
‘กังนัม สไตล์’ ไร้สาระ หรือ สะท้อนมุมมืดสังคมกิมจิ?
เชื่อได้ว่า ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “กังนัม สไตล์” เพลงป๊อปสัญชาติเกาหลีของนักร้องร่างตุ้ยนุ้ยที่มีชื่อว่า ปาร์กแจซัง หรือ ไซ (PSY) อย่างแน่นอน
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
เชื่อได้ว่า ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “กังนัม สไตล์” เพลงป๊อปสัญชาติเกาหลีของนักร้องร่างตุ้ยนุ้ยที่มีชื่อว่า ปาร์กแจซัง หรือ ไซ (PSY) อย่างแน่นอน
เพราะนับตั้งแต่ที่คลิปมิวสิกวิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นบนยูทูบ เว็บไซต์แชร์ไฟล์ชื่อดังเมื่อวันที่ 15 ก.ค.นั้น ก็มีผู้คนทั่วโลกแห่คลิกเข้ามาชมสูงถึง 100 ล้านครั้ง ในระยะเวลาเพียง 51 วันเท่านั้น โดยที่ล่าสุด ยอดชมพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบทะลุปรอทเข้าสู่หลัก 200 ล้านวิวไปเรียบร้อยแล้ว แถมมีทีท่าว่าจะแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่อีกด้วย
แต่ใครจะรู้บ้างว่า ภายใต้จังหวะเพลงแดนซ์ติดหู และท่าเต้นควบม้าสุดกวนชวนเต้นตาม ตลอดจนถึงมิวสิกวิดีโอสุดฮาของเพลงกังนัม สไตล์นี้ ได้ซ่อน “ด้านมืด” ของสังคมแดนกิมจิเอาไว้อย่างแยบยลกว่าที่คิด!
เอเดรียน ฮอง ที่ปรึกษาหนุ่มลูกครึ่งสัญชาติเกาหลีอเมริกัน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยของโสมขาว ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ดิแอตแลนติกดอตคอมว่า กังนัม สไตล์ ถือเป็นเพลงเกาหลีที่มีเนื้อหาเสียดสีสังคมของตัวเองอย่างโจ่งแจ้งเพลงแรกในประวัติศาสตร์วงการเพลงเกาหลีใต้ หรือ เคป๊อปเลยก็ว่าได้
“โดยส่วนตัวไม่เคยคาดหวังว่าจะได้อะไรที่ลึกซึ้งจากวัฒนธรรมเคป๊อปอยู่แล้ว แต่เมื่อได้นั่งดูมิวสิกวิดีโอ และฟังเนื้อหาของเพลงอย่างตั้งใจ ก็พบว่า กังนัม สไตล์ เต็มไปด้วยประเด็นล้อเลียนสังคมเกาหลีใต้ในหลากหลายมุมอย่างน่าประหลาด” ฮอง กล่าว
ไล่เรียงกันไปตั้งแต่เนื้อเพลงในท่อนฮุกติดหูที่ว่า “โอปปะ กังนัม สไตล์” หรือที่แปลได้อย่างง่ายๆ ว่า “พี่เป็นคนย่านกังนัม” ที่ ปาร์กแจซัง ร้องด้วยท่าทางมั่นใจและขี้เก๊กเป็นอย่างมากนั้น ถือเป็นการเสียดสีกลุ่มคนแดนกิมจิกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในย่านที่มีชื่อว่า กังนัม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ 25 เขตของกรุงโซล
สาเหตุที่ทำให้ย่านกังนัมถูกหยิบยกขึ้นมาล้อเลียน ก็เพราะกังนัมเป็นอาณาจักรของกลุ่มเศรษฐีใหม่ ที่ได้ดิบได้ดีมาจากผลพวงของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วงยุค 1970 ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังบูมสุดขีด จนส่งผลให้เจ้าของที่ดินและนักเก็งกำไรเหล่านั้นกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน และหันมาเปลี่ยนรูปโฉมการใช้ชีวิตแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
หรืออาจเรียกได้ว่า จากเป็นปุถุชนทำงานเลี้ยงปากท้องไปวันๆ กลับกลายเป็นไฮโซหน้าใหม่ใช้ชีวิตติดหรูนั่นเอง
“อย่าเพิ่งคิดว่าเศรษฐีในย่านกังนัม เป็นเศรษฐีใหม่ที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยลำแข้งของตัวเอง อย่างกลุ่มเศรษฐีใหม่ที่เราเห็นในย่านซิลิคอน วัลเลย์ ของสหรัฐ ที่เป็นแหล่งรวมบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกเทคโนโลยี เพราะที่นี่เต็มไปด้วยบรรดาลูกคุณหนูที่กินดีอยู่ดีเพราะใช้เงินมรดกเกือบทั้งสิ้น” ฮอง อธิบาย
นอกจากนี้ เนื้อเพลงกังนัม สไตล์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามกระเสือกกระสนของคนภายนอกที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกังนัมสุดไฮโซแห่งนี้อีกด้วย
สังเกตได้จากเนื้อเพลงในท่อนหนึ่งที่พูดถึงการดื่มกาแฟหมดทั้งแก้วเพียงรวดเดียว ถือเป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นลูกผู้ชายตัวจริง และสาวที่ต้องการมาอยู่ข้างกายเขา ก็ต้องกินกาแฟเช่นเดียวกันนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการเสียดสีสาวเกาหลีใต้ในปัจจุบันกลุ่มหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมที่มักจะขี้เหนียวกับการเสียเงินในสิ่งที่ “จำเป็น” แต่จะยอมควักกระเป๋าซื้อของ “สุรุ่ยสุร่าย” เพื่อโอ้อวดว่าตัวเองเป็นผู้มีอันจะกิน หรือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่าย “การบริโภคเพื่อให้เป็นจุดสนใจ” นั่นเอง
“สาวๆ เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนเกาหลีด้วยกันเองในฉายาที่ว่า สาว Doenjangnyeo หรือสาวๆ ที่มีความคิดตื้นๆ ที่มักจะนั่งกินราเมนราคา 2,000 วอน (ราว 40 บาท) เป็นอาหารกลางวัน แต่ทว่ายอมควักเงินถึง 6,000 วอน (ราว 100 บาท) เพื่อซื้อกาแฟยี่ห้อดังสัญชาติมะกันเพื่อโอ้อวดถึงความมั่งคั่งอันจอมปลอมนั่นเอง” เจียคิม บล็อกเกอร์สาวกิมจิที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ กล่าว
กังนัม สไตล์ จึงกลายเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดเกาหลีใต้จึงเป็นประเทศที่มีประชากรติดหนี้บัตรเครดิตสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกได้เป็นอย่างดี โดยหากค้นสถิติเมื่อปี 2553 ก็จะพบว่ายอดหนี้บัตรเครดิตของแต่ละบ้านแต่ละครัวเรือนโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนสูงถึง 155% ต่อรายได้ที่หาได้ทีเดียว ซึ่งสูงกว่ายอดหนี้ของชาวมะกันที่ชอบรูดปรื๊ดๆ ที่เพียง 138% เท่านั้น
“การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จึงเป็นการเติบโตที่เข้าข่ายจอมปลอม เพราะเป็นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศที่มีจากเงินในอนาคตทั้งสิ้น” คิม กล่าว
ไม่เพียงแต่เนื้อเพลงเท่านั้น เนื้อหาของมิวสิกวิดีโอแต่ละฉากแต่ละตอนของกังนัม สไตล์ ก็ได้ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี ซึ่งล้วนแต่เป็นการล้อเลียนสภาพสังคมทั้งสิ้น
ตั้งแต่ฉากเปิดตัวที่เจ้านักร้องนำนั่งอยู่บนเก้าอี้ชายหาดและกำลังจิบค็อกเทลอย่างสบายใจ ที่ดูเหมือนว่ากำลังนั่งเล่นพักผ่อนอยู่ในชายหาดส่วนตัวนั้น แต่เมื่อภาพซูมออกมาก็พบว่า ที่แท้พี่กังนัมก็นั่งในพื้นที่สนามเด็กเล่นที่เป็นทรายเท่านั้น
ตลอดจนถึงการเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำที่มีการเต้นควบม้ากันอย่างบ้าคลั่งทั้งในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และบนรถทัวร์ แทนการใช้ไนต์คลับสุดหรูอย่างที่ผู้ลากมากดีไปกัน ก็ล้วนเป็นการแสดงออกให้เห็นว่า แท้จริงแล้วชีวิตหรูหราไฮโซของเหล่าชาวกังนัมทั้งหลายที่คนภายนอกมองนั้น ไม่ได้สวยหรูหรือดีเด่อย่างที่ใครหลายคนยกเครดิตให้
หรือแม้แต่ฉากที่มีหิมะปลอมและขยะจำนวนมากปลิวลอยเข้ามาติดหน้าของนักร้องนำในชุดสูทสุดหรู ขณะเดินเข้ามาโดยมีสองสาวสวยเดินขนาบข้างนั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งในบรรดาสารพัด “มุขตลกร้าย” ที่ล้อเลียนมิวสิกวิดีโอเพลงฮิปฮอปชื่อดังหลากหลายเพลงทั่วโลกที่เต็มไปด้วยภาพของวัตถุนิยม ตั้งแต่การนำสาวสวยหุ่นเอกซ์และรถยนต์คันหรูมาเป็นพร็อพ ขณะเดินพรมแดงเข้างานเลี้ยงหรูท่ามกลางแสงแฟลชนั่นเอง
“ผมคิดว่า เพลงนี้กำลังจุดประเด็นให้คนดูได้เห็นว่า พวกที่หลงใหลในวัตถุ ดูไร้สาระมากแค่ไหน” ฮอง อธิบาย
มาถึงตรงนี้ใครหลายคนอาจเริ่มมองว่าประเด็นเสียดสีสังคมคนรวยและความเป็นวัตถุนิยมในเพลงกังนัม สไตล์เหล่านี้ เป็นเพียงประเด็นเล็กๆ และไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ที่มีการผลิตสื่อเสียดสีสังคมออกมาอย่างกลาดเกลื่อน
อย่างไรก็ตาม แต่ไหนแต่ไรการผลิตสื่อที่ให้ความบันเทิงเชิงล้อเลียนสังคมในเกาหลีใต้เช่นนี้ นับว่าน้อยมาก ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านสังคมและการตลาด จึงส่งผลให้สื่อเมนสตรีม เลือกที่จะผลิตเพลงที่เน้นการขายรูปลักษณ์ภายนอกของผู้แสดง แทนการผลิตเนื้อหาเชิงลึกนั่นเอง
“อาจมีทำกันอยู่บ้าง แต่เป็นการล้อเลียนตัวเองเพียงผิวเผินเท่านั้น และจะไม่ค่อยทำในสื่อหลักเช่นนี้ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นประเด็นเสียดสีเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ถือเป็นเรื่องซีเรียสอย่างมากในสังคมของคนเกาหลี” ฮอง ระบุ
สุดท้ายแล้ว เชื่อได้ว่าอาจมีคนจำนวนไม่น้อยจากทั้งหมด 200 ล้านกว่าคนที่ได้ดูมิวสิกวิดีโอนี้ ที่คิดว่า กังนัม สไตล์ เป็นเพียงกระแสมิวสิกวิดีโอเพลงจังหวะสนุกสนานที่มีท่าเต้นตลกๆ ของนักร้องร่างท้วมหน้าทะเล้นคนหนึ่ง
แต่สำหรับ ปาร์กแจซัง เจ้าของเสียงร้อง ผู้แต่งเพลง และกำกับมิวสิกวิดีโอ ที่เคยลั่นเอาไว้ระหว่างการถ่ายทำเพลงกังนัม สไตล์ ก่อนที่จะโด่งดังว่า
“สังคมมนุษย์ช่างโง่เขลาเสียจริง แค่ถ่ายทำเพลงนี้แต่ละฉากผมก็รู้สึกมันช่างน่าสมเพชสิ้นดี”
ประโยคดังกล่าวคงแสดงให้เห็นแล้วว่า จุดมุ่งหมายของการผลิตเพลงนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกสนานแต่เพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอน







