คณะราษฎรโดยการนำของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) พ.อ.พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) และ พ.อ.พระยาฤทธิอัคเณย์ (สละ เอมะศิริ) ก็ได้ดำเนินการปฏิวัติในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
10ธ.ค.
หลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราว เรียกว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ในวันที่ 27 มิ.ย. 2475 ระหว่างนี้สภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยติดตามการดำเนินานนี้โดยตลอดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เสร็จสิ้นลงภายใน 6 เดือน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475 จึงถือเอาวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ ทุกปีสืบมา
แม้จะมีวันรัฐธรรมนูญให้คนไทยมีวันหยุดงานเพิ่ม 1 วัน มีการรำลึกประชาธิปไตยมา 80 ปี แต่การโกงบ้านโกงเมืองของนักการเมืองไม่เคยหมดเลย จะทำอย่างไงดี







