
พระราชปรารภ(3)
คราวนี้ เรามาดูเรื่องราวรัชกาลต่างๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเป็นคนอ่านเป็นคนจำแล้วก็คิดตาม ชอบตามเรื่อง
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
คราวนี้ เรามาดูเรื่องราวรัชกาลต่างๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเป็นคนอ่านเป็นคนจำแล้วก็คิดตาม ชอบตามเรื่อง เพราะเรื่องอะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วชอบตามเรื่องนั้นตลอดเรื่อง ถ้ามีโอกาส ก็มานั่งพิจารณาตามคำพยากรณ์ของท่านว่า
รัชกาลที่ 1 มหากาฬผ่านมหายักษ์
นี่หมายความถึงว่ารัชกาลที่ 1 คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินมา แล้วตามข่าวที่เขาเขียนกลับมาเป็นประวัติศาสตร์ บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 สั่งปลงพระชนม์ อันนี้ อาตมาก็เห็นจะต้องยอมรับ ว่าเรื่องนี้เป็นไปตามนั้นจะต้องมีกระแสพระราชดำรัสตรัสสั่งออกไปว่า ให้ปลงพระชนม์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คำสั่งก็เป็นคำสั่ง แต่ว่าการปฏิบัติ นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติตาม แต่อย่าลืมว่า เวลานั้นการที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราชามีศักดิ์สูง ถ้าจะประหารด้วยดาบของเพชฌฆาตธรรมดามันก็ไม่ได้ เขาต้องใส่กระสอบ แล้วเอาท่อนจันทน์ที่มีกลิ่นหอมทุบให้ตาย ราชาศัพท์เขาเรียกว่าสวรรคต สวรรคตนี่เขาแปลว่าไปสวรรค์ มันก็ไม่แน่นักนี่
เขาว่าอย่างนั้นแต่อาตมาน่ะรับรองว่าคำสั่งต้องเป็นคำสั่งจริงๆ ประหารก็ต้องประหารจริงๆ แต่ว่าคนที่ตายนั้นไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นคนอื่นเขาตายแทน นี่ตามความเห็นของอาตมาต้องเป็นคนที่มีความจงรักภักดีตายแทน หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นนักโทษ ที่ต้องโทษประหารชีวิตตายแทน ไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช
แล้วพระเจ้าตากสินมหาราชไปทางไหน แล้วทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น นี่มันเป็นเรื่องของการเมือง บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาพูดไม่ได้ ถ้าขืนพูดแล้ว ความเดือดร้อนมันจะเกิดขึ้น ไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แต่ก็พูดไปแล้ว แต่พูดไม่จบนี่ไม่เป็นไร
หากใครจะถามว่า ถ้าพระเจ้าตากสินไม่ตายแล้วพระเจ้าตากสินไปไหน?
อาตมาจะบอกทำไม ในเมื่อรัชกาลที่ 1 ท่านไม่บอกแล้วอาตมาจะบอกทำไม แล้วทำไมถึงจะต้องทำอย่างนั้น
เราหันไปดูประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าตากสินมหาราช เวลาที่พระองค์ทรงกู้ชาติสมัยที่อยุธยาต้องแตกแหลกลาญในคราวนั้น พระองค์ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา เอาเงินที่ไหนออกมา? จะมีสตางค์มาสักกี่บาท แล้วในระหว่างการกู้ชาติจะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศชาติต้องใช้เงิน บรรดาท่านพุทธบริษัท เพียงแค่กินมันก็แย่แล้ว นี่ต้องรบราฆ่าฟันกันตลอดเวลาแล้วพระเจ้าตากสินจะเอาเงินที่ไหนมา นั่งนึกดูซี ภาษีอากรสมัยนั้นเหมือนสมัยนี้หรือเปล่า นี่ ความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงไร เรื่องนี้มันก็ต้องมีการกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละแต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย เพราะคำสั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1
