
หลากหลายเทคนิคหัวหน้างาน "การครองใจลูกน้อง"
เคล็ดลับของการเป็นหัวหน้างานที่ดี ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขานั่นแหละที่ไม่ต้องไปเรียนเทคนิคอะไรมากมายเลย แค่เพียงเราตั้งใจที่จะเป็นหัวหน้างานที่ดี มีทักษะ (Soft Skills) รู้วิธีการบริหารผลงานของลูกน้องหลายสไตล์ เป็นอีกทักษะหนึ่งที่สำคัญและมักจะเป็นปัญหาของหัวหน้างานในทุกวันนี้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นบุคคลที่เก่งเฉพาะในงานของตัวเอง หรือที่เรียกว่ามีทักษะทางเทคนิค (Technical Skills) เท่านั้น
เคล็ดลับของการเป็นหัวหน้างานที่ดี ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขานั่นแหละที่ไม่ต้องไปเรียนเทคนิคอะไรมากมายเลย แค่เพียงเราตั้งใจที่จะเป็นหัวหน้างานที่ดี มีทักษะ (Soft Skills) รู้วิธีการบริหารผลงานของลูกน้องหลายสไตล์ เป็นอีกทักษะหนึ่งที่สำคัญและมักจะเป็นปัญหาของหัวหน้างานในทุกวันนี้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นบุคคลที่เก่งเฉพาะในงานของตัวเอง หรือที่เรียกว่ามีทักษะทางเทคนิค (Technical Skills) เท่านั้น
ทักษะตั้งใจฟัง (อย่างเข้าใจ)
หัวหน้าส่วนใหญ่ชอบพูดมากกว่าฟังอยู่แล้ว เพราะมองว่าตัวเองเป็นหัวหน้าต้องเก่งกว่า ต้องพูดมากกว่า มิฉะนั้นแล้วจะสู้ลูกน้องไม่ได้ แต่คนมีลูกน้องเยอะๆ กลับบอกว่าฟังให้มากๆ ไว้จะดีกว่านะ เพราะเราจะกลายเป็นหัวหน้าที่เข้าใจลูกน้องได้ดีกว่าหัวหน้าที่พูดอย่างเดียว
รับฟังอย่างเข้าใจ ก็คือฟังแล้วต้องไม่สรุปเอาเอง หรือเอาประสบการณ์ของเราเข้าไปตัดสินคนอื่น ต้องฟังอย่างเป็นกลาง และฟังอย่างเข้าใจลูกน้องของตน ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น
เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วคนส่วนใหญ่พูดด้วยอัตราเร็วไม่เกิน 200 คำต่อนาที แต่จากการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของสมองในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ นั้นมีความเร็วถึง 1,000 คำต่อนาที การเป็นคนฟังที่เข้าทำนอง “ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด” ตามที่สุภาษิตไทยโบราณว่าไว้นั้น นอกจากจะนำมาซึ่งความผิดพลาดในการสื่อสารแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเข้าใจผิด การทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัวหรือชีวิตการทำงาน การสื่อสารใดๆ หรือการพูดคุยสนทนาระหว่างกันในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น “ทักษะการฟัง” เป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นศิลปะการฟังเสียงลูกน้องจึงเป็นเรื่องที่หัวหน้างานจำเป็นต้องศึกษาไว้เพื่อนำมาปรับใช้กับลูกน้องที่มีหลากหลายสไตล์
การฟังคือการยอมรับลูกน้องของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่จะทำให้เขาเกิดแรงจูงใจในการทำงานกับเรา การให้เกียรติก็คือ เรื่องอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราก็ไม่ควรเอามาพูดในที่สาธารณะ การพูดจาที่สุภาพ การปฏิบัติต่อลูกน้องเหมือนเขาเป็นครอบครัวเดียวกับเรา ให้การยอมรับเขาในฐานะทีมงาน สิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มจากหัวหน้าก่อนทั้งสิ้น ทักทาย พูดคุย ถามทุกข์สุข ฯลฯ ลูกน้องเองก็จะรู้สึกว่าหัวหน้าให้การยอมรับเขา แรงจูงใจในการทำงานก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
ไม่ลืมใส่ใจเรื่องจิตใจลูกน้อง
การฝึกให้ผู้บังคับบัญชามีความเข้าใจเรื่องของคนมากขึ้น (Soft Side) ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องงาน เชิงเทคนิคอย่างเดียวเท่านั้น (Technical Side) ดร.อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร เขียนบทความไว้น่าสนใจ อ่านเข้าใจง่าย www.hrcenter.co.th พบว่าหัวหน้างานหลายคนมักจะขาดทักษะการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา มุ่งเน้นแต่ผลงานเป็นหลักจนลืมใส่ใจเรื่องจิตใจของลูกน้อง ลูกน้องแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน
การใช้ศิลปะเพื่อครองใจคนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเมื่อหัวหน้างานที่มีลูกน้องที่เป็นคนเก่ง คนดี ศิลปะเพื่อพิชิตใจคนเหล่านั้นก็คือ ไว้ใจ ชมเชย ยกย่อง เชิดชู ผู้เขียนขอสรุปง่ายๆ ก็คือ หัวหน้างานต้องรู้จักมอบอำนาจ (Empowerment) ให้คนเก่ง/คนดี ทำงานได้เอง ให้พวกเขามีอิสระทางความคิด ไว้ใจให้คนเหล่านี้ทำงานตามแนวทางของตนเอง เมื่อทำงานสำเร็จหัวหน้างานต้องไม่ลืมที่จะกล่าวคำชมเชยทุกครั้ง และหาโอกาสยกย่องคนเหล่านี้ให้พนักงานคนอื่นรับรู้ เมื่อคนเก่ง/คนดีสร้างผลงานให้เกิดขึ้นด้วยวิธีการง่ายๆ ก็คือ กล่าวคำชมเชยในผลงานที่ประสบความสำเร็จต่อหน้าพนักงานคนอื่น และวิธีนี้เชื่อว่าคนเก่ง/คนดีเหล่านี้ย่อมเกิดพลังใจในการสร้างผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า
และสุดท้ายก็คือการหาโอกาสเชิดชูผลงานของลูกน้อง สร้างโอกาสให้พวกเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งงานในระดับที่สูงขึ้น คำถามที่นัก HR มักจะถามก็คือ หากองค์กรมีหัวหน้างานที่ขาดศิลปะในการครองใจคน เพราะมุ่งเน้นแต่งานเท่านั้นจะทำอย่างไรดี สิ่งที่ผู้เขียนเสนอแนะก็คือ การเร่งสร้างศิลปะเหล่านี้ให้เกิดขึ้นด้วยวิธีการง่ายๆ ก่อน ได้แก่ การจัดฝึกอบรมระยะยาว ที่ไม่ใช่การฝึกอบรมเพียงแค่วันหรือสองวันเท่านั้น แต่ต้องเป็นการอบรมแบบต่อเนื่องโดยมีกิจกรรมในช่วงการอบรมด้วย พร้อมทั้งการมีพี่เลี้ยงหรือผู้สอนแนะแบบตัวต่อตัวเพื่อปรับทัศนคติเรื่องการครองใจคนให้กับหัวหน้างานเหล่านี้







