posttoday
ดิน น้ำ ไฟ ลม

ดิน น้ำ ไฟ ลม

07 ตุลาคม 2555

ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นการแจกแจงธาตุในแบบศาสตร์โบราณ ต่างจากปัจจุบันที่เรามักคุ้นกับชื่อของธาตุ

โดย...คุณวีรณัฐ โรจนประภา 

ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นการแจกแจงธาตุในแบบศาสตร์โบราณ ต่างจากปัจจุบันที่เรามักคุ้นกับชื่อของธาตุ เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ฯลฯ แต่ไม่ว่าระบบไหนสิ่งที่เหมือนกันคือพื้นฐานของคำว่าธาตุ ซึ่งหมายถึงหน่วยย่อยที่สุดที่ไม่สามารถแยกแยะต่อได้อีก

แต่เหตุใดถึงได้ต่างกันมากเหลือเกิน ของเก่าได้เพียง 4 ของใหม่ได้มากมายเกินร้อย ทั้งยังพบเจอธาตุใหม่ๆ ขึ้นอยู่ตลอด

หากมองมุม “ความนิ่ง” ขององค์ความรู้ก็ต้องบอกว่ายุคนี้ศาสตร์สมัยใหม่พ่ายภูมิปัญญาโบราณอย่างสิ้นเชิง เพราะธาตุระบบที่บรรพบุรุษเราใช้มาหลายพันปีนั้น สอนตั้งแต่เริ่มว่ามี 4 ผ่านมาอีกหลายพันปีก็ยังคงเป็น 4 อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง (ไม่กล่าวถึงอีกสองธาตุคืออากาศธาตุอันเป็นธาตุว่างเปล่าเพื่อให้สรรพสิ่งสามารถตั้งอยู่ได้ กับวิญญาณธาตุที่ทำงานในเชิงนามธรรม)

ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้เป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่งที่เป็นรูปธรรมจริงๆ และครอบคลุมครบทุกการค้นพบใหม่ในอนาคตไว้หมดแล้ว ทั้ง 4 เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งต่างๆ ด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะที่จะเป็นสิ่งนั้นๆ

มีไฟ อุณหภูมิสูงขึ้นเกิดการสั่นสะเทือน เกิดการเปลี่ยนแปลงในแรงยึดเหนี่ยวจากเหนียวแน่นให้จางคลายลง ทำให้จากเป็นดินซึ่งเป็นของแข็งกลายเป็นน้ำที่เป็นของเหลว จากน้ำกลายเป็นอากาศ เคลื่อนเป็นลม หมุนเวียนกันไป เพื่อให้เกิดสมดุลขึ้นในชั่วขณะหนึ่งๆ

ดิน น้ำ ไฟ ลม

 

ร่างกายคนก็เช่นกัน ประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน 4 อย่างนี้ ทำงานหมุนเวียนกันอย่างสมดุลในภาวะร่างกายปกติ ซึ่งเมื่อธาตุใดเปลี่ยนไป มากไป หรือน้อยไป ก็สะท้อนออกมาเป็นโรคภัยไข้เจ็บ การรักษาจึงทำด้วยการปรับสมดุลนั้นให้กลับมา

ฟังง่าย... ง่ายจนคนสมัยใหม่หลายคนไม่ศรัทธา แต่หากมองให้ลึกจะเห็นว่าง่ายๆ นี่แหละที่แก้ไปถึงต้นตอจริงๆ ไม่ใช่ไปแก้ตามอาการ หรือบำบัดที่ปลายเหตุ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาเพราะเป็นธรรมชาติบำบัดที่ค่อยๆ ปรับสมดุลให้เข้าที่เพื่อจะได้กลับมาสมบูรณ์เช่นเดิม ไม่ด่วนทันใจแบบเคมีบำบัด ซึ่งเร็วจริงแต่ก็มีผลข้างเคียง (อันไม่พึงปรารถนา) ตามมาด้วยเช่นกัน

ที่ยกมานี้ก็เพราะรู้สึกภูมิใจกับโอกาสของตนเองเหลือเกินที่ได้เรียนรู้ ศึกษาภูมิปัญญาสูงค่านี้ ทั้งยังเสียดายอยู่ไม่น้อยหากคนรุ่นใหม่จะไม่เห็นค่าและไม่สนใจศึกษากัน ซึ่งจากที่ได้สัมผัสคนที่ละเลยไปนั้น มิใช่เพราะพวกเขาไม่เคารพ ศรัทธา แต่เป็นเพราะเขายังไม่รู้ว่าศาสตร์โบราณนั้นสอนอะไร มีความรู้อะไรให้เข้าไปศึกษาบ้าง นึกออกกันแต่เรื่องของพิธีกรรม จารีต ประเพณีต่างๆ

ทั้งที่จริงเรามีภูมิปัญญาชั้นเลิศให้ศึกษามากมายที่ทรงค่ามาก

ซึ่งเกณฑ์วัดความมีประสิทธิภาพเกณฑ์หนึ่งที่นิยมใช้กันไม่เว้นแม้กับแวดวงวิชาการสมัยใหม่ของทางตะวันตกเองก็คือ “ความง่าย” ในการเข้าใจ และ “ประสิทธิภาพ” หรือประโยชน์ที่ได้จากทฤษฎี ความรู้นั้น และนี่เองเป็นอีกเครื่องพิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมของบรรพบุรุษเรา

ใช้ง่าย และ ได้ประโยชน์

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น เรื่องการรักษา อดีตใครป่วยก็เดินเข้าไปหาพืช สมุนไพรหลังบ้าน หรือไกลหน่อยก็ในป่ามารักษา ก็ช่วยให้หายป่วยอยู่รอดกันมานับพันปี แต่สมัยใหม่ป่วยต้องไปโรงพยาบาล คลินิกปิด หมอหยุด ยาหมดก็สาหัสหรือถึงตายได้

หรืออย่างเรื่องธาตุที่นำมาเกริ่นกัน ธาตุของวิชาการใหม่ก็มักจะอยู่ในตำรา นำออกมาให้คนศึกษาใช้จริงลำบาก ลองถามแค่เรื่องใกล้ตัวอย่างร่างกายเราประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ใช้ทฤษฎีนี้ก็ต้องนึกกันนานหน่อยและได้คำตอบมาไม่ครบถ้วน อาจได้แค่ชื่อคุ้นๆ พวก คาร์บอน แคลเซียม เหล็ก แถมนึกได้แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ใดหากเราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักวิจัย หรือไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้อง

แต่หากใช้วิถีเดิมจากคำถามเดียวกันว่าร่างกายของเราที่นั่งอ่านหนังสืออยู่นี่แหละประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ทุกคนก็สามารถให้คำตอบได้ สามารถแยกธาตุได้ครบถ้วนไม่ยากเลย

อวัยวะที่แข็งๆ เป็นเนื้อ เป็นหนัง ฟัน กระดูกในร่างเราก็คือธาตุดิน และเมื่อมองต่อก็จะพบว่าไม่ต่างจากของแข็งนอกตัวอื่นๆ หรือดินจริงๆ พื้นดินที่เราเดินเหยียบอยู่เลย ส่วนขั้นนำทฤษฎีไปใช้ให้เกิดปัญญาก็แค่นึกถึงศพถูกฝัง ก็จะเห็นตามไม่ยากเลยว่า ท้ายสุดแล้วดิน (ที่เคยเป็นร่างของเรา) ก็สลายย่อยรวมไปกับดิน (ที่เคยเป็นของนอกร่างกายเรา)

พูดถึงน้ำ ก็นึกออกว่าในร่างเรามีน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำย่อย ที่เมื่อไหลไปรวมกับน้ำในแม่น้ำ น้ำในบ่อ น้ำใต้ดิน ก็กลืนไปเป็นเนื้อเดียวกัน

พูดถึงลม ก็เห็นลมหายใจ ลมในท้อง ในลำไส้ ที่เมื่อปล่อยออกมาก็พัดรวมไปกับลมอากาศข้างนอก เป็นลมเดียวกัน อากาศเดียวกัน

พูดถึงไฟ ก็เห็นอุณหภูมิที่แปรเปลี่ยนไป และจะปรับจนเสมอกันยามเราตาย

แค่นึกเพียงนี้เราก็ได้ประโยชน์มหาศาล ไม่เชื่อคุณลองนั่งแยกธาตุในตัวคุณตอนนี้ดูซิครับ อวัยวะแข็งๆ ย่อยสลายรวมไปกับดิน ของเหลวทั้งหมดไหลไปรวมกับน้ำ ลมที่พัดไปมาก็พัดไปมาในอากาศ อุณหภูมิร้อนเย็นก็เป็นอุณหภูมิเดียวกัน

แล้ว “ตัวเรา” อยู่ไหน

เราจะโลภกอบโกยทรัพย์สมบัติให้ใคร

เราจะเข่นฆ่าด่าทอคนอื่นให้สะใจไปไย

เราจะยังหลงเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่านไปเพื่อประโยชน์ใด

แยกธาตุอย่างปราชญ์ จะได้ออกมาซึ่งปัญญาจาก “มรณานุสติ” เช่นนี้ น่าภูมิใจกับภูมิปัญญาของปราชญ์โบราณจริงๆ

มาลองแยกธาตุตัวเองเพื่อปัญญาอันยิ่งกันนะครับ!

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค