
นิพพานระหว่างวันคือปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ
ครั้งหนึ่งอาตมามีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ อาตมาได้รับสิทธิพิเศษให้เขาไปในกุฏิของท่าน
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ครั้งหนึ่งอาตมามีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ อาตมาได้รับสิทธิพิเศษให้เขาไปในกุฏิของท่าน เพื่อดูว่าปราชญ์ของโลกใช้ชีวิตกันอย่างไร ปรากฏว่าท่านอยู่อย่างเรียบง่าย ในกุฏิของท่านมีแต่หนังสือ หลวงปู่คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
คำว่า “Simple Living, High Doing” หรือ “อยู่อย่างต่ำ กระทำอย่างสูง”
ในกุฏิของท่าน อาตมาสะดุดตาที่นาฬิกาเรือนหนึ่ง นาฬิกาเรือนนั้นไม่มีตัวเลข มีเพียงหมึกจีนที่หลวงปู่เขียนไว้ตรงตำแหน่งของเลข 12 9 6 3 ว่า “ Now” นาฬิกาเรือนนั้นเป็นนาฬิกาปัจจุบันขณะ นาฬิกาที่นี่ เดี๋ยวนี้ เป็นนาฬิกาทางธรรมที่ท่านติช นัท ฮันห์ บอกว่า “นาฬิกาเรือนนี้ คือนาฬิกาชีวิต”
คำสอนที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ย้ำอยู่เสมอคือ “Present Moment” หรือ “Here and Now” นาฬิกา Now หรือนาฬิกาแห่งปัจจุบันขณะเรือนนั้นเอง คือแก่นธรรมที่ท่านสอน
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นแก่นธรรมของพระพุทธเจ้าเช่นกัน พระพุทธเจ้าสอนให้เราเจริญสติ หรือ Mindfulness เราต้องไม่หวนคิดถึงอดีต ไม่ฟุ้งไปในอนาคต แต่จ่อจดอยู่กับปัจจุบันขณะ
ความทุกข์ที่เกาะกินหัวใจมนุษย์นั้น ร้อยละ 80 เป็นความทุกข์จากเรื่องราวในอดีต ส่วนอีกร้อยละ 20 เป็นความทุกข์ที่มาจากอนาคต พูดได้เลยว่า ไม่มีใครทุกข์ ณ ปัจจุบัน แต่ถ้าไม่หมั่นเจริญสติและหลุดจากอารมณ์ปัจจุบันเมื่อไร จู่ๆ ความทรงจำบางอย่างที่เราไม่ได้คิดถึงจะกรุ่นขึ้นมาสร้างความทุกข์ให้เราจนได้
กุศโลบายง่ายๆ ในการอยู่กับปัจจุบัน คือทำอะไรอยู่ก็ขอให้รู้ เช่น เดินอยู่ก็ขอให้รู้ว่าเดิน นั่งอยู่ก็ขอให้รู้ว่านั่ง กินอยู่ก็ขอให้รู้ว่ากิน ดูอยู่ก็ขอให้รู้ว่าดู คนจำนวนมากเวลาทำอะไรมักไม่ค่อยรู้ตัว เช่น ขณะที่กินอยู่ก็ดูทีวีไปด้วย ขณะกำลังขับรถก็คุยโทรศัพท์ไปด้วย มีน้อยคนและน้อยครั้งเหบือเกินที่เราจะทุ่มทำอะไรอย่างตั้งอกตั้งใจเต็มร้อย และน้อยครั้งอีกเช่นกันที่เราจะเดินอย่างตระหนักรู้ทุกย่างก้าว
คนที่เดินอย่างมีสติทุกย่างก้าว คือคนที่เดินด้วยพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งหาได้น้อยมาก ดังนั้นการเดินอย่างตื่นรู้เช่นนี้ จึงเป็นการเดินมีค่าพอที่ดอกบัวจะผุดขึ้นมารองรับอย่างแท้จริง
ทุกวันนี้คนจำนวนมากไม่ได้เดินด้วยเท้า แต่เดินด้วยหัว เพราะเดินไปก็คิดไปด้วยตลอด บุคคลใดเดินสามก้าวโดยที่ความคิดไม่วิ่งไปไหน ตระหนักรู้อยู่ตลอด กล่าวได้ว่า คนนั้นเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการเดิน
สมมติว่าเราจะกิน ถ้าเราตั้งใจอัญเชิญช้อนเข้าปาก แล้วเคี้ยวข้าวของปัจจุบันขณะโดยไม่คิดอะไร ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ข้าวมื้อนั้นจะเป็นข้าวทิพย์ น้ำแก้วนั้นก็จะเป็นน้ำทิพย์ เพราะมีแต่การกระทำล้วนๆ โดยไม่มีผู้กระทำ หากทำได้แบบนี้ การกินข้าวก็จะนับได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะเราใช้มันเป็นเครื่องมือในการอยู่กับปัจจุบันขณะ
หรือถ้าใครอาบน้ำโดยตระหนักรู้อยู่ตลอดเวลา ความคิดไม่วิ่งไม่แวบไปไหน การอาบน้ำก็จะเป็นการปฏิบัติธรรมได้เช่นกัน
แต่ทุกวันนี้หาคนที่ประสบความสำเร็จในการอยู่กับปัจจุบันขณะได้ยากมาก เพราะส่วนมากจิตมักจะพรวดไปก่อน หรือวนเวียนอยู่ในความคิด ซึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลวในการอยู่กับปัจจุบันขณะโดยสิ้นเชิง
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า การเจริญสติต้องอยู่นิ่งๆ ใครถามอะไรมาก็ห้ามตอบ เพราะกลัวสติเตลิด ขยับก็ไม่ได้ เดี๋ยวสติหลุด แท้จริงไม่ใช่อย่างนั้น การเจริญสติคือการทำอะไรก็ได้ให้สติเจริญขึ้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่หวนคำนึงถึงความหลัง ไม่เฝ้าระวังถึงอนาคต เฝ้าจ่อจดอยู่กับปัจจุบัน บุคคลผู้นั้นจึงมีผิวพรรณผ่องใส” ประโยคนี้ก็คือที่มาของนาฬิกา Now ของท่านติช นัท ฮันห์ นั่นเอง
มนุษย์เรามีอุปนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบเคี้ยวเอื้องความทุกข์ ความทุกข์แต่หนหลังตั้งไม่รู้กี่ปีก็ชอบเก็บเอามาคิด คิดแล้วก็เป็นทุกข์ เรื่องราวที่ยังมาไม่ถึงก็ชอบดึงมากังวลไว้ก่อน กุศโลบายในการเลิกเคี้ยวเอื้องความทุกข์คือ ให้เราลองตามลมหายใจเล่นๆ ดูสักพัก แล้วเราจะรู้สึกโปร่งเบาและสดชื่นขึ้นมาได้เอง







