posttoday
White Lie โกหกสีขาว แวดวงการเมืองมักสร้างคำอมตะขึ้นให้กับสังคมเสมอ

White Lie โกหกสีขาว แวดวงการเมืองมักสร้างคำอมตะขึ้นให้กับสังคมเสมอ

04 พฤศจิกายน 2555

โดย...คุณวีรณัฐ โรจนประภาwww.kidmai.com , www.facebook.com/kidmai

โดย...คุณวีรณัฐ โรจนประภาwww.kidmai.com , www.facebook.com/kidmai

บางคำเป็นคำพื้นฐานที่คุ้นๆ กัน แต่พอนำมาควบรวมกันก็สามารถสื่อถึงเหตุการณ์เฉพาะนั้นได้ชัดโดนใจคนฟัง จนแพร่กระจายไปในแวดวงอื่นๆ ด้วย อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีคำอย่าง “กระชับพื้นที่” ที่ใช้เป็นคำทางการช่วงการชุมชนทางการเมือง แต่ภายหลังถูกนำมาในเรื่องอื่นๆ แม้กระทั่งเรื่องตลกโปกฮาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง หรือย้อนไปอีกหน่อย อย่างคำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” กับ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ก็นิยมใช้กันอยู่พักจนสร่างซาไปตามวิถีของภาษา ส่วนอีกหมวดก็เป็นคำเฉพาะที่เราไม่ค่อยคุ้นกัน อาจมีเคยผ่านหู ผ่านตามาบ้าง แต่เมื่อการเมืองนำมาใช้เลยกลายเป็นที่รู้จักและฮิตขึ้นมา ที่ใกล้ ๆ นี้ ก็เช่นคำว่า “อริยะขัดขืน” ที่ใครที่อยู่นอกวงรัฐศาสตร์ได้ยินอาจนึกว่าเป็นการประดิษฐ์คำใหม่ แต่ที่จริงเป็นคำที่มีอยู่ในตำรานานแล้ว เป็นขั้นตอนดำเนินการในการเมืองการปกครองที่มีสอนกันอยู่ทั่วไป และมาล่าสุดนี้มีอีกคำที่เราไม่ค่อยใช้กันจนเลือนๆ ไป แต่พอเป็นข่าวเชื่อว่าคงได้ฮิตกันต่อไปอีกไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากเหลือเกินในสังคมไทย นั่นคือคำว่า White Lie หรือ “โกหกสีขาว” ความหมายก็คือ การโกหกเพื่อประโยชน์ หรือบางคนแปลเสียเลิศหรูว่าการไม่พูดความจริงเพื่อความดี การไม่พูดความจริงนี้ หมายรวมไปถึงการพูดความจริงไม่หมด หรือการเลือกพูดบางอย่างเพื่อให้คนเข้าใจผิดในสาระสำคัญด้วย ซึ่งรวมแล้วก็คือการพูดเท็จ พูดโกหกนั่นเอง

White Lie โกหกสีขาว แวดวงการเมืองมักสร้างคำอมตะขึ้นให้กับสังคมเสมอ

 

บางท่านอาจถามว่า แล้วโกหกเพื่อความดีนี่ไม่ดีหรือไร ก็ต้องตอบว่า การโกหกนั้นอย่างไรเสียก็ไม่สามารถเป็นไปเพื่อความดีที่ “แท้” ได้ อาจเหมือนจะให้ผลดีอยู่บ้าง แต่หากมองในระยะยาวหรือดูผลกระทบที่รอบด้านที่สุด ต้องบอกว่ามันได้ไม่คุ้มเสีย เปรียบไปคล้ายๆ กับการทำ “การุณฆาต” ปลิดชีวิตเพื่อความกรุณานั่นแหละครับ ที่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำดั่งที่บางท่านอาจเชื่อกัน ไม่ดีทั้งต่อตัวผู้ทำและไม่ดีสำหรับผู้ถูกกระทำนั้นด้วย เพราะแม้เขาจะพ้นทุกข์ที่ทนไม่ได้ต่อหน้านี้ เขาก็ยังต้องไปรับทุกข์จากกรรมเดิมนั้นต่อในรูปแบบใหม่ที่มักจะทรมานกว่าเดิมด้วยซ้ำ

พูดถึงการุณฆาตแล้วต่อสักนิดนะครับ

ได้เคยอ่านคำถามของหลายท่านตามเว็บบอร์ด หรือนิตยสารต่างๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจปลิดชีพสัตว์เลี้ยงแสนรักที่ทุกข์ทรมานซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สะเทือนใจมาก แต่ด้วยทนเห็นเพื่อนที่แสนจะซื่อสัตย์นั้นโหยหวน หรือทุกข์ทนไม่ไหวเลยต้องทำให้พ้น “สภาพนั้น” ไป

แต่ก่อนจะพิจารณาความเหมาะสมต่อนั้น อยากให้ย้อนไปแยกแยะคำว่า “สภาพนั้น” กันอีกที ว่าคือสภาพใดกันแน่ระหว่างสภาพที่สัตว์ทุกข์ หรือสภาพที่คนเลี้ยงสัตว์ตัวนั้นทุกข์จนอยากหนีไปให้พ้น หากสังเกตให้ดีอาจตกใจก็ได้ที่น้ำหนักหลักอาจเอียงมาด้านผู้เลี้ยงทนกับความทุกข์ของตัวเองไม่ได้มากกว่า

กลับมาที่ปัญหาของผู้ถามตามเว็บบอร์ดก็คือ เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้ามาแล้ว เกิดข้อสงสัยกันขึ้นว่าการทำเช่นนั้นเป็นการผิดศีลข้อ 1 ปาณาติบาตไหม? ทำแบบนี้ได้บุญ หรือบาปกัน?

ซึ่งการตอบเรื่องกรรมนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นเรื่องอจินไตย คือ เรื่องที่ไม่ควรคิด ไม่ควรตอบ เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนเหนือความสามารถของมนุษย์ธรรมดาจะตอบได้ ขืนตอบไปอาจผิด และอาจเสียจริตกันได้ ดังนั้นผมขอยกเอาหลักเกี่ยวกับการล่วงละเมิดศีลข้อ 1 ว่าอย่างไรถึงเรียกว่าศีลขาด อย่างไรเรียกว่าการกระทำนั้นผิดศีลมาตอบนะครับ

ท่านแยกว่าหากมีองค์ประกอบในการกระทำนั้นครบองค์ 5 ก็ถือว่าผิดศีล เป็นบาปก็คือ

1.สิ่งนั้นมีชีวิต

2.รู้ว่าสิ่งนั้นมีชีวิต

3.ตั้งใจให้สิ่งนั้นสิ้นชีวิต

4.มีการกระทำเพื่อให้สิ่งนั้นสิ้นชีวิต

5.สิ่งนั้นสิ้นชีวิต

ก็ลองดูกันเองนะครับ สำหรับใครที่ถามเรื่องการุณฆาตว่ามันครบองค์ไหม หากครบก็คือผิดนั่นแหละครับ จะด้วยความรัก ความสงสาร แต่อย่างไรก็ผิดอยู่ดี เพียงแต่ผลสะท้อนกลับอาจไม่แรงนักเพราะผู้ทำไม่มีใจยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย กลับมาที่เรื่องการโกหกกันต่อนะครับ กับคำถามที่ว่าแล้วจะทำอย่างไรล่ะหากอยู่ในสถานการณ์ที่เมื่อพูดความจริงแล้วเรื่องทุกอย่างจะเลวร้ายลง ตัวอย่างชัดๆ ก็อย่างเรื่องความเจ็บป่วยของผู้ที่รับความจริงไม่ได้ ขืนพูดไปตรงๆ ตามสภาพโรคาพยาธิจริงๆ คนฟังอาจเสียใจจนเสียชีวิตจากข่าวร้ายที่ออกจากปากเราก่อนเสียชีวิตจากโรคร้ายเสียอีก คำตอบนี้ไม่ยากครับ และเช่นข้างบนผมไม่ตอบเองขอนำคำของพระพุทธเจ้าท่านมาบอกต่อแล้วกัน ท่านสอนว่าการพูดนั้นต้องประกอบด้วยเงื่อนทั้ง 5 ประการ ไม่สามารถขาดประการประการหนึ่งได้ หากไม่ครบก็ไม่พูดเสียดีกว่า 5 ประการนั้น มี 1.เป็นความจริง 2.ไพเราะอ่อนหวาน 3.ถูกเวลากาลเทศะ 4.มีเมตตา 5.เป็นประโยชน์ ดังนั้นไม่เฉพาะสถานการณ์ตามคำถามที่ถาม แต่กับทุกสถานการณ์ที่เราควรยึดหลักที่ท่านมอบไว้ให้นี้ในการพูด หรือสื่อสาร และจากองค์ประกอบทั้ง 5 นี้ จึงชัดเจนว่าขึ้นชื่อว่าพูดไม่จริง พูดเท็จ พูดโกหกนั้นอย่างไรเสียก็เป็นบาป เป็นอกุศลส่วนจะเป็นสีดำสนิท หรือออกเทาๆ ก็แล้วแต่จิตของผู้พูดขณะพูดครับ แต่ที่แน่ๆ คือไม่ใช่สีขาวแน่

“โกหกสีขาว” นั้นไม่มีอยู่จริงครับ

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว