posttoday

ทรงกู่เจิงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ยามเย็น’ แสดงในสายสัมพันธ์สองแผ่นดินครั้งที่ 5

23 กรกฎาคม 2555

“นี่เป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลก ที่ข้าพเจ้าได้ยินมา” ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

โดย...วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“นี่เป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลก ที่ข้าพเจ้าได้ยินมา” ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับสั่งเมื่อครั้งเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2543 ทางการจีนได้กราบทูลเชิญเสด็จทัศนศึกษาทางเรือไปตามลำน้ำหลีเจียง เมืองกุ้ยหลิน และจัดบรรเลงดนตรีกู่เจิงถวาย ทรงมีความประทับพระทัยเสียงไพเราะของกู่เจิงเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากเสด็จกลับประเทศไทย ก็ทรงเริ่มศึกษาเครื่องดนตรีกู่เจิง และทรงจัดการแสดงดนตรีและวัฒนธรรม “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งสองแผ่นดิน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทยจีน ด้วยการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมครั้งสำคัญ ในฐานะที่ทรงเป็นทูตวัฒนธรรมของจีนอีกตำแหน่งด้วย ปัจจุบันการแสดงคอนเสิร์ตก้าวสู่ปีที่ 5 แล้ว เมื่อต้นสัปดาห์พระองค์ประทานสัมภาษณ์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ในฐานะจะทรงเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงดนตรีวัฒนธรรมสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 17-24 ส.ค.

 

คอนเสิร์ตความสัมพันธ์ 2 แผ่นดิน

ประทานสัมภาษณ์ถึงรายละเอียดของการแสดงคอนเสิร์ตใจความบางตอนว่า จริงๆ คอนเสิร์ตครั้งที่ 5 นี้ เดิมมีกำหนดจัดแสดงตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว แต่ติดที่ปัญหาน้ำท่วมและงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จึงเลื่อนมาจัดกลางเดือน ส.ค.นี้ ทรงรับสั่งว่าการแสดงแบ่งออก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนการแสดงดนตรี โดย ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีกู่เจิง โดยมีวงดุริยางค์ราชนาวีร่วมบรรเลงเป็นการแสดงหลัก และเสริมด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมของประเทศจีน เพลงสัญลักษณ์ได้แก่ การบรรเลงเพลง “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ซึ่งเป็นเพลงที่ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงนิพนธ์เนื้อร้องของบทเพลงอย่างมีความหมายลึกซึ้งและอบอุ่น ประทานเพลงนี้ให้ขับร้องประสานเสียงเป็นไฮไลต์ในช่วงสุดท้ายก่อนจบการแสดงทุกครั้ง

“การแสดงในครั้งที่ 5 นี้ บทเพลงที่ข้าพเจ้าจะบรรเลงมีทั้งสิ้น 10 บทเพลง ประกอบด้วย เพลงฉี่ หรือเพลงวันวาน ถัดมาเป็นเพลงไทย คือ เดือนเพ็ญ ตามด้วยเพลงชุน เจียง กวาง เยว่ เยี่ยน หรือสปิริต ริเวอร์ อิน เดอะ มูน ไลต์ ซึ่งเป็นเพลงคลาสสิกของจีน อายุมากกว่า 300 ปี เพลงบุปผาโปรยปราย ตามด้วยเพลงลมหนาวและดาวเดือน เพลงห้วงธาราใต้แสงจันทร์ ตามด้วยเพลงเพอร์เฟกต์ หรือหว่านเหว่ย เพลงนี้มีความทันสมัย จังหวะเร็ว และเล่นกู่เจิงประสานเสียงกัน 2 ตัว เพลงต่อมา มิสชิ่ง หรือฉางเซียงซือ หรือคะนึงหาตราบนิรันดร์ เนื้อร้องแต่งโดยฮ่องเต้ราชวงศ์สุดท้ายของราชวงศ์ถัง”

ทรงกู่เจิงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ยามเย็น’ แสดงในสายสัมพันธ์สองแผ่นดินครั้งที่ 5

 

 

ทรงเลือกบทเพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น

นอกจากเพลงจีนแล้ว ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ยังทรงกราบบังคมทูลขอนำบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเพลงยามเย็น มาทรงแสดงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วย โดยแต่ละช่วงจะคั่นสลับการแสดงวัฒนธรรมของจีน ได้แก่ ระบำหญิงหมู่ เรื่อง “ซิ่วเซ่อ” จากนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีความสวยงาม เช่นเดียวกับกายกรรมยิมนาสติกชุด “หญิงสาวแห่งแสงตะวัน” ตื่นตาตื่นใจจากเมืองกว่างโจว อุปรากรปักกิ่ง เรื่อง “สนมเอกราชวงศ์ถัง” ตอน ดอกสาลี่บาน และโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร เป็นต้น

“ข้าพเจ้าจะนำเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพลงยามเย็น มาแสดงบนกู่เจิงเป็นครั้งแรก ซึ่งมีความยากมาก เพราะว่ากู่เจิงนั้นจะมีโน้ต โด เร มี ซอล ลา โด ส่วนโน้ตตัวฟากับที และเสียงชาร์ป แฟลต ไม่มี ต้องใช้มือซ้ายกดเป็นเสียงชาร์ป แฟลต ต้องแม่นมาก ถ้าไม่ชำนาญกดแล้วจะเพี้ยน แต่ข้าพเจ้าก็อยากจะแสดงเพลงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะไพเราะเหลือเกิน จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วว่าจะแสดงเพลงยามเย็น เป็นไฮไลต์ของการแสดงกู่เจิงนี้ โดยจัดแสดงคู่กับอาจารย์ฉางจิ้ง มีวงดุริยางค์ราชนาวีเป็นแบ็กอัพ และก็จบด้วยเพลงประจำของพวกเรา เพลงสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน”

ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โปรดกู่เจิง

ในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทรงใช้เทคนิคมาจำตัวโน้ตเครื่องดนตรีกู่เจิงบ้าง ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับสั่งว่า กู่เจิงเป็นพิณโบราณของจีน มี 21 สาย ตอนเรียนใหม่ๆ พระองค์ทรงงงมาก เพราะคีย์ของกู่เจิงเป็นคีย์ดีซะส่วนมาก ดังนั้นจึงต้องทรงศึกษาคีย์ดีก่อน

“การแสดงครั้งนี้จะเล่นถึง 4 คีย์ ซึ่งการเปลี่ยนคีย์ จะต้องเปลี่ยนมีการย้ายโน้ต จึงต้องจดจำเป็นอย่างมาก แต่เมื่อก่อนข้าพเจ้ามีตัวช่วยจำ คือ การนำสีมาป้าย ถ้าสีส้มคือโน้ตโด สีเขียวคือตัวเร ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งช่วยจำพอสมควร แต่ตอนนี้เล่นจนชำนาญ เพราะเล่นมา 10 กว่าปี จึงเล่นเหมือนชาวจีนทั่วไปแล้ว”

แม้จะทรงมีพระกรณียกิจนานัปการทั้งในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เสด็จออกเยี่ยมเยียนพสกนิกร พร้อมทั้งทรงแสดงดนตรีกู่เจิงยังต่างประเทศในฐานะทูตวัฒนธรรมของจีนแล้ว แต่ก็ทรงแบ่งเวลาในช่วงยามบ่ายหรือยามค่ำ ในการซ้อมเครื่องดนตรีกู่เจิง เพราะเงียบสงบ เสียงกู่เจิงมันจะดังกังวานดี แต่พระองค์ทรงเกรงใจข้าราชบริพาร ต้องฟังพระองค์ซ้อมเพลง เพราะตอนซ้อมใหม่ๆ ไม่ค่อยไพเราะนัก และทรงยอมรับว่า ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ส่งผลให้จดจำตัวโน้ตยากขึ้น ผิดกับสมัยเริ่มเล่น จึงต้องคอยชำเลืองทอดพระเนตรโน้ตบ่อยครั้ง

ทรงกู่เจิงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ยามเย็น’ แสดงในสายสัมพันธ์สองแผ่นดินครั้งที่ 5

 

ทรงฝึกซ้อมกับพระอาจารย์ชาวจีน

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับสั่งต่อว่า ตอนนี้กระทรวงวัฒนธรรมของจีนได้ส่งพระอาจารย์ที่เก่งมากจากประเทศจีนมาสอนอยู่เสมอๆ เช่น อาจารย์ฉางจิ้ง ที่มีฝีมือที่เก่งติดอันดับ 4 ที่เล่นกู่เจิงได้ไพเราะมากของจีน ในฐานะลูกศิษย์ทรงพยายามรักษาฝีมือของพระองค์ให้ดี

สื่อมวลชนได้กราบบังคมทูลถามคำถามที่ว่า จากข่าวการเสด็จเยือนจีนที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงทุ่มเทฝึกซ้อมกับพระอาจารย์ชาวจีนเป็นอย่างมาก ขั้นตอนใดที่ทรงให้ความสำคัญมากที่สุด ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับสั่งว่า เวลาทรงซ้อมด้วยพระองค์เองก็อย่างหนึ่ง ต้องซ้อมอย่างใจเย็น และทรงพยายามจำโน้ตให้แม่นยำก่อน แล้วจึงจะใส่อารมณ์ของเพลงนั้น ๆ แต่เวลาฝึกซ้อมกับอาจารย์ก็อีกแบบหนึ่ง

“ตอนที่ฝึกซ้อมกับอาจารย์ ข้าพเจ้าต้องสังเกตว่าอาจารย์เล่นอย่างไร แสดงอารมณ์อย่างไร ถ้าข้าพเจ้าชอบเทคนิคของอาจารย์ช่วงไหน ด้วยข้าพเจ้ามีอาจารย์หลายคน เช่น อาจารย์เฉียวหงส์ แต่ข้าพเจ้าสนิทกับอาจารย์ฉางจิ้ง และนิยมสไตล์ของอาจารย์ฉางจิ้งมากที่สุด ตอนที่ข้าพเจ้าเล่นกับอาจารย์ฉางจิ้ง ข้าพเจ้าจะให้อาจารย์ฉางจิ้งเล่นให้ฟัง และข้าพเจ้าจะสังเกตอย่างถี่ถ้วน บางครั้งอัดเทป รวมทั้งอัดวิดีโอไว้ เพื่อดูทั้งเทคนิคและดูทั้งท่าทาง เพราะอาจารย์ฉางจิ้งย้ำอยู่เสมอว่า คนที่เล่นกู่เจิงไม่ใช่เสียงไพเราะอย่างเดียว แต่ท่าทางจะต้องดูสวยงามด้วย”

รายได้สมทบทุนมูลนิธิ พอ.สว.

รายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระประสงค์นำรายได้ทั้งหมดสมทบทุน พอ.สว ในฐานะที่ทรงเป็นองค์ประธานอุปถัมภ์ของมูลนิธิ

“พอ.สว.ปัจจุบันมีทั้งหมด 55 จังหวัด ที่ให้บริการการดูแลด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร พอ.สว.บางจังหวัดออกหน่วยปีละ 50 ครั้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการซื้อเวชภัณฑ์ น้ำมันรถ อาหารเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก ออกหน่วยใน 55 จังหวัดมิใช่น้อย และโครงการนี้ดีเหลือเกินในการดูแลสุขภาพของประชาชน ข้าพเจ้าอยากช่วยเหลือโครงการ พอ.สว. ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นองค์ประธานอุปถัมภ์โครงการต่อจากสมเด็จป้า ข้าพเจ้าจึงอยากสนับสนุนให้ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงๆ จัง ซึ่งการช่วยเหลือได้ต้องมีทุนทรัพย์ นอกจากซื้อตั๋วแล้ว ประชาชนสามารถบริจาคได้ ถ้าบริจาค 3 แสน หรือ 5 แสน จะมีของที่ระลึกจากมูลนิธิ พอ.สว.ด้วย อยากจะเชิญชวนให้บริจาคกันมากๆ”


การแสดงระหว่างวันที่ 17-24 ส.ค. กระจายจัด 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และสงขลา โดยกรุงเทพ ฯ จะจัด ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในช่วงค่ำของวันที่ 17 และ 18 ส.ค. และโปรดที่จะเสด็จยัง จ.ขอนแก่น เพื่อทรงแสดง ณ หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. และจะเสด็จยัง จ.สงขลา เพื่อทรงแสดง ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในช่วงค่ำของวันที่ 24 ส.ค.

ประชาชนผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ราคาบัตรกรุงเทพฯ 8001,800 บาท ต่างจังหวัด 400-1,500 บาท รายได้สมทบทุนมูลนิธิ พอ.สว. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบรอบ 80 พรรษา 12 ส.ค. 2555

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?