
ค่าของโคลนที่คลองโคน
เรื่อง / ภาพ : สุธน สุขพิศิษฐ์
ผมเองก็รู้สึกตัวเหมือนกันว่าไปทะเลทางตะวันตกบ่อยมาก หากไม่ไปไกลก็จะมีเรื่องมาเขียนวนเวียนอยู่แถวเพชรบุรีเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกันที่เมื่ออยากออกนอกกรุงเทพฯ ก็นึกแต่เส้นทางนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีบ้านอยู่ที่เพชรบุรี หรือเป็นคนเพชรแต่ประการใด
แล้วทุกครั้งต้องพูดถึงเส้นทางที่ไปว่าต้องเข้าทางวัดเขายี่สาร กินข้าวแถวบางตะบูน ผ่านบ้านแหลม ทะลุไปหาดเจ้าสำราญ ต่อไปถึงชะอำ อะไรทำนองนี้จนเหมือนเป็นสูตรสำเร็จ
และเมื่อวันอาทิตย์ก่อนโน้นเกิดอยากออกนอกกรุงเทพฯ อีก พอขึ้นรถก็เหมือนออโตเมติกวิ่งไปทางถนนพระราม 2 เข้าทางที่ไปวัดเขายี่สาร เป้าหมายคือกินข้าวแถวบางตะบูนเหมือนเช่นเคย แต่ครั้งนี้อยู่ๆ เกิดลองเลี้ยวเข้าไปทางคลองโคน
คลองโคนนั้นผ่านทุกครั้ง แต่ไม่เคยอยู่ในสมอง อาจจะดูว่าใกล้แค่คืบ หรือคิดแต่เรื่องกะปิ เพราะชื่อของคลองโคนนั้นคู่กันกับกะปิจนแยกกันไม่ออก แล้วกะปิที่อยู่ในตู้เย็นผมก็เป็นกะปิคลองโคน นั่นคือเหตุผลว่าผมไม่ค่อยอยากเข้าคลองโคน
แต่เมื่อเข้าไปแล้ว แค่สองข้างทางก็ชักจะลบภาพกะปิออกไปทีละนิด ทั้งคลองทั้งต้นไม้ชายเลนและวังเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติน่าสนใจทั้งนั้น สภาพบ้านเรือนชาวบ้านก็น่าอยู่ เห็นป้ายบ้านพักหรือรีสอร์ตมีเยอะมาก แสดงว่าเขาคงมีแหล่งท่องเที่ยว
พอถึงตัวชุมชนคลองโคนมีเพิงวางกระถางต้นกล้าต้นโกงกาง มีป้ายบอกว่าแจกฟรี อย่างนี้ก็คงมีกิจกรรมปลูกป่าชายเลนแน่ เห็นสะพานข้ามคลองและมีถนนชั้นดีก็ลองขับไปเรื่อยๆ เลี้ยวเข้าไปดูรีสอร์ตบางที่ น่าอยู่พอประมาณ ขับต่อไปอีกเห็นป่าชายเลนค่อนข้างจะสมบูรณ์ดี แสดงว่าเขามีความเข้มแข็งเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ไปถึงอีกชุมชนหนึ่งที่อยู่ริมคลองช่อง มีรีสอร์ตชื่อบ้านไม้ชายเลน เดินเข้าไปที่ท่าเรือของรีสอร์ต ซึ่งเป็นร้านค้าด้วย คุยกับคุณคนหนึ่งซึ่งรู้ทีหลังว่าเป็นเจ้าของรีสอร์ตและเป็น อบต. ด้วย ได้ความว่าที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยวมาก เข้ามาทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนเจริญรอยตามพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมาปลูกป่าชายเลนที่นี่ พอคนมาปลูกป่ากันแล้วก็ออกไปเที่ยวทะเล พักผ่อนนอนค้างที่เท้งกลางทะเล คนจะเข้ามากันมากโดยเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ ฉะนั้น จึงมีบ้านพัก รีสอร์ต เกิดขึ้นเพื่อบริการนักท่องเที่ยว พอคุยเสร็จนึกว่าดูรีสอร์ตที่นั่นแล้วออกเดินทางต่อ
เกิดหิวขึ้นมาก็กินข้าวที่ร้านอาหารของรีสอร์ตนั่นเสียเลย สั่งน้ำพริกกะปิกับใบชะครามลวกและปลาทูทอด ต้มส้มปลากระบอก และปลาดุกหมกกะปิ
น้ำพริกกะปินั้นแบบดิบๆ มีกะปิกับพริกขี้หนู ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เช่น มะเขือพวง อร่อย และที่ชอบคือเหมือนกับกินที่บ้านที่ถ้วยน้ำพริก จานผัก จานปลาทูทอด มาแบบง่ายๆ ไม่จัดไม่ปรุงแต่งให้สวยงาม ปลาดุกหมกกะปิก็อร่อยมาก ปลาดุกนิ่ม ซึ่งแสดงว่าสด ยิ่งต้มส้มปลากระบอกยิ่งชอบเนื้อปลาที่สดมาก นี่เป็นอาหารพื้นบ้านแท้ๆ ก็สมกับเป็นบ้านเมืองกะปิชั้นดี นั่งกินเพลินมาก ระหว่างที่กินก็นึกว่าสมุทรสงครามนี่เป็นจังหวัดสุดยอด มีอะไรที่นึกไม่ถึงเยอะแยะ โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้าน แถวอัมพวาก็มีอาหารพื้นบ้านกึ่งสวน มีน้ำพริกกะปิอีกแบบหนึ่งกินกับปลาทูสดย่าง มีแกงเขียวหวานปลาดุก มีผัดเผ็ดกระรอก
พอมาทางน้ำกร่อยแถวยี่สารก็มีอาหารพื้นบ้านอีกแบบหนึ่ง เป็นแบบน้ำกร่อย มีปลาหมอเทศแดดเดียวทอด มีน้ำพริกกะปิ ห่อหมก และปลาทูสดต้มมะดัน นี่ทางคลองโคนเมืองกะปิก็มีอาหารพื้นบ้านอีกแบบหนึ่ง
ผมกินเสร็จก็ไปบ้านแหลม ผมมีธุระคุยกับคนพื้นที่ชาวสวนที่บ้านแหลม ระหว่างที่คุยมีคนพื้นที่ชวนเข้าไปดูสวนลึกๆ เข้าไป ซึ่งที่บ้านแหลมเมื่อลึกเข้าไปนั้นมีแต่สวนมะพร้าว นี่ก็เหมือนกันที่ต้องลบความคิดเดิมๆ ว่า เพชรบุรีเป็นเมืองทำน้ำตาลจากต้นตาลโตนดเท่านั้น เคยคิดว่าเมืองทำน้ำตาลมะพร้าวมีแค่สมุทรสงคราม ที่บ้านแหลมนี่เป็นแหล่งใหญ่ที่ทำน้ำตาลมะพร้าวเหมือนกัน สวนมะพร้าวก็แน่นขนัดทุกสวน และต้องมีเตาเคี่ยวน้ำตาล แล้วสวนมะพร้าวนั้นร่มรื่นน่าอยู่มาก
เที่ยวสวนจนเกือบเย็นก็กลับบ้าน กะว่าจะกินข้าวเย็นมืดหน่อยที่กรุงเทพฯ ผ่านคลองโคนเอา 6 โมงเย็น ลองเข้าไปอีกครั้ง ซึ่งตอนที่เข้าไปเมื่อตอนขามานั้น ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งเขาแนะนำร้านเกษร อยู่หน้าวัดคลองโคน แต่ผมไม่รู้ว่าเขาขายตอนเย็นด้วยหรือไม่ ลองเสี่ยงเข้าไป
ร้านนี้อยู่ริมคลองโคน ติดกันกับท่าเรือ ตอนนั้นพ่อครัวแม่ครัวไม่อยู่ เลยมานั่งฆ่าเวลาที่ท่าเรือ เจอชาวบ้าน 3 คน รู้ชื่อทีหลังว่า วินัย คลองโคน กับ ชัย คลองโคน ซึ่งได้รู้ว่าคนดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษบุกเบิกนั้นจะใช้นามสกุลเหมือนกันคือคลองโคน
และคนคลองโคนนั้นเขามีกินอุดมสมบูรณ์ ก้นอ่าวตรงนี้ถึงจะเป็นเลนโคลนก็จริง แต่สมบูรณ์มากกว่าที่อื่น อย่างหนึ่งมีป่าชายเลนสมบูรณ์ ปลาดุกทะเล ปลากระบอก ปลาทู เนื้อจะมันหวาน จะมีปลาไหลทะเลอีกอย่างที่เป็นของดีของที่นั่น ซึ่งนี่ผมนึกไม่ถึงครับ ปลาไหลทะเลนั้นที่ขึ้นชื่อจะมีแถวใต้ และเป็นของหากินยาก ถ้ามีที่นี่ก็วิเศษ อีกอย่างที่เป็นของดีของที่นี่คือหอยแครงมีเยอะแยะจากทะเล
ภูมิประเทศของคลองโคนนี่ก็สุดยอดเหมือนกัน ที่ชายทะเลแถบสมุทรปราการ แถบบางขุนเทียนกรุงเทพฯ และสมุทรสาคร จะถูกน้ำทะเลซัดเอาชายฝั่งหายไปทุกปี แต่ที่คลองโคนกลับงอกออกไปในทะเลขึ้นทุกปี ทั้งสามคนบอกว่าวัดคลองโคนนี่ย้ายมา 3 ครั้งแล้ว ย้ายออก ไม่ใช่ย้ายเข้า ตรงที่เป็นที่เป็นวัดในทุกวันนี้เมื่อก่อนเป็นทะเล และอากาศที่คลองโคนจะสบายมาก มีลมทั้งปี
ผมนั่งกินข้าวริมระเบียงที่ร้านเกษร สั่งหอยแครงลวก กุ้งผัดกะปิ และยำใบชะคราม
หอยแครงนั้นเขาลวกมาให้พอดีมาก และเอาเฉพาะตัวเล็ก ผมเพิ่งกินหอยอร่อยก็ที่นี่แหละ แล้วเพิ่งรู้ว่ากินหอยตัวเล็กอร่อยกว่าหอยตัวโต สำหรับกุ้งผัดกะปิกับยำใบชะครามก็อร่อย
แต่ที่มีความสุขมากที่สุดคือ นั่งที่ระเบียงลมเย็นมาก ยุงก็ไม่มี แถมดูบ้านชาวบ้านฝั่งตรงข้ามในตอนค่ำๆ นั้นสวยดีจริงๆ เป็นชนบทที่เรียบๆ ง่ายๆ และร้านเกษร อัชฌาสัยก็ดีเยี่ยม
นึกไม่ถึงครับ ห่างกรุงเทพฯ แค่ 70 กิโลเมตร จะมีของดีอย่างนี้ เป็นเมืองชายเลนหรือเมืองชายโคลน แต่เป็นโคลนที่มีค่าครับ







