
พลาสติกชีวภาพ
โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน
โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน
เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีองค์กรหนึ่งชื่อว่า “องค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อม” ได้ระดมอาสาสมัครจากทั่วโลกเกือบๆ เจ็ดแสนคนในภารกิจเก็บขยะตามชายหาดทั่วโลก คิดเป็นระยะทางของชายหาดที่อาสาสมัครกลุ่มนี้ปฏิบัติภารกิจราวๆ 3.4 หมื่นกิโลเมตร หลังภารกิจเสร็จสิ้นสามารถเก็บขยะได้ประมาณ 4,200 ตัน
ขยะที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของภารกิจนี้คือ ก้นบุหรี่ประมาณ 2 ล้านชิ้น อันดับ 2 เป็นฝาของเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ประมาณ 1.2 ล้านชิ้น ขวดพลาสติกติดตามมาเป็นอันดับสาม 1.1 ล้านชิ้น ส่วนอีก 7 อันดับที่ตามมาประกอบด้วย ถุงพลาสติก โฟมใส่อาหาร จาน ช้อน ส้อม ขวดแก้ว และกระป๋องเครื่องดื่ม
ขยะทั้งสิบอันดับนี้กินสัดส่วนของขยะไป 80% แล้ว ขยะทั้งหมดที่กล่าวมา องค์กรสิ่งแวดล้อมระบุว่าเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น เพราะขยะส่วนใหญ่จมอยู่ในทะเล ถุงพลาสติก และกล่องโฟมที่จมอยู่ในทะเลนี้แหละที่จะเป็นอันตรายกับมนุษย์แม้จะเป็นเพียงทางอ้อมก็ตาม เพราะสัตว์ทะเลที่กินพลาสติกและโฟมเข้าไป ซึ่งพวกนี้คือสารพิษดีๆ นี่เอง เมื่อมนุษย์จับสัตว์เหล่านี้มากินเป็นอาหาร สารพิษก็จะกลับมาสู่มนุษย์อีกครั้งหนึ่งในฐานะผู้ทิ้งขยะ
ในบรรดาขยะทั้งหมด ขยะที่มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าใครคงหนีไม่พ้น ถุงพลาสติกกับกล่องโฟม เพราะขยะทั้งสองชนิดนี้ย่อยสลายยาก ถุงพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายตามธรรมชาติ 450 ปี ส่วนกล่องโฟมดุเดือดกว่าถุงพลาสติกมากทีเดียวเพราะเวลาย่อยสลายราว 1,000 ปี ในขณะที่ขยะประเภทอื่น เช่น กระดาษ 5 เดือนย่อยสลายหมด เปลือกผลไม้ต่างๆ เช่น ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน ถ้วยกระดาษเคลือบไขใช้เวลานานหน่อย 45 ปี รองเท้าหนัง ใช้เวลา 40 ปี
พลาสติกเกิดจากการสังเคราะห์ปิโตรเลียม พลาสติกที่ได้ 1 กิโลกรัมต้องใช้ปิโตรเลียมในการผลิตถึงครึ่งกิโลกรัมเลยทีเดียว คนไทยกลายเป็นพวกเสพติดกล่องโฟมติดอันดับโลกไปแล้ว เพราะใน 1 วัน คนไทยใช้กล่องโฟมกันถึง 150 ล้านกล่อง
กล่องโฟม 150 ล้านกล่องนี้ เมื่อใช้เสร็จก็หมดภาระของมัน มันก็กลายเป็นขยะในช่วงเวลาไม่นาน และสุดท้ายการกำจัดขยะในประเทศไทยก็คือการฝังกลบ และอย่างที่ทราบอีก 1,000 ปี มันถึงจะสลายหายไปผสมผสานกับดินได้
กล่องโฟมที่ผลิตกันออกมานั้นวัตถุประสงค์เพื่อใช้ใส่อาหารแห้ง อาหารเย็น เท่านั้น แต่ประเทศไทยอาหารส่วนใหญ่เป็นของร้อนทั้งนั้นไม่ว่า ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว เหตุที่ไม่ให้ใส่อาหารร้อนๆ ก็เพราะว่าในกล่องโฟมมันมีสารอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า “สไตรีน” มันเป็นสารที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในโฟมและมีคุณสมบัติเด่นที่สุดคือเป็นสารก่อมะเร็ง
สารสไตรีนตัวนี้เมื่อทำปฎิกริยากับความร้อน มันสามารถละลายแล้วปะปนกับอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้าในอาหารนั้นมีน้ำส้มสายชู หรือบ้านเราเรียกว่าพริกน้ำส้มนั้นแหละมันจะละลายได้ดีขึ้นอีกหลายเท่า
คงหมดข้อสงสัยแล้วใช้ไหมครับว่าทำไมคนไทยถึงเป็นมะเร็งกันมากขึ้น
ในปัจจุบันประเทศแถบยุโรป และอเมริกา เขาเลิกใช้ถุงพลาสติก และกล่องโฟม แบบเดิมๆ กันแล้ว เขาหันมาใช้พลาสติกชีวภาพกันหมดครับ
พลาสติกชีวภาพ ก็คือพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ภายใน 90 วัน เพราะมันผลิตจากวัสดุทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด อ้อย บีท ถั่วเหลือง มันเทศ มันสำปะหลัง พืชน้ำมันบางชนิด มีหลายชนิดมีอยู่ในประเทศไทย ในวันนี้เทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกชีวภาพมีการพัฒนาไปมาก
บ้านเรามี บริษัท พีทีที เอ็มซีซีไบโอเคม ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ปตท ของไทย กับ บริษัท มิตซูบิชิ เคมีคอล ของประเทศญี่ปุ่น ได้ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจากน้ำตาลเป็นโรงงานแรกของโลก
เขาเรียกว่าพลาสติกชีวภาพ PBS มีคุณสมบัติเด่นๆ ก็คือ สามารถย่อยสลายได้ภายใน 23 เดือนเท่านั้น สามารถนำไปผสมกับพลาสติกชนิดอื่นๆได้ เพื่อผลิตเป็นของใช้มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี ใช้ทำเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เพื่อคลุมหน้าดินให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา นำไปใช้ทำถุงก๊อบแก๊บได้ ใช้ทำเป็นกล่องโฟมใส่อาหารได้โดยไม่เป็นอันตราย ย่อยสลายในน้ำได้ และสุดท้ายถ้าคนไทยใช้กันมากๆ ก็จะลดปริมาณขยะในหลุมฝังกลบได้ถึง 20 %
ผู้ประกอบการบนเกาะเสม็ดประมาณ 60 แห่งได้เข้าร่วมโครงการลดการใช้ถุงพลาสติกหันมาใช้ถุงพลาสติกชีวภาพ แม้ว่าราคาถุงพลาสติกชีวภาพจะแพงกว่าถุงพลาสติกธรรมดาอยู่ประมาณ 4 เท่าก็ตาม ผู้ประกอบการเหล่านั้นบอกว่าในโครงการนี้จะทำให้ลดปริมาณขยะจากถุงพลาสติกบนเกาะไปได้ถึง 700 ตัน/ปี และลดการปล่อย CO2 สู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 5,000 ตัน/ปี
แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการเล็กๆ แต่พวกเขาก็ภูมิใจที่มีส่วนได้ทำให้เกาะเสม็ดของพวกเขาน่าอยู่ขึ้น และทำให้โลกใบนี้เดินไปสู่จุดจบช้าลง







