posttoday
ความตายบันดาลใจ

ความตายบันดาลใจ

24 มีนาคม 2553

....หนูดี – วนิษา เรซ

พูดเรื่องสุขภาพกันมาสองสัปดาห์ หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่องหนึ่งที่ใกล้กับสุขภาพมาก และเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของหนูดีเสมอ คือ “ความตาย” ค่ะ

เมื่อตอนอายุ 15 ปี หนูดีไม่เคยคิดถึงความตายแม้แต่สักนิด ไปงานศพยังไม่ชอบเลย รู้สึกประหลาด และเด็กอายุเท่านั้น ความตายช่างเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่และคนเจ็บป่วย

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ให้หนูดีต้องมาคิดถึงความตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ วันนั้นเริ่มต้นง่ายๆ แบบวันทั่วไป หนูดีนั่งรถไปเที่ยวและรถก็ชนแรงมาก ตัวหนูดีเองหน้าฟาดอย่างแรง เลือดไหลลงมาเต็มเสื้อ ถูกพาไปถึงห้องฉุกเฉินแบบไม่ค่อยรู้ตัว และถูกเย็บไปหลายสิบเข็ม แผลใหญ่ที่สุดอยู่บนหน้าผาก เป็นรอยพาดเห็นชัดเหมือนตะขาบ ยังดีที่ตาไม่บอด แต่ต้องทำศัลยกรรมหลายครั้ง จนเก็บไว้เตือนใจว่า ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน

หลังจากครั้งนั้นลืมตาตื่นขึ้นมาได้คิดเป็นครั้งแรกว่า เราตายได้ ถึงยังเด็กอยู่ก็ตายได้

หลังเรียนต่อต่างประเทศจนจบปริญญาตรี หนูดีก็หอบใบปริญญากลับมาเที่ยวบ้าน ในช่วงเหลื่อมของการสมัครไปเรียนต่อปริญญาโท ถือโอกาสเที่ยวทะเลทางใต้กับหนูหวาน น้องสาว เราไปพักกันที่เขาหลัก

เป็นครั้งที่ประเทศเราต้องสูญเสียอย่างหนักจากเหตุการณ์สึนามิ

เราอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ มีครอบครัวลูกศิษย์วัยอนุบาลของหนูดีบังเอิญพักที่เดียวกัน เราย้ายไปหาดป่าตองในเช้าวันหนึ่ง โดยไม่ได้สังหรณ์ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นทุกคนมีชีวิตอยู่พร้อมหน้า

วันรุ่งขึ้นคลื่นใหญ่พัดเข้ามาแล้วกวาดทุกอย่างลงทะเล คนเดียวที่เหลือรอดมาได้คือ ลูกศิษย์วัย 5 ขวบของหนูดี น้องหายไปเป็นวัน แต่จำได้ทุกอย่าง ตอนเกิดโศกนาฏกรรม ไม่มีใครหลับลง พ่อแม่และครูเป็นร้อยเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ จนนาทีที่ภาพน้องปรากฏขึ้นทางโทรทัศน์แล้วพูดว่า “พ่อแม่อยู่ไหนไม่ทราบ แต่ขอให้คุณครูที่โรงเรียนวนิษาช่วยมารับหนูด้วย”

จากคำของน้อง เมื่อเกิดเหตุพ่อแม่จับแขนน้องคนละข้างให้คว้าต้นมะพร้าวไว้ แล้วทั้งสองก็ลอยหายไปกับน้ำ ซึ่งไม่ทำให้หนูดีประหลาดใจเลย เพราะด้วยบุคลิกทั้งสองคนในวินาทีคับขันต้องเลือกให้ลูกรอดก่อนตัวเองแน่นอน งานศพถูกจัดขึ้นในเวลาต่อมาท่ามกลางความเสียใจของทุกคน

ครอบครัวเราตัดสินใจไปเป็นล่ามอาสาที่โรงพยาบาลพังงา 3 วัน

เป็น 3 วันมหัศจรรย์ของหนูดี เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ “ลืมตัวเอง” ไปเลย จะคิดถึงตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อรอบตัวเต็มไปด้วยความตาย ความบาดเจ็บ และความสูญเสีย หนูดีเข้าไปอยู่ในวอร์ดกระดูก วันๆ เห็นผู้ป่วยที่กระดูกแตก กระดูกโผล่ กระดูกหัก เพราะโดนของแข็งฟาดเข้าตอนอยู่ใต้น้ำ คุณหมอบอกว่าพวกนี้โชคยังดี บางคนขาขาดเพราะโดนหลังคาสังกะสีตัดตอนพยายามว่ายน้ำเอาชีวิตรอด ส่วนใหญ่ก็ติดเชื้อมากกว่าปรกติ เพราะน้ำทะเลนั้นไม่ปกติค่ะ คลื่นได้พัดพาเอาของเสียจากส้วม รวมถึงน้ำมันรถปะปนมาด้วย ทำให้หมอต้องทำงานหนักว่าเคย

