
ครอบครัวกิตติรัตนไพบูลย์ห่างไกล แต่ใกล้ชิดอบอุ่น
ครอบครัวนี้ถือว่าเป็นครอบครัวคุณหมออย่างแท้จริง เนื่องจากคุณสามี นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม
โดย...กันย์
ครอบครัวนี้ถือว่าเป็นครอบครัวคุณหมออย่างแท้จริง เนื่องจากคุณสามี นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นแพทย์ทางด้านอายุรแพทย์ ฝ่ายคุณภรรยา คือ พญ.พันธ์นภา นั้นเป็นจิตแพทย์อยู่ที่กรมสุขภาพจิต อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ แต่คุณหมอวีรฉัตร มาทำธุรกิจทางด้านไบโอชานอ้อยอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยลูกชายวัย 15 ปี สมาร์ท ชยุตพล และน้องสมาย ฉัตรนภา ลูกสาววัย 11 ขวบ ทั้งคู่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติ ที่ จ.เชียงใหม่
“เรามีบ้านอยู่ที่เชียงใหม่ ทั้งหมอและภรรยาเป็นคนเหนือด้วยกันทั้งคู่ เราชอบอากาศ ชอบอาหาร และสิ่งแวดล้อมทางเหนือ ก็เลยตัดสินใจสร้างครอบครัวตั้งถิ่นฐานที่นั่น ผมมาทำงานที่นี่คนเดียว อยากให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีๆ รถไม่ติด ไม่ต้องรีบเร่งมาก ลูกๆ ได้มีเวลาวิ่งเล่นหลังเลิกเรียน หลังเกษียณก็คงไปอยู่ที่เชียงใหม่แน่นอนครับ” คุณหมอ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
แม้จะแยกกันอยู่และต้องเดินทางขึ้นล่องกรุงเทพฯเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ แต่คุณหมอบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะเทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตใกล้ชิดกันได้ง่ายขึ้น เมื่อ 34 ปีก่อนก็ใช้โทร.หากัน ตอนนี้ก็มีเฟซบุ๊กคุยกัน ส่งบีบีหากันได้ตลอดเวลา“ก็ดีนะครับ เราไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน จะได้คิดถึงกันบ้าง หากอยู่ด้วยกันอาจจะไม่มีจังหวะให้คิดถึง มีเรื่องใหม่ๆ ให้ได้คุยกันบ้าง ก็เป็นไลฟ์สไตล์อีกแบบหนึ่งก็ดีเหมือนกันนะ ส่วนเวลาให้ลูกอาจจะน้อย แต่จะเป็นเวลาที่มีคุณภาพ เราจะเดินทางท่องเที่ยวกันทุกปี”
นพ.วีรฉัตร บอกว่า ระยะทางไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากครอบครัวอยู่บนพื้นฐานของความรัก ความเข้าใจ อะไรก็ง่ายเสมอ แล้วเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน ทุกอย่างก็ปรับตัวได้ง่าย ส่วนเรื่องการดูแลลูก โดยภาพรวมคุณแม่เขาดูแลในรายละเอียด เรื่องสุขภาพและระเบียบวินัย ส่วนภาพใหญ่ก็ช่วยกันตัดสินใจ โชคดีว่าลูกๆ เป็นเด็กดี สอนง่าย อย่างลูกชายคนโตเขาสนใจกีฬามาก ชอบเรื่องกอล์ฟเป็นพิเศษ เราก็สนับสนุนไปตามที่ลูกชอบ
ขณะที่ลูกสาวชอบดนตรี เราก็ส่งเสริมให้เขาเรียนร้องเพลงบ้าง เรียนดนตรีบ้าง โดยที่ไม่คาดหวังอะไรมากเกินไป เขาอยากเรียน อยากทำอะไร ถ้าไม่ผิดศีลธรรมไม่เสียการเรียน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร พ่อแม่ก็สนับสนุนเต็มที่อยู่แล้วที่สำคัญคุณแม่เขาเป็นจิตแพทย์ ก็มีจิตวิทยาที่ดีพอที่จะสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี
คุณหมอให้ความเห็นว่า การเลี้ยงลูกวัยรุ่นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก จะไปเลี้ยงเหมือนพ่อแม่ตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้ เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไป โลกมันเปิดกว้างมากขึ้น เด็กๆ เขาก็มีสังคม มีโลกที่กว้างใหญ่กว่าตอนพ่อแม่เด็กๆ ลูกๆ จึงเริ่มมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองมากขึ้น พ่อแม่ก็ต้องรับฟัง จะไปสั่งๆ ห้ามอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เลี้ยงไปตามธรรมชาติของเด็ก ให้เหมาะสมกับวัยขอให้เป็นเด็กมีน้ำใจ เข้ากับคนอื่นได้รู้จักคิด เป็นคนดีก็พอแล้วครับ
“สิ่งที่เน้นจริงๆ คือเรื่องการเรียนขอให้ตั้งใจเรียน เพราะสมบัติใดๆ ที่พ่อแม่จะให้ก็ไม่สำคัญเท่ากับความรู้ การศึกษาที่พ่อแม่จะให้เต็มที่ สมบัติอื่นๆ ก็มีตามสมควร แต่ลูกก็ต้องขวนขวายหาเองบ้าง จะได้รู้คุณค่าของชีวิต จะได้ใช้ชีวิตแบบมีแรงผลักดันเป็นตัวกระตุ้นบ้าง ไม่อย่างนั้นจะสบายเกินไปจนขาดแรงขับเคลื่อนที่เพียงพอ และไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ได้มา” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย







