
โกหกสีขาว...โกงกินไม่น่ารังเกียจชาวพุทธควรพิจารณาอย่างไร!? (ตอน๑๑)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
“เมื่อวิถีสังคมบิดพลิ้วเปลี่ยนรูปแบบ พญามารและลิ่วล้อมารก็ได้แปลงร่างนำรูปแบบการเชื่อมเครือข่าย กระจายผลประโยชน์ลงชนชั้นล่าง จับชาวบ้านมัดด้วยสายโลภะเป็นตัวประกัน จนเกิดการจับตัวของการสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบสังคมที่อ้างอิงเสียงข้างมาก ซึ่งทำให้อำนาจจากกลุ่มอำมาตย์ ฐานอิทธิพลของสังคมแบบดั้งเดิมได้เปลี่ยนไปตามรูปกระแสการเมือง–สังคม”
แต่ขาดการใส่ใจ ขวนขวาย เพียรพยายามที่จะต่อสู้กับอำนาจถ่อยเถื่อนทั้งหลาย จึงเป็นธรรมดาตาม หลักตถตา ที่เห็นการพัฒนาอภิมหาโกงกินเกิดขึ้น เมื่อมีการสั่งการให้ปลายทางทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างให้ครบตามรายการที่หน่วยอำนาจเบื้องบนสั่งการประสานลงไป ยกตัวอย่าง ให้มีการจัดซื้อ จัดหา หรือจัดจ้างทำสินค้าสักชิ้นหนึ่ง มูลค่า ๑๐๐ บาท หน่วยงานที่ได้รับอนุมัติให้จัดซื้อ จัดหา หรือจัดจ้าง จะได้รับคำสั่งให้จัดทำเอกสารการจัดซื้อว่าจ้างครบถ้วนทุกใบ ตามที่ได้รับการแนะนำไป ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดด้านใดๆ เมื่อเปิดซองประกวดราคา ก็จะมีผู้มายื่นซองตามปกติ มีการตัดสินไปตามเนื้อผ้าประกาศผู้ได้รับหรือชนะเลิศการประกวดแล้ว เมื่อครบตามจำนวนวันจัดส่งของ ก็จะมีสินค้าให้ถูกต้องทุกประการ
แต่ไม่ต้องบริหารเรื่องเม็ดเงิน เพราะมีผู้ดำเนินการให้เบ็ดเสร็จ จัดรูปแบบให้เบ็ดเสร็จครบทุกขั้นตอนองคาพยพของการจัดซื้อ–จัดจ้างฯ โดยผู้ว่าจ้างในพื้นฐานมีหน้าที่รับแต่สินค้าตามต้องการไปอย่างเดียว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวใดๆ มากกว่านี้ โดยเฉพาะกับผู้รับจ้าง–จัดทำ–จัดหา สินค้าคู่สัญญาการว่าจ้าง หากวุ่นวายมาก จะมีอำนาจเบื้องบนช่วยโยกย้ายออกไปจากที่นั่งดังกล่าว เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจรของเส้นทางอภิมหาคอร์รัปชันแบบเบ็ดเสร็จในยุคไอทีเรืองอำนาจเหนือศีลธรรม... นี่คือ ความจริงที่พัฒนาไปสู่ความคิดที่ว่า โกงไป–คอร์รัปชันไปไม่ว่ากัน ขอให้ได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการเป็นพอ เพราะด้วยกระบวนการ วิธีการตามที่กล่าวมาโดยย่อ มันพัฒนาแนวคิดของคนที่อยู่ในระบบดังกล่าว ให้กลับมายอมรับวิธีการปฏิบัติดังกล่าว จนมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยการวางแผนการจัดการโกงกินครบวงจร สานรับกันทุกอำนาจ ตั้งแต่ส่วนกลาง สู่ท้องถิ่น จนถึงครัวเรือน เรียกว่า ให้รางวัลกันถ้วนหน้า ซึ่งแตกต่างไปจากเมื่อก่อน ที่อยู่ในมือผู้มีอำนาจวาสนาเพียงแค่ไม่กี่ราย ตามระบบอำนาจนิยมแบบดั้งเดิมที่กินไม่แบ่ง เมื่อมีการกระจายอำนาจสู่รากหญ้า เราจึงเห็น ระบบกินกระจาย เกิดขึ้น
แกล้งทำเศษเงินหล่น ตกตามคู หนอง คลอง บึง ถนนหนทาง ป่า ภูเขา ให้ชาวบ้านได้เก็บเศษกินประทังพอยาไส้บ้าง ก็จะได้แนวร่วมเกิดขึ้นตามสูตรที่ว่า โกงกินไม่เป็นไรแต่ขอให้ได้ประโยชน์ด้วย... ความคิดในมิติวิปริตจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้!! บ้านเมืองจึงเกิดความระส่ำระสายในทุกๆ ด้าน ด้วยกลวิธีแห่งอภิมหามาร ที่ปล่อยพิษความคิด เพื่อนำสู่การปฏิบัติผิดมรรคผิดผลไปทุกหย่อมหญ้า แนวคิดวิธีการปฏิบัติผิด ที่เรียกว่า มิจฉามรรค จึงเกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะภาครวมของคนในสังคมยากจนขัดสนในปัจจัยการบำรุงชีวิต ขาดแคลนทรัพย์ในการใช้สอย ด้วยผู้มีอำนาจในการปกครองบริหารแผ่นดิน ไม่ได้คิดหาจัดเสริมเพิ่มทรัพย์ให้แก่ชนผู้ไร้ทรัพย์ ความยากจนจึงได้แพร่หลาย โดยเฉพาะในสมัยระบบอำมาตย์ครองบ้านเมือง ก็ได้สมคบกับตระกูลทุนนิยมไม่กี่เหล่ากอ ตักตวงแสวงหาประโยชน์ใส่กระเป๋า บำรุงโครงการตนเองกัน จนเป็นอภิมหาเศรษฐีติดอันดับโลกกันเป็นแถว ในขณะที่สวนกระแสความจริงของคนในสังคมส่วนใหญ่ที่ยังยากจนอยู่ เมื่อวิถีสังคมบิดพลิ้วเปลี่ยนรูปแบบ พญามารและลิ่วล้อมารก็ได้แปลงร่างนำรูปแบบการเชื่อมเครือข่าย กระจายผลประโยชน์ลงชนชั้นล่าง จับชาวบ้านมัดด้วยสายโลภะเป็นตัวประกัน จนเกิดการจับตัวของการสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบสังคมที่อ้างอิงเสียงข้างมาก ซึ่งทำให้อำนาจจากกลุ่มอำมาตย์ ฐานอิทธิพลของสังคมแบบดั้งเดิมได้เปลี่ยนไปตามรูปกระแสการเมือง–สังคม ที่ได้จัดเรียงรูปก่อตัวขึ้นมาใหม่ ด้วยมิติแห่งการปกครองที่ให้การถ่ายอำนาจจากบนสู่ล่าง จากอำมาตย์กลุ่มผูกขาดทางสังคม จึงถูกเปลี่ยนถ่ายอำนาจไปสู่ชนชั้นล่าง ด้วยวิถีแห่งกลไกการเมืองภาคสังคม ที่รอคอยการมีส่วนร่วมในการจัดการบริหารสังคมมายาวนาน ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง “ท้องฟ้าจะแจ่มใส แสงสีทองจะผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”
เราจึงเห็นภาคส่วนประชาชนของสังคมออกมาขานรับรูปแบบการเปลี่ยนแปลงอำนาจจากกลุ่มอำมาตย์บวกกลุ่มทุนนิยมบวกกลุ่มอำนาจนิยม (การเมือง) มาเป็นกลุ่มอำนาจนิยมบวกกลุ่มประชานิยมบวกกลุ่มทุนนิยม โดยมีความประสงค์เพื่อหวังจะได้ปลดเปลื้องความยากจน อ่อนด้อย และขาดโอกาสมายาวนาน โดยอ้างอิงอำนาจใหม่ในรูปการปกครองตนเองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้น มิติความคิดจึงโลดแล่นออกจากแนววิถีชีวิตเดิม การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นในภาคสังคมท้องถิ่นทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะรูปแบบการแสวงหาผลประโยชน์ได้แผ่กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ภายใต้การจับกลุ่มโยงใยขึ้นมาใหม่ ที่กลุ่มอำนาจนิยม (การเมือง) มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดัน จึงไม่ต้องสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจนิยมแบบดั้งเดิมที่เรียกว่าอำมาตย์ ทั้งนี้เพราะฐานอำนาจได้ขับเคลื่อนมาสู่ภาคประชาชน ที่ส่วนใหญ่ยังยากจนและด้อยโอกาสมายาวนาน
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