เพราะว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านพูดไว้แต่เพียงว่า “ผ่าน” มหายักษ์ ไม่ใช่ “ฆ่า” มหายักษ์ไป เรื่องนี้เก็บเอาไว้ก่อน ขอให้นักประวัติ ศาสตร์สืบประวัติศาสตร์กันให้ดี ค้นกันให้ดีแล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ตอนนี้ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีนี่เป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วขึ้นเถลิงราชย์ ไม่ใช่! นี่เป็นพระราชดำริ หรือพระราชประสงค์ของพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อหวังจะให้ชาติไทยทรงเป็นชาติไทยต่อไป และเพื่ออะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉยๆ? นั่นมันเป็นเรื่องการเมือง ทำไม่ได้ ต้องทำกันตามระบบของการเมือง
พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่กษัตริย์ที่มีความโง่เง่าไม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่เง่าไม่รู้เท่าทันคนแล้วจะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว เอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน ทิ้งไว้แค่นี้ให้เป็นข้อคิด เป็นการบ้านของบรรดาท่านพุทธบริษัท และนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย
เป็นอันว่ารัชกาลที่ 1 มหากาฬผ่านมหายักษ์ แหมองค์สำคัญทีเดียว รุ่นราวคราวเดียวกันด้วย แล้วก็เป็นกษัตริย์ ถ้าจะคิดกบฏเสร็จ ไม่มีทาง ถ้าจะคิดกบฏแล้วก็เสร็จรัชกาลที่ 1 ม่องตี่แน่ แต่ทว่าพระเจ้าตากสินมหาราชทำไมจึงทรงปล่อยให้เป็นอย่างนั้นช่วยกันคิดด้วยความเป็นธรรม ช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญาที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกันความจริง แล้วจะรู้ความจริงต่อไปในวันหน้า อาตมาไม่บอก นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสถามจึงจะบอก คนอื่นไม่บอกแน่ ไม่เกิดประโยชน์ แล้วอาตมาบอกก็ไม่มีหลักฐาน
ท่านจะถามทำไม ท่านถามก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องมันผ่านมาแล้ว แล้วอาตมาบอกไปก็ไม่มีใครเขาเขียนไว้ ถ้าจะถามว่าอาตมารู้ได้ยังไง ก็ต้องตอบว่า “เดาเอาซี” มันไม่ยาก เดาเอาตามเล่ห์เหลี่ยมของการเมืองแล้วใครอยากจะฟังเรื่องเดาบ้างล่ะ มันไม่ค่อยจะจริงนักนี่ ผ่านไป รัชกาลที่ 1 สบายแล้วผ่านมหายักษ์เถลิงราชสมบัติ
รัชกาลที่ 2 รู้จักธรรม
เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ปรากฏว่าบ้านเมืองค่อยสงบลง พระองค์ก็มีพระราชประสงค์ (แต่ความจริงมันเริ่มมีมาแต่รัชกาลที่ 1) ที่จะให้บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายสะสางพระไตรปิฎในตอนนั้น สมัยรัชกาลที่ 1 ไม่ค่อยว่างจากราชการสงคราม มารัชกาลที่ 2 นี่มีจุดว่าง รู้จักธรรม คือให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัยแหมรวบรวมกันเป็นการใหญ่
มาถึงรัชกาลที่ 3 จำต้องคิด
