
สปป.ลาว ตอนที่ 3 : ฟ้าสางที่วังเวียง
การเดินทางใน สปป. ลาว ของทีมงาน รายการโลก 360 องศา ในครั้งนี้
การเดินทางใน สปป. ลาว ของทีมงาน รายการโลก 360 องศา ในครั้งนี้
นอกจากจะได้ฟื้นภาพความทรงจำอันงดงามที่เคยประทับอยู่ในหัวใจเมื่อหลายปีก่อนแล้ว พวกเรายังได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ในประเทศนี้อีกมากมาย
ช่วงระหว่างนี้ใน สปป.ลาว กำลังคึกคักกับการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ASEM หรือการประชุมเอเชียยุโรป (AsiaEurope Meeting–ASEM) ซึ่งจะมีผู้นำจากนานาชาติกว่า 40 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมที่เวียงจันทน์
การได้ไปเยือนเมืองหลวง “เวียงจันทน์” หรือเมืองมรดกโลกอย่าง “หลวงพระบาง” ทำให้เรารู้สึกว่ากระแสแห่งความเจริญของโลกเข้าถึง สปป.ลาว ได้เพียงบางส่วน ขณะที่วัฒนธรรมประเพณีอันเข้มแข็งก็ยังคงปรากฏให้เห็นเด่นชัดผ่านวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนี้
เนื่องจากเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของ สปป.ลาว ทีมงานรายการโลก 360 องศา จึงมุ่งหน้าที่จะเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียงของประเทศนี้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “กุ้ยหลินเมืองลาว”
เราเริ่มเดินทางจากหลวงพระบางล่องมาทางตอนใต้ ใช้เส้นทางหมายเลข 13 จากหลวงพระบาง ผ่านเมืองพูคูน เมืองกาสี และท้ายที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ “วังเวียง” โดยใช้เวลาเดินทางกว่า 7 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางเพียงประมาณ 240 กิโลเมตรเท่านั้น
ทิวเขาอันงดงาม สายน้ำที่ฉ่ำเย็น และอากาศแสนบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือเอกลักษณ์ของ “วังเวียง” เมืองกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยหมู่ไม้นานาพันธุ์ตามธรรมชาติและมีแม่น้ำไหลผ่าน จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใครซึ่งเคยมาเยือนที่นี่ต่างพากันชื่นชมและกล่าวถึง “วังเวียง” ด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
ถนนหนทางสู่วังเวียง หากจะเปรียบเทียบกับเส้นทางในประเทศไทย คงคล้ายกับเส้นทางจาก จ.เชียงใหม่ ไป อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีลักษณะเส้นทางที่คดเคี้ยว ลัดเลาะตามภูเขา ดังนั้นใครที่จะใช้เส้นทางนี้จึงต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการขับรถ
ระหว่างที่เรานั่งรถเลาะทิวเขาไปเรื่อยๆ ก็จะพบเห็นหมู่บ้านชาวม้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ไกด์เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนชาวม้งเหล่านี้อาศัยอยู่ตามแนวภูเขาสูง แต่เมื่อมีการตัดถนนจากหลวงพระบางไปวังเวียง ทำให้คนเหล่านี้ย้ายถิ่นฐานลงมาอยู่ตามแนวถนน
รัฐบาลจึงเล็งเห็นว่าคนเหล่านี้ควรมีอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง จึงได้สนับสนุนให้ทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว ปลูกผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็นำผลผลิตที่เหลือจากครัวเรือนไปขายสร้างรายได้ และน่าสังเกตว่าผักผลไม้ของที่นี่มีสีสันสดใสน่ารับประทาน และยังมีรสชาติอร่อย ซึ่งได้รับคำบอกเล่าว่าชาวบ้านที่นี่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก
เราใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง จากหลวงพระบางลัดเลาะมาเรื่อยๆ จนเย็นย่ำจึงถึงวังเวียง วันแรกของเราจึงหมดไปกับการชื่นชมทัศนียภาพสองข้างทาง และเมื่อถึงที่พักก็เตรียมตัวเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้ในวันรุ่งขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงน้ำไหลจ๊อกๆ เมื่อเปิดหน้าต่างดูจึงได้รู้ว่าที่พักกับแม่น้ำห่างกันราว 50 เมตรเท่านั้น ถัดจาก “แม่น้ำซอง” ที่ไหลผ่าน คือภูเขาที่โอบล้อมที่ตั้งของโรงแรมที่เราพัก วินาทีแรกที่เห็นทำให้เรารู้สึกว่าอยากพักอยู่ที่นี่ไปอีกหลายวันถ้าเป็นไปได้
ไกด์เล่าให้เราฟังว่า “วังเวียง” เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในแขวงเวียงจันทน์ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับภูเขาหินปูน อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เนื่องจากมีภูเขาล้อมรอบและมีแม่น้ำซองไหลผ่านตัวเมือง
“แม่น้ำซอง” เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาววังเวียง เพราะเป็นทั้งแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงใช้เป็นเส้นทางในการสัญจรไปมาหาสู่กันระหว่างคนสองฝั่งแม่น้ำอีกด้วย
พวกเราไปเยือน “สะพานสีส้ม” ซึ่งทีมงานพากันบอกว่าคล้ายกับสะพานโกลเดนเกตของสหรัฐอเมริกา จุดนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวพากันมาถ่ายรูป และมีภาพยนตร์ รวมถึงมิวสิกวิดีโอหลายเรื่องก็มาถ่ายทำที่นี่เช่นกัน
ไกด์พาเราเดินขึ้นบันไดถึง 147 ขั้น เพื่อจะนำชมถ้ำที่สวยงามของวังเวียง ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง ที่เลือกแห่งนี้เพราะเป็นถ้ำที่มีไฟฟ้า แต่น่าเสียดายที่เมื่อพอไปถึงไฟฟ้าดับทำให้ถ้ำปิดเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว แต่จากความสูงที่เราเดินขึ้นบันไดมาถึง 147 ขั้น แม้ไม่ได้เข้าชมในถ้ำ แต่ได้ชื่นชมทัศนียภาพของวังเวียงแบบเต็มอิ่ม 360 องศา ก็นับว่าคุ้มค่าที่จะเดินขึ้นมาอย่างยิ่ง
จากจุดที่พลาดการชมถ้ำแห่งแรก ได้รับการชดเชยด้วยการนั่งรถอีแต๋นเพื่อไปยังแห่งที่สองคือ “ถ้ำปูคำ” ซึ่งเป็นถ้ำหินปูนที่มีลักษณะเป็นถ้ำวงกลม โปร่ง สูง ลึกประมาณ 50 เมตร ไม่มีหินงอกหินย้อย ไม่มีไฟฟ้าติดตั้งไว้ มีแต่แสงสว่างจากช่องเขาด้านข้างส่องเข้ามาภายในถ้ำ และตรงกลางของถ้ำยังมีพระนอนประดิษฐานอยู่ ซึ่งชาวลาวบอกกับเราว่าถ้ำเปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่ง ดังนั้น คนลาวจึงนิยมนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในถ้ำต่างๆ
ไฮไลต์ของถ้ำนี้ก็คือ บลูลากูน บ่อน้ำสีฟ้าใส มีน้ำเย็นฉ่ำ นับเป็นอีกหนึ่งจุดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะสามารถลงไปเล่นน้ำได้ และยังสามารถขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อที่จะกระโดดน้ำ อันเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานให้แก่นักท่องเที่ยวไม่น้อย
ก่อนตะวันตกดินพวกเราก็ปิดท้ายด้วยประสบการณ์อันแสนประทับใจ นั่นคือการนั่งเรือหางยาวล่องแม่น้ำซอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เพราะกิจกรรมนี้จะทำให้ได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่สวยงามอย่างแท้จริงของวังเวียง ได้พบเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมสองฝั่งน้ำ และสนุกสนานไปกับกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัก และการนั่งห่วงยางลอยตามกระแสน้ำ
ติดตามชมเรื่องราวและภาพงดงามแห่งความประทับใจอีกมากมายของ “วังเวียง” ได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทาง ททบ.5







