
ถึงกระทรวงพลังงาน
ภาสกร พุทธิชีวิน
อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่าแผนพัฒนาผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553
–2573 หรือแผน PDP 2010 ของกระทรวงพลังงาน ทำให้หลายคนมีความรู้สึกไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วยมากทีเดียวนั่นคงเป็นเพราะว่าการทำแผน PDP 2010 นั้น ขาดมิติในเรื่องของพลังงานทดแทนอยู่มากพอสมควรเลยทีเดียวเชียวครับ
ล่าสุด นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช) ให้กระทรวงพลังงานทบทวน PDP 2010 ในส่วนของพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ เพราะเห็นว่าประชาชนไม่ยอมรับ โดยให้เน้นไปที่พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทน ทั้งลม น้ำ แสงแดด เข้ามาทดแทน
แต่จะเพียงพอหรือไม่ผมจะพาไปดูครับ
แผน PDP 2010 นั้นประกอบไปด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 5 โรง กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 5,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 20 โรง กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 15,870 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหินจากเดิม 13 แห่ง ลดเหลือ 9 แห่ง ผลิตไฟฟ้ารวม 9,000 เมกะวัตต์ รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก จำนวน 6,844 เมกะวัตต์ และพลังงานหมุนเวียน 5,242 เมกะวัตต์
เราจะเห็นได้ว่าด้วยตัวเลขที่อยู่ในแผน PDP 2010 นั้น แสดงให้เห็นว่ามีเรื่องของพลังงานหมุนเวียนอยู่ไม่ถึง 10%
และหากเราแยกออกมาดูแล้วจะพบว่าในจำนวนพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนที่อยู่ในแผน PDP 2010 นั้น ประกอบไปด้วย ชีวมวล 33% ก๊าซชีวภาพ 21% แสงอาทิตย์ 21% ขยะ 40% พลังงานน้ำ 20% และพลังงานลม 5%
ในแผนนี้ยังพูดถึงมาตรการหนึ่งที่มีความสำคัญเอาไว้ด้วย และนั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจจะนำมาพูดคุยในสัปดาห์นี้ มันคือมาตรการประหยัดพลังงาน ผมบอกได้เลยว่ามาตรการนี้เป็นมาตรการที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ในขณะที่มีผลกระทบต่อสังคมน้อยที่สุดเช่นกันด้วย
แต่ทราบไหมครับพี่น้อง ในแผน PDP 2010 กำหนดมาตรการประหยัดพลังงานไว้กี่เปอร์เซ็นต์
คำเฉลยคือ 0.3% ครับ แน่นอนไม่ผิดหรอกครับผมตรวจแล้วตัวเลขไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำ
ในต่างประเทศนั้นมาตรการประหยัดพลังงานอยู่ในมาตรการที่สำคัญเทียบเท่ากับมาตรการอื่นๆ บางประเทศนั้นสามารถลดการใช้พลังงานลงมาได้ถึง 3050%
ในแผน PDP 2010 นั้น รัฐประเมินว่าการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 42% จากความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด หลายคนตั้งคำถามว่าตัวเลขนี้นั้น ทำไมรัฐถึงไม่ทำมาตรการประหยัดพลังงานควบคู่กันไปด้วย เพราะแค่ลดการใช้พลังงานได้ราว 1020% อาจจะลดการสร้างโรงไฟฟ้าในแผน PDP 2010 ไปได้หลายโรงเลยทีเดียว
เชื่อผมเถอะครับ การประหยัดพลังงานนั้นเป็นการลงทุนที่ต่ำ แต่ได้ผลในอัตราที่สูง มาตรการบางอย่างแทบไม่ต้องควักกระเป๋าเลย เช่น การแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์การต่างๆ ก็ประหยัดการใช้ไฟฟ้าไปได้แล้ว
ไม่ใช้ไฟก็ปิด ช่วงไหนควรเปิดเครื่องปรับอากาศ ช่วงไหนควรใช้ลิฟต์ หรือช่วงไหนที่แม่บ้านควรซักผ้า มันอาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาจดูไม่ตื่นเต้น เพราะไม่ได้ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องไปบากหน้ากู้เงินชาวบ้านร้านตลาดมาสร้างโรงไฟฟ้า
ไม่ใช่ว่าบ้านเราไม่เคยทำครับ เพราะในอดีตกระทรวงพลังงานก็ผุดโครงการหลายๆ โครงการที่เป็นการส่งเสริมให้มีการลดการใช้พลังงาน อาทิ โครงการสร้างจิตสำนึก ให้มีการประหยัดพลังงาน โครงการให้โรงงานกู้เงินซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน โครงการส่งเสริมออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน โครงการส่งเสริมให้อาคารสำนักงานออกแบบประหยัดพลังงาน
และอีกโครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าใช้ได้ นั่นคือ ESCO โครงการนี้เป็นโครงการประหยัดพลังงานโดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุน แต่ละโครงการจะมีบริษัทเอกชนมาลงทุนให้ โดยเอาผลการประหยัดค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันไว้
โครงการนี้กระทรวงพลังงานจะให้เงินสนับสนุน ผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อให้เอกชนกู้เงินไปลงทุน แล้วค่อยทยอยคืนเงินกู้ อาจจะเป็นเพราะการกู้เงินจากธนาคารยุ่งยาก หรือการทำข้อตกลงระหว่าง ESCO กับผู้ประกอบการไม่เรียบร้อยทำให้โครงการนี้ดูเงียบไปในช่วงหลัง
หากลองหันมาทบทวนสิ่งที่กระทรวงพลังงานทำ ในเรื่องของมาตรการประหยัดพลังงานที่มีอยู่ในมือดูนะครับ แล้วหยิบมาปัดฝุ่นปรับปรุง พัฒนา และแก้ไขให้ทันสมัย และให้ผู้ลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกขึ้น มาตรการประหยัดพลังงานก็จะได้เดินหน้าได้อีกครั้ง
ดีไม่ดีแผน PDP 2010 อาจจะไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลยก็ได้นะครับ