ท่านนึกตามเอาก็แล้วกัน อ่านประวัติศาสตร์แล้วก็นึกตามกันไปด้วย เพราะว่ารัชกาลที่ 3 นี่ ความจริงเป็นพระองค์เจ้า เดิมมีพระนามว่าพระองค์เจ้าทับ แล้วก็เป็นพ่อค้าสำเภา เวลารัชกาลที่ 2 ท่านไม่มีสตางค์ ท่านก็บอกว่าพ่อทับเอ๊ยมีเงินไหมลูก พ่อจะทำนั่น พ่อจะทำนี่ ท่านก็บอกว่ามี ท่านก็เอาเงินที่ได้จากค้านี่มาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้มีความเจริญ เลี้ยงบรรดาพสกนิกรข้าราชบริพาร พระองค์ทรงมีความเหน็ดเหนื่อยมากในสมัยที่ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ต้องค้าขายกับต่างประเทศ
เวลานั้นธงประจำเขามีกันทุกชาติ เรือไทยเราไม่มีธง ไปต่างประเทศเขาต้องมีธงประจำชาติหาอะไรไม่ได้มีผ้าแดงอยู่ผืนหนึ่งเลยใช้ผ้าแดงทำเป็นธง ต่อมาสมัยหนึ่งเราจะเห็นว่าธงไทยคือสีแดง จำต้องคิดเพราะเรื่องราวของพระองค์ จะไม่อธิบาย ถ้าอยากจะทราบกันจริงๆ ให้ไปอ่านหนังสือจดหมายเหตุของหลวงอุดม จะรู้เรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่าพระองค์ทรงมีความหนักพระราชหฤทัยอยู่มาก คิดอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อพระองค์จะสวรรคต ก็ทรงมีลายพระหัตถ์ไปถึงรัชกาลที่ 4 แล้วมีลายพระหัตถ์ไว้ฉบับหนึ่งว่า ฉันจะตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉัน ถ้าไม่ต้องการให้รับราชการก็ขอให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าถึงกับฆ่าแกงกันก็แล้วกัน นี่ใจความสั้นๆ เป็นอันว่าพระองค์มีเรื่องต้องคิดอยู่มาก
ถึงรัชกาลที่ 4 เราฟังกันชัด เพราะตอนโน้นบางทีท่านพุทธบริษัทผู้อ่านและผู้รับฟังจะไม่เข้าใจ
รัชกาลที่ 4 ท่านบอกว่าสนิทธรรม
นี่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ารัชกาลที่ 4 ท่านทรงผนวชถึง 20 พรรษา แล้วก็ทรงออกธุดงค์ มีความสนิทสนมกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โตเป็นอย่างดี แล้วทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงพระไตรปิฎก ความจริงรัชกาลที่ 4 นี้ อาตมาชักคร้ามๆ ท่านเหมือนกัน เพราะทรงพระปรีชาสามารถ มีความฉลาดหลักแหลมบอกไม่ถูกพอดีกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง นี่ท่านเป็นคู่บารมีกันจริงๆ
มาถึงรัชกาลที่ 5 จำแขนขาด นี่เราเข้าใจกันชัด เวลานั้นประเทศชาติของเราตกอยู่ในภัยพิบัติอย่างหนัก เพราะประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ อังกฤษกับฝรั่งเศสเขาจัดการแบ่งเขตแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้ว เขาบอกเขาเอากันคนละครึ่ง ฝรั่งเศสเอาตะวันออก อังกฤษเอาตะวันตก สบายไหม นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
สมัยรัชกาลที่ 5 เหตุร้ายมีเพียงใดเวลานี้เราก็ตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านทรงความเป็นเอกราชของประเทศไว้ได้อย่างไร เวลานั้นกำลังของเราน้อย บรรดาท่านพุทธบริษัท การติดต่อกับต่างประเทศก็มีน้อย พระองค์ต้องใช้พระปรีชาสามารถมาก คนไทยทุกคนนับตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ต้องมีหัวหน้าจึงทำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงคิดว่า ถ้าเราจะสู้เขา เราก็หมดทั้งประเทศ เราตายนี่ มันก็สิ้นกัน ทีนี้ ต่อมาถ้าเราแบ่งเขตขัณฑ์ให้เขาเสียบ้าง ยอมเสียแขนเสียขา ดีกว่าเสียตัว “จำแขนขาด” ยอมเสียผืนที่ดินบางส่วนให้แก่เขา เพื่อเป็นการรักษาเอกราชเข้าไว้
ฉะนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงทรงประเทศไทยไว้ได้ นี่ใครเคยเห็นคุณเห็นประโยชน์ของคนไทยสมัยโบราณบ้างไหมว่าท่านใช้พระปรีชาสามารถอย่างไร เวลานี้คนไทยเราควรจะทำอย่างไร เวลานั้น คนไทยเรามีความสามัคคีมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้มีความสามัคคีแบบไหนอาตมาไม่รู้ สามัคคีแบบขายชาติ ไม่เป็นเรื่อง สามัคคีแบบต้องการเป็นทาส อาตมาไม่เอาด้วย เพราะขี้เกียจเป็นทาสเขา การเป็นทาสเขาจะมีประโยชน์อะไร สมัยรัชกาลที่ 5 จำแขนขาด ถ้าไม่ยอมเสียแขนก็เสียหัวแล้วก็เสียคอ แล้วก็ตายทั้งตัวจะมีประโยชน์อะไร ยอมเสียแขนไปหน่อยจะเป็นไรไป เราก็ทรงความเป็นไทยไว้ได้ นี่คำพยากรณ์ของท่านตรงจุด ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ลงมานี่เราเห็นกันชัด
มารัชกาลที่ 6 ท่านกล่าวว่า ราษฎร์ราชาโจร
บางคนหาว่ารัชกาลที่ 6 เป็นจอมโจรแต่ว่าความเห็นของท่านไม่ได้เป็นแบบนั้น ท่านไม่ได้คิดว่ารัชกาลที่ 6 เป็นโจร แต่ว่าชาวบ้านเป็นว่ารัชกาลที่ 6 เป็นโจร หาว่าเอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด คนเวลานั้นยังไม่เห็นความดีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทำอย่างนั้นเพราะพระองค์ต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะยึดอำนาจเด็ดขาดเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต้องการให้ประชาชาติเป็นประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างจะให้บุคคลทั้งหลายเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์ พระองค์คลุกคลีตีโมงกับคนทุกชั้น แสดงมหรสพเล่นโขนก็ยังได้ แล้วก็ความปรีชาสามารถของพระองค์ในตอนนี้แสดงออกมามาก
ความจริงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว นี่ท่านเป็นลูกเป็นพ่อกัน ท่านก็ฉลาดคล้ายคลึงกัน บรรดาข้าราชบริพารและประชากรทั้งหลายมีบรรดาศักดิ์ กันเป็นแถวความจริง เรื่องบรรดาศักดิ์เป็นของดี ทำให้บรรดาคนทั้งหลายมีความสบายใจ อย่างเราเป็นร้อยตรีพอมาเป็นร้อยโท อัตรามันเต็ม ยังไม่ได้ร้อยเอก ก็ได้รับพระราชทานเหรียญบ้างอะไรบ้างเพื่อเป็นกำลังใจ ดีไม่ดีเอาท่านขุนยัดมับเข้าให้ คนที่ได้เป็นขุนก็ครึ้มใจไปพักหนึ่งความสบายใจมันเกิด แล้วคนก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีตามบรรดาศักดิ์ นี่คนเขาจะหาว่าอาตมาเป็นศักดินาก็ตามใจ
ศักดินาสมัยก่อนนี้ไม่มีอะไร บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะแม่ทัพนายกอง ข้าราชการ เบี้ยหวัดเงินเดือนในสมัยนั้นมันหาได้น้อย เวลาเขาจะไปรบทัพจับศึกก็ค่อยจ่ายเงินกัน เวลานี้จ่ายเงินกันเป็นจ้าละหวั่น รัฐบาลก็แย่ สมัยโน้น รัฐบาลก็ให้มีศักดินา หมายความว่าเป็นขุนมีอำนาจมีนาเท่านี้ ถ้าเป็นหลวง มีนาเท่านั้น เป็นคุณพระมีนาเท่าโน้น เป็นพระยามีนาเท่านั้น เป็นเจ้าพระยามีนาเท่านั้น ให้ผืนที่ดินที่ว่างเปล่าอยู่มากมีสิทธิในการปกครองในการทำนา ฉะนั้น การจ่ายเงินเดือนมันจึงน้อย ไม่ลำบากกับทางราชการ นี่ ทางราชการสมัยนั้นท่านฉลาด เวลานี้ไม่มีนาแจกก็เลยเล่นศักดิ์เงินขึ้นกันไปแต่ไม่พอสักที และยิ่งต้องใช้เงินซื้อนิ้วมือด้วยยิ่งไปกันใหญ่เลย ท่านพุทธบริษัทไปกันมากเลย ไอ้นิ้วมือนี่ราคามันแพงนา
นี่เราพูดเรื่องอะไรกัน?พูดเรื่องรัชกาลที่ 6 บอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระปรีชาสามารถ ท่านใช้พระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชน มีเพลงบทหนึ่ง ชอบใจตั้งแต่เด็ก ว่า“ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย”นี่ถ้าให้คนอื่นเขามาเป็นเจ้าจะดีไหม เวลานี้เรากำลังเป็นไทกัน แล้วทำไมเราถึงต้องการให้คนอื่นเข้ามาเป็นเจ้า เคี่ยวเข็ญบังคับเรา เห็นว่าลัทธิอะไรต่อลัทธิอะไรดีน่ะ มันไม่ใช่ลัทธิอิสระ มันเป็นลัทธิทาส
แล้วคำว่าประชาธิปไตยนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรได้ทุกอย่าง มีคนเป็นใหญ่ มีประชาชนเป็นใหญ่ เราใหญ่กันตรงไหนล่ะ เราใหญ่กันตรงนี้ เลือกผู้แทนราษฎรเข้าไป แล้วผู้แทนราษฎรเห็นว่าจะทรงประเทศชาติไว้ได้ตรงไหน ก็พากันออกกฎหมายมาเป็นข้อบังคับ นี้เรียกว่าว่าประชาชนเป็นใหญ่ บังคับประชาชนกันเอง เป็นอันว่ากฎหมายทุกฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านออกมาได้ เป็นความพอใจของบรรดาประชาชน
ทั้งประเทศ นี่ประชาธิปไตยเขามีขอบเขต เราเป็นใหญ่ ออกกฎหมายมาบังคับตัวเอง เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบส่งเดช
อย่างที่ไปที่บางปะอิน เจ้าหน้าที่บอกว่านี่เป็นพระราชฐาน เป็นที่ประทับของพระองค์มีเขาบอกว่า สมัยนี้ประชาธิปไตยโว้ย กูจะนั่งที่ไหนก็ได้ ที่ของพระเจ้าแผ่นดินเรื่องเล็กคนเหมือนกันนี่หว่า กูเป็นประชาธิปไตย ทำไมจึงจะนั่งไม่ได้ จะใช้ไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าประชาธิปตาย ปะตาย ปะเข้าไปหาความตาย คือ ไม่รู้ขอบเขตของตัวอยู่เพียงใด กฎหมายทุกฉบับที่ออกมาต้องคิดว่านั่นเราเป็นคนออกกฎหมายเอง! ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ออกกฎหมาย การตกลงมันเป็นเรื่องของพวกเราที่เลือกเป็นตัวแทนเราเข้าไป ออกกฎหมายมาบังคับให้พวกเราทั้งหมดปฏิบัติเพื่อความอยู่เป็นสุข ถ้าเราปฏิบัติตามกฎหมายที่พวกเราออกกันเองนี่ซิจึงจะเป็นประชาธิปไตยแท้ แต่เวลานี้มีประชาธิปตายเสียเยอะ เอาซีอยากจะตายก็เชิญตายไปเถอะพ่อคุณ
อธิบายกันต่อไปถึงรัชกาลที่ 6 ราษฎร์ราชาโจรนั้น หมายถึงคนสมัยนั้นไม่เข้าใจ เห็นว่าพระองค์ทรงใช้เงินถล่มทลายมาก แต่ความจริงประโยชน์เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก พระองค์สามารถทำประเทศไทยให้ชาวโลกรู้จักในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งทหารไทยไปช่วยสงครามโลก นี่เป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ คือ ความประสงค์ก็มีอยู่อย่างเดียวคือความเป็นอยู่ ทรงอยู่ หาเพื่อนบ้านเข้าไว้
ทีนี้ มาสมัยรัชกาลที่ 7 นั่งทนทุกข์
ตอนนี้เราก็เห็นกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี
เวลานั้นเงินของประเทศชาติมันก็ร่อยหรอไม่พอแก่การจ่าย เพราะว่าถ้าเราจะพลิกไปดูประวัติศาสตร์บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ประเทศไทยเวลานั้นจนก็จริงแหล่ แต่ทว่าเราจะดูประชากรในเอเชียด้วยกันแล้ว ประชากรในประเทศไทยดีกว่าประชากรทั้งหมดของชาวเอเชีย ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าโลกทั้งโลกมันตกอยู่ในความยุคเข็ญทั้งหมด ไม่ใช่จะตกอยู่ในยุคเข็ญเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น
