
จัดเอฟวันหรือฝันกลางวัน
ทันทีที่กระแสข่าวที่ประเทศไทยต้องการเป็นเจ้าภาพรถสูตร 1 ออกมา ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย บ้างก็เห็นดี บ้างก็ไม่เห็นด้วย
โดย...ราชันเบอร์ 23
ทันทีที่กระแสข่าวที่ประเทศไทยต้องการเป็นเจ้าภาพรถสูตร 1 ออกมา ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย บ้างก็เห็นดี บ้างก็ไม่เห็นด้วย คำถามต่างๆ ก็ลอยขึ้นมาบนหัวผู้เขียนเช่นกัน ทำนองว่าบ้านเราจัดแล้วจะได้อะไร ถึงขนาดแอบคิดเลยเถิดไปว่า เป็นการหาเสียงของบางกลุ่มหรือไม่ จึงตัดสินใจรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ดูว่า
ไทยแลนด์มีสิทธิเป็นเจ้าภาพหรือเปล่า???
ไอเดียบรรเจิด
หากย้อนไปเมื่อปลายปี 2553 ที่ถนนราชดำเนิน มีการปิดถนนโชว์ความเร็วของรถฟอร์มูลาวัน หรือเอฟวัน ที่กระทิงแดงส่งเข้าประกวด ซึ่งปีนั้น มาร์ก เว็บเบอร์ นักขับออสซี สังกัดเรดบูล มาขับโชว์บริเวณถนนราชดำเนินรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท่ามกลางแฟนมอเตอร์สปอร์ตจำนวนมาก และทั้งภาพทั้งข่าวตีข่าวไปทั่วโลกในวันนั้น ทำให้กระแสการจัดเอฟวันเกิดขึ้น ณ บัดนั้น
กระแสดังกล่าวทำให้ ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เด้งรับลูกสั่ง “บิ๊กหนุ่ม” กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย รีบไปศึกษาข้อดีข้อเสีย และความเป็นไปได้มาอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี เหมือนทุกอย่างจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ยิ่งกระตุ้นให้ความฝันดังกล่าวเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อ “บิ๊กหนุ่ม” บินไปดอดคุยกับ เบอร์นี เอ็คเคิลสโตน เจ้าของเอฟวันถึงแดนลอดช่อง
ไทยออกตัวแรง
หลังจากนั้นสื่อแทบทุกสำนักต่างเสนอข่าวไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดเอฟวันแล้ว แต่สื่อนอก หรือเอฟไอเอ ไม่มีการออกข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย พูดง่ายๆ ก็คือ เราพูดอยู่ฝ่ายเดียว และถ้าไม่ได้เป็นเจ้าภาพอาจจะมีอาการหน้าแตกเกิดขึ้น เพราะการจะการแข่งขันเอฟวันมีองค์ประกอบเยอะมาก
แค่สตาร์ตเรียกน้ำย่อย
ขั้นตอนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลก
First agreement - draft proposal-full proposals-action plan
สำหรับไทยที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่งรถฟอร์มูลาวันอยู่ในขั้นตอนแรก คือ ทางเอฟไอเอตกปากรับคำให้ไทยเป็นเจ้าภาพเพียงวาจา ต้องรอให้มี Official Agreement หรือให้มีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อนทุกอย่างถึงจะดำเนินต่อไปได้ ยังเหลืออีกหลายขั้นตอนต่อจากนี้
คุ้มหรือไม่คุ้ม
จุดขาย ในแง่ของจุดขาย หากไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ จะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างสนามต่างๆ เช่น โมนาโก กรังด์ปรีซ์, สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์, ดูไบ กรังด์ปรีซ์ หรือ เซี่ยงไฮ้ กรังด์ปรีซ์ หรือไม่ ต้องหาจุดขายของประเทศให้ได้ ซึ่งไทยก็มีจุดขายในเรื่องการท่องเที่ยวหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่จะสร้างความแตกต่างอย่างไรกับสนามที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้แฟนๆ กีฬาความเร็วทั่วโลกรู้จักเมืองไทย และพูดถึงสนามแข่งเอฟวันที่เมืองไทย
ถ้าทำให้พวกเขาเห็นได้ในจุดนี้ ถือว่าคุ้มในแง่ของการประชาสัมพันธ์ เหมือนอย่างเช่น การที่บีอีซี เทโรศาสน ดึงเอา สเวน โกรัน อีริกส์สัน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษมานั่งแท่นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสโมสรบีอีซี เทโรศาสน ถามว่า คุ้มหรือเปล่าในแง่ของผลงานเอายอดกุนซือมาทำทีมเยาวชน ก็ไม่น่าจะคุ้ม แต่ในเรื่องของอิมเมจต่อสายตาต่างชาติ ที่สำนักข่าวต่างประเทศตีข่าวอยู่เรื่อยๆ น่าจะคุ้มในแง่ภาพลักษณ์
โมเดลของสนามแข่ง
หากปีนี้ไทยได้ไฟเขียวจากเอฟไอเอจริงๆ เราต้องเริ่มจากไนต์เรซ นั่นคือ เป็นการแข่งตอนกลางคืนเหมือนอย่างสิงคโปร์ เนื่องจากเวลาจะได้เอื้อต่อผู้ชมในยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักของเอฟวัน ถ้าหากเราจะลงทุนสร้างสนามแข่ง (เซอร์กิต) ที่ไม่ใช่การปิดถนนแข่ง (สตรีตเรซ) ก็ต้องพิจารณาถึงความจริงที่ว่าสนามที่สร้างใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีรูปแบบที่สวยและมีมูลค่าสูง มันจะคุ้มกับการลงทุนหรือเปล่า หลังจากสร้างเสร็จเราจะบริหารจัดการอย่างไรต่อ
เมื่อไม่มีการแข่งขัน ค่าบำรุงรักษาที่ต้องใช้เงินทุนมาก ตรงนี้จะเอามาจากไหน เป็นสิ่งที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องนำไปคิดให้มาก จริงๆ ระหว่างสตรีตเรซกับเซอร์กิต เห็นว่าสตรีตเรซจะดีและเหมาะสมกับเมืองไทยมากกว่า ที่สำคัญต้องดูเรื่องสภาพถนนว่าได้มาตรฐานหรือเปล่า รวมถึงความปลอดภัยและบุคลากรที่เข้ามาดูแลและอัฒจันทร์คนดู อย่างที่สิงคโปร์จะมีการปิดถนนก่อนการแข่งขันหนึ่งอาทิตย์ ปิดเมือง และเอฟไอเอจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบว่ามีตรงไหนที่ต้องปรับปรุง
เงินทุน ต้องระดมเงินทุนมหาศาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ค่าลิขสิทธิ์ตกปีละ1,250 ล้านบาทต่อปี ต้องทำสัญญา 5 ปี คิดเป็นเงิน 6,250 ล้านบาท สมมติครั้งแรกจัดแบบไนต์เรซจะใช้ต้นทุนน้อยที่สุด เพราะยังไม่ต้องสร้างสนามใหม่ เพียงแค่ปิดถนนเท่านั้น หลังจากนั้นช่วงที่ 2 หลังจาก 3 ปีแรก ต้องสร้างสนามถาวรของตัวเอง งบประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งข่าวออกว่ามีเอกชนเข้าร่วมสนับสนุนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เรดบูล, ฮอนด้า, สิงห์ และอื่นๆ
ปฏิบัติการนำร่อง
อย่างน้อยปลายปีนี้ จะมีปฏิบัติการนำร่องโดยมีการแข่งขัน เรซ ออฟ แชมเปียน มีนักแข่งระดับโลกมาร่วมแข่งขันมากมาย เพื่อเป็นการชิมลางก่อนถึงการแข่งขันเอฟวัน ที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในนามทีมชาติเยอรมนี ซึ่งล่าสุด “ไส้กรอกบิน” มิชาเอล ชูมัคเกอร์ แชมป์โลก 7 สมัย ชาวเยอรมัน ตอบรับมาเมืองไทยแน่นอนแล้ว
ตอบโจทย์ของเอฟไอเอได้หรือเปล่า
ปฏิทินการแข่งขันของเอฟไอเอ ระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ย. ช่วงปิดฤดูกาลช่วงเดือน พ.ค. สมมติว่าไทยได้เป็นเจ้าภาพ จะขอเพิ่มไทยอีกหนึ่งสนามของปฏิทินการแข่งขัน มันจะคุ้มค่าใช้จ่ายหรือเปล่า จุดนี้ทางเอฟไอเอต้องไปคุยกับทุกทีมที่แข่งขันว่าโอเคหรือเปล่า และที่สำคัญตอนนี้สิงคโปร์ต่อสัญญาอีก 5 ปี ทำให้โอกาสของเรายากขึ้น
อีกเรื่องเป็นเรื่องของความเหมาะสมของช่วงเวลา ซึ่งตอนนี้มี 20 สนามทั่วโลก สนามสุดท้ายเดือน พ.ย. จะปิดฤดูกาล ทำให้ระยะเวลาในการพักของทีมแข่งน้อยลง นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายบุคลากรของเอฟไอเอที่ต้องขนย้ายสิ่งของไปยังสนามต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น สนามสุดท้ายที่บราซิล และไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อจากบราซิล ค่าขนส่งจากทวีปอเมริกาใต้มายังเอเชีย มันเยอะมาก มันจะคุ้มหรือเปล่า ตรงนี้เอฟไอเอต้องคิดหนัก หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง เกิดเราสร้างสนามใหม่ขึ้นมา เพราะถ้าเราสร้างสนามขึ้นมาใหม่แบบ เซปัง เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ค่าบำรุงรักษาแพงมาก ส่วนกรณีจัดไปไม่ครบตามสัญญา 5 ปี เนื่องจากเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น อัฒจันทร์ไม่ได้มาตรฐานหรือจัดแล้วขาดทุน จะขอถอนตัว กรณีนี้ก็จะโดนค่าปรับที่มากพอสมควร
ไม่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้มแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
แต่อยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ...
ถ้าคิดได้อย่างนี้...จะส่งผลดีแก่เมืองไทยแน่นอน







