
ปั้มรถยนต์ไฟฟ้า
วิวัฒนาการของการผลิตรถยนต์เริ่มให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่งมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การใช้เชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ไม่ได้มีเฉพาะน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แต่ยังรวมไปถึงการนำไฟฟ้ามาเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รถยนต์คันหนึ่งวิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์ไฟฟ้า
วิวัฒนาการของการผลิตรถยนต์เริ่มให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่งมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การใช้เชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ไม่ได้มีเฉพาะน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แต่ยังรวมไปถึงการนำไฟฟ้ามาเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รถยนต์คันหนึ่งวิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์ประเภทไฮบริดถูกผลิตและนำมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์กันแล้ว ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือ EV ยังอยู่ในขั้นการศึกษาและทดลอง มีเพียงค่ายมิตซูบิชิและนิสสันเท่านั้นที่ผลิตนำร่องมาใช้งานในเชิงวิชาการ
รถยนต์ไฟฟ้า คือ รถยนต์ที่มีการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงและการเผาไหม้ในเครื่องยนต์สันดาปภายใน พลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่นั้นจะได้มาจากการชาร์จไฟโดยตรงจากไฟบ้าน หรือจากสถานีชาร์จไฟที่ให้บริการ
เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก และคาดว่าจะเป็นเทคโนโลยีหลักที่จะใช้ด้านขนส่งในอนาคต เพราะมีข้อดีหลายด้าน โดยเฉพาะการลดปริมาณมลพิษ หรือการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ที่ขับในท้องถนนให้เป็นศูนย์ ซึ่งจะช่วยทำให้สภาพอากาศดีขึ้น
ความพยายามในการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงในภาคขนส่งจากน้ำมันและก๊าซ มีโอกาสที่จะคนไทยจะได้เห็นสถานีชาร์จไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปกับปั๊มน้ำมันหรือปั๊มก๊าซ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกกับผู้ใช้ ตลอดจนเป็นเครื่องการันตีว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่เจอกับปัญหาไฟดับระหว่างทาง
ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์จไฟได้ 2 แบบหลัก คือ แบบที่ 1 การชาร์จไฟในบ้านอยู่อาศัย เป็นการชาร์จไฟด้วยแรงดัน 230 โวลต์ กระแสไม่เกิน 16 แอมป์ ซึ่งสามารถใช้ไฟจากปลั๊กไฟทั่วไปได้ แต่จะใช้เวลาในการชาร์จไฟประมาณ 68 ชม.
แบบที่ 2 การชาร์จไฟแบบเร็ว เป็นการชาร์จไฟผ่านตู้ชาร์จไฟ ซึ่งต้องใช้ไฟแรงดัน 3 เฟส 400 โวลต์ กระแสไม่เกิน 100 แอมป์ ซึ่งทางการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะแปลงไฟฟ้าให้เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาชาร์จไม่เกิน 30 นาที (ประมาณ 80% ของความจุ และขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่) โดยจะเป็นการชาร์จไฟตามสถานีชาร์จไฟสาธารณะ
นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าจะชาร์จไฟจากระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ แล้ว ยังสามารถจ่ายไฟคืนสู่ระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ ได้ โดยการนำเทคโนโลยี Vehicle to Grid (V2G) มาใช้ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีหลายด้าน เช่น การใช้แบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้ามาเป็นแหล่งพลังงานสำรอง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ไฟฟ้าดับ หรือไฟฟ้าตก เป็นต้น
กลไกสำคัญในการเก็บไฟฟ้าของรถยนต์นั้น อยู่ที่การพัฒนาศักยภาพของแบตเตอรี่ โดยเฉพาะตัวลิเทียมไอออน ซึ่งขณะนี้สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเท่ากัน ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะขับเคลื่อนถึง 500 กม. จากปัจจุบันผลการทดสอบสามารถวิ่งได้เฉลี่ย 150 กม. ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง
ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะขับเคลื่อนมากจะมีราคาแพงมากตามไปด้วย แต่ในระหว่างนี้ถ้าต้องการให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะทางวิ่งได้นาน ก็ต้องเลือกวิธีเพิ่มสถานีชาร์จไฟฟ้าตามจุดสำคัญบนท้องถนน เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้บริการ
ประเทศไทยขณะนี้ กฟน. ในฐานะที่เป็นผู้จำหน่ายไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้จัดทำโครงการรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้าขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ให้บริการ โดยล่าสุดได้เปิดสถานีชาร์จไฟฟ้าแห่งแรกที่สำนักงานใหญ่ของ กฟน. ขณะเดียวกันจะเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าอีก 10 แห่ง ตามเขตต่างๆ ของ กฟน. และจะสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 20 คัน ภายในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้ามาใช้ภายในองค์กร ซึ่งจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
การผลักดันให้คนไทยหันมาสนใจการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน ทั้งราคารถยนต์ที่ค่อนข้างสูง โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการผลิตนำร่องออกมามีต้นทุนถึง 2.6 ล้านบาท ในขณะที่อัตราการวิ่งอยู่ที่ระยะทาง 100150 กม.เท่านั้น
ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนในการปรับลดอัตราภาษีของแบตเตอรี่ หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไปได้บ้าง
แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเป็นต้นแบบของการใช้พลังงานภาคขนส่งรูปแบบใหม่ของไทย แต่ในระยะยาวหากสามารถทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศให้ดีขึ้นอีกแนวทางหนึ่ง







