จะทอดกฐินอย่างไรให้ได้บุญ อย่างไรเรียกว่าทอดกฐิน ในพุทธศาสนา (ตอน ๑)
เข้าฤดูกาลออกพรรษา ตั้งใจจะไปทอดถวายผ้ากฐินกันหลายแห่ง แต่ให้มีความสงสัยว่า จะทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและไม่เป็นโทษในการทอดผ้ากฐิน
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : เข้าฤดูกาลออกพรรษา ตั้งใจจะไปทอดถวายผ้ากฐินกันหลายแห่ง แต่ให้มีความสงสัยว่า จะทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและไม่เป็นโทษในการทอดผ้ากฐิน ขอพระอาจารย์ช่วยวิสัชนาตามควรด้วยเถิด...
วิสัชนา : ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ห้วงเวลาแห่ง กาลทาน ของชาวพุทธที่กำลังดำเนินไปตามพุทธบัญญัติ จึงได้เห็นความรื่นเริงของสาธุชนที่เดินทางไปทำบุญตามวัดต่างๆ ที่ศรัทธา หรือถวายผ้ากฐินแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดนั้นๆ อันเป็นไปตามพุทธานุญาต เมื่อทรงโปรดประทานอนุญาตให้พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาในอารามครบไตรมาส มีสิทธิในการรับผ้าขาวที่เรียกว่า ผ้ากฐิน เพื่อนำเข้าสู่การกรานกฐินได้ ซึ่งเป็นกรรมวิธีในรูปสังฆกรรม อันเน้นความรักสามัคคีในหมู่สงฆ์เป็นผลิผลที่สำคัญ ทั้งนี้ ด้วยความรู้รักสามัคคีในหมู่สงฆ์ ย่อมนำความสุขมาให้ สมดังพระบาลีที่ว่า สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง จะเป็นรูปทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ไว้ใช้สำหรับขึงผ้าเย็บเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เพื่อผลัดเปลี่ยนไตรจีวรของพระสงฆ์ที่ได้รับฉันทานุมัติจากคณะสงฆ์อย่างน้อยจำนวน ๕ รูป ที่จำพรรษาอยู่ในอาวาสเดียวกัน ที่มีสิทธิรับผ้ากฐินได้จากศรัทธาสาธุชนผู้ปวารณาได้ เพื่อนำผ้ากฐินอันเป็นผ้าขาวผืนดังกล่าวไปซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม และทำพินทุกรรม เพื่ออธิษฐานเป็นผ้าครองผืนใดผืนหนึ่ง หรือทั้ง ๓ ผืน ได้แก่ สังฆาฏิ จีวร สบง ซึ่งพระสงฆ์ที่อยู่ร่วมกันในอาวาสแห่งนั้นจะช่วยกันทำ ตั้งแต่ ซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม ให้แล้วเสร็จภายในวันนั้น และภิกษุผู้ได้รับมอบผ้าจะทำการกรานกฐิน (แปลว่า ขึงไม้สะดึง) และประกาศให้ภิกษุทั้งหลายมาร่วมอนุโมทนา เพื่อจะได้ถึงอานิสงส์แห่งกฐิน ซึ่งมีอยู่ ๕ อย่าง ได้แก่
๑.เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ไม่เป็นอาบัติ ด้วยจารีตสิกขาบท
๒.เที่ยวไปด้วยไม่ถือเอาไตรจีวรไปได้ คือ ไม่เป็นอาบัติ ด้วยทุติยกฐินสิกขาบท อยู่ปราศจากไตรจีวรได้ผืนใดผืนหนึ่ง
๓.ฉันคณโภชน์ได้ คือ ไม่เป็นอาบัติ ด้วยคณโภชน์สิกขาบทและปรัมปรโภชน์สิกขาบท
๔.จีวรตามต้องการเพียงไร คือ เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ ไม่เป็นอาบัติ ด้วยปฐมกฐินสิกขาบท
๕.จีวรลาภเกิดขึ้นในอาวาสที่จำพรรษานั้น เป็นของได้แก่ พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาในอารามนั้นๆ
และได้ทรงบัญญัติต่อเนื่องในบทนี้ว่า “... จีวรกาลเธอเหล่านั้นจักได้ ทำให้เป็นการใหญ่ ยืดออกไปในฤดูเหมันต์ได้ ๔ เดือน...” สำหรับระยะเวลาทอดกฐินมี ๑ เดือน ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ก่อนหรือหลังจากนี้ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นกฐิน สิ่งสำคัญซึ่งชาวพุทธห้ามลืม ได้แก่ ภิกษุผู้รับกฐินได้ในอาวาสแห่งนั้น จะต้องมี ๕ รูปขึ้นไป และต้องจำพรรษาอยู่ตลอดไตรมาส (๓ เดือน) ไปนิมนต์ภิกษุที่อื่นมานั่งให้ครบองค์ ๕ รูป ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นกฐิน ตรงนี้ต้องขอเตือนคณะศรัทธาทั้งหลาย ให้พึงจดจำไว้ว่า นี่คือพุทธบัญญัติ นี่คือพุทธวินัย อย่าได้เชื่อบรรดาตาเถร เณร ชี ที่หวังลาภสักการะ จนกล้าหาญเหยียบย่ำพระธรรมวินัย เรื่องดังกล่าวมีข่าวอยู่บ่อยๆ จากญาติโยมที่ไปทอดกฐินตามอาวาสต่างๆ ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ด้วยหวังผลานิสงส์จากกฐินทาน ซึ่งเป็นกาลทานอันสำคัญยิ่ง ปีหนึ่งมีครั้งเดียวที่สามารถกระทำได้ และจะต้องตรงตามองค์ประกอบแห่งเงื่อนไขที่สามารถถวายกฐินได้ ดังที่กล่าวมาว่า พระสงฆ์อยู่จำพรรษาไม่ครบ ๕ รูป ไม่สามารถรับกฐินได้ เพราะการทำสังฆกรรม (หมายถึง กิจอันสงฆ์พึงกระทำ) อปโลกน์ผ้ากฐินนั้น กระทำไม่ได้.. ศรัทธาสาธุชนจึงต้องตรวจสอบให้ถูกต้องในเรื่องจำนวนพระสงฆ์จำพรรษา แม้ว่าจะอยู่ครบ ๕ รูปขึ้นไปก็จะต้องไม่ขาดพรรษา ด้วยการประพฤติล่วงพุทธบัญญัติ ทำให้พรรษานั้นขาดไป เช่น ออกจากอาวาสไปค้างแรมที่อื่น โดยไม่มีความชอบธรรมที่จะกระทำสัตตาหกรณียะ ซึ่งพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ที่อธิษฐานจำพรรษาอยู่ในอาวาสใด สามารถไปจากอาวาสนั้น ด้วยธุระเป็นเหตุให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ เช่น
สหธรรมิก หรือมารดา บิดา เจ็บป่วย ไปเพื่อรักษาพยาบาล
สหธรรมิก กระสันจะสึก รู้เข้า ไปเพื่อระงับเสีย
ไปเพื่อหาเครื่องทัพพสัมภาระมาปฏิสังขรณ์เสนาสนะได้อยู่
ทายกจะบำเพ็ญกุศล ส่งคนมานิมนต์ ไปเพื่อฉลองศรัทธาย่อมได้
เมื่อมีเหตุสามารถเป็นธุระไปด้วยสัตตาหกรณียะ จึงจะไม่ขาดพรรษา หมายถึง เมื่อมีเหตุดังกล่าว ๔ ประการ จึงสามารถไปได้ ๗ วัน แต่คืนวันที่ ๗ ต้องมาสว่าง ณ วัดที่จำพรรษา โดยพระสงฆ์ผู้ปรารถนากระทำสัตตาหกรณียะ อันเป็นไปตามพุทธบัญญัติ จะต้องเปล่งวาจาให้เพื่อนสหธรรมิกที่อยู่ร่วมอาวาสได้รับทราบด้วยว่า “... ธุระของข้าพเจ้ามีอยู่ ข้าพเจ้าจักต้องไป และจะกลับมาภายใน ๗ วัน นับแต่บัดนี้”
กรณีที่ทรงพุทธานุญาตให้พระสงฆ์กระทำสัตตาหกรณียะได้ด้วยธุระเป็นเหตุ ซึ่งธุระนั้นต้องอยู่ในกรอบ ๔ ข้อดังกล่าว บางครั้งสาธุชนจึงเห็นพระสงฆ์เดินทางในช่วงระหว่างจำพรรษาก็มีปรากฏ ซึ่งตรงนี้จะต้องเป็นความซื่อตรงของพระสงฆ์รูปนั้นๆ ที่จะต้องสำนึกรับผิดชอบในสิทธิและหน้าที่อันเป็นไปตามพระธรรมวินัยจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดถึงความควร ความเหมาะ และประโยชน์โดยธรรมเป็นสำคัญ
อ่านต่อฉบับวันจันทร์