คนไข้ชายชาวยุโรปหน้าตาใจดีแต่เศร้ามากคนหนึ่ง ไม่ยอมให้หมอรักษา ขอให้ปล่อยเขาให้ตาย ในมือเขากำภาพถ่ายหนึ่งใบไว้แน่น เมื่อหนูดีถามเขาว่า หมอขอรักษาได้ไหม เขามองหน้าหนูดีด้วยตาเศร้าที่สุดที่หนูดีเคยเห็นแล้วยื่นภาพถ่ายให้ดู ในภาพนั้นเป็นผู้หญิงสาวผมบลอนด์หน้าตาใจดีเหมือนกัน จับมือเด็กอายุประมาณ 5 ขวบไว้แล้วอุ้มเด็กตัวเล็กๆ อีกคนอายุไม่น่าเกิน 6 เดือน เห็นแล้วพูดไม่ออก ไม่สามารถปลอบอะไรได้เลย เพราะมั่นใจว่าลูกคนเล็กของเขาต้องเสียชีวิตไปแล้วแน่นอน เด็กเดินไม่ได้ จะเอาแรงที่ไหนมาว่ายน้ำ ผู้ชายคนนั้นมองหน้าหนูดีแล้วพูดเสียงเบาว่า ไม่ต้องเสียเวลามารักษาเขาหรอก ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เราคุยกันว่า อย่างไรหมอก็ต้องรักษา ถ้ายังไม่ได้เห็นศพภรรยาก็อย่าเพิ่งหมดหวัง ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น เราหาภรรยาเขาไม่พบเลย

ความตายจ่ออยู่ตรงปลายจมูกเราทุกวินาที

แต่ในความหดหู่ก็มีเรื่องที่ทำให้พวกเราดีใจเหมือนกัน เพราะหนึ่งในคนไข้ชายของหนูหวาน มีคนหนึ่งที่ปฏิเสธการรักษา เป็นชายฝรั่งวัยกลางคนที่ไม่พูดไม่จา ไม่อยากรักษา ไม่ยอมแม้กระทั่งจะกินอาหาร พูดอยู่คำเดียวว่า “ช่วยหาภรรยาให้หน่อย” พยาบาลโทรศัพท์ไปทุกที่ ทั้งในพังงาและภูเก็ต เลยไปถึงตะกั่วป่า แต่ก็ไม่ง่ายเลย เพราะระบบก็ยังไม่เป็นระบบ คนไข้กระจายกันอยู่ทุกที่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครเป็นศพไปแล้ว และคนที่รอดมาหลายคนก็ยังสลบอยู่ ไม่สามารถบอกชื่อตัวเองได้

ประมาณวันที่ 3 ไม่น่าเชื่อ ว่าเราติดต่อโรงพยาบาลในภูเก็ตได้ พบว่า ภรรยาของเขายังมีชีวิตอยู่และปฏิเสธการรักษา ร้องไห้ ไม่ยอมกินอาหาร จะหาสามีให้เจออย่างเดียวเช่นกัน

เราแทบจะฉลองกันนาทีนั้น และคุณสามีก็ยอมรับการรักษาทุกอย่าง ยิ้มหน้าบานไม่มีหุบ กินข้าวกินปลา แล้ววันรุ่งขึ้นก็ถูกเข็นไปขึ้นรถพยาบาลทั้งๆยังขาเข้าเฝือกอยู่เลย หน้ายิ้มแป้น ทางภูเก็ตเองก็แจ้งข่าวมาว่า ภรรยาหยุดยิ้มไม่ได้ ตั้งแต่ทราบเรื่องสามีและยอมรับประทานอาหารทุกอย่างที่เอาไปเสิร์ฟเลยค่ะ นั่นเป็นข่าวดีจำนวนน้อยในห้วงเวลาหายนะ

ชีวิต สุขภาพ และความตาย เป็นเรื่องเดียวกัน

เราจะใช้ชีวิตอย่างไร ดูแลร่างกายนี้อย่างไร แบบคนที่รู้ว่า ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว

พระชาวทิเบตท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า “เราไม่รู้หรอกว่า พรุ่งนี้กับชาติหน้า อะไรจะมาถึงก่อนกัน”

น่าคิดนะคะ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