รัชกาลที่ 7 ท่านพยากรณ์ว่านั่งทนทุกข์ จะเห็นว่าเมื่อพระองค์ทรงเถลิงราชสมบัติประเทศชาติตกอยู่ในความยุคเข็ญ และไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย ทั่วโลกด้วยกันต้องดุลข้าราชการ
ออกจากราชการเพราะไม่มีเงินเดือนจ่ายพอ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพื่อให้บรรดาประชาชนทั้งหลายจะได้มีเงินกินเงินใช้กัน แล้วอีกประการหนึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย
ที่อาตมากล่าวว่าประชาธิปตายก็เพราะว่า จนกระทั่งป่านนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 นี่ก็มา พ.ศ. 2518 ใช้เวลามากี่ปีแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท ประชาธิปไตยยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ แล้วการเปลี่ยนผลัด กันขึ้น“เถลิงราชย์”เอาคนมาประชุมกัน ก็ทำให้การเงินของเรานี่หมด หมดไป สิ้นเปลืองไปมากไม่ใช่น้อยก็ต้องเพิ่มเบี้ยหวัดเงินเดือนขึ้นมาเยอะ เงินคงคลัง เงินมีในคลังที่จะใช้ก่อสร้างความเจริญให้ประเทศชาติมันก็ลดลงไป การเงินที่จะสะพัดในท้องตลาดมันก็ไม่ค่อยจะมี นี่การประชาธิปไตยแบบนี้มันก็แน่เหมือนกัน แต่ความจริง ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อาตมาก็ชอบเหมือนกัน เพราะว่าระบบของศาสนาเป็นประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าทรงวางกฎแบบฉบับเข้าไว้ว่าทุกอย่างให้เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ตกลงกันเอง มีการประชุมกันมาตลอดกาล
ทีนี้ เราจะหันไปดูการปกครองประเทศชาตินับแต่สมัยสุโขทัยลงมา แล้วในระบบกษัตริย์ เราก็จะเห็นว่าสมัยนั้นก็เป็นระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอะไรทุกอย่างกษัตริย์จะคิดแต่ผู้เดียว เมื่อทรงตัดสินใจแล้ว จะใช้คำสั่งเด็ดขาดแต่พระองค์เดียวก็หาไม่ พระองค์ก็มีการประชุมมุขอำมาตย์เสนาข้าราชบริพารทั้งชั้นผู้ใหญ่และชั้นผู้น้อย จัดเป็นสภาขุนนางช่วยกันคิด ช่วยกัน อ่าน แล้วใช้ความเห็นที่ตกลงกันว่าสมควร แล้วก็ทำลงไปความจริงในนามก็เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์มีอำนาจสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ความจริงไม่ใช่ ความจริงเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว แล้วก็สุโขทัยก็ปกครองแบบพ่อเมือง ไม่ใช่เจ้าเมือง พ่อเมืองนี่มีความเห็นแก่ลูก
มาเวลานี้ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเอาแบบฉบับของสุโขทัยมาใช้ ทรงมีพระราชจริยาวัตรแบบสุโขทัย ใช้ระบบเป็นกันเอง หรือถ้าเราจะดูว่าใกล้กับแบบรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 5 ถ้าเราจะดูกันให้ชัดให้ไปดูหนังสือประพาสต้นเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงคลุกคลีกับประชาชนอย่างชาวบ้าน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชจริยาวัตรแบบนั้น เอ๊ นี่คุยกันไปก็จะหาว่ายกย่องพระเจ้าแผ่นดินเกินไป อ้าว ดีก็ต้องว่าดีซี ที่ไม่ดีก็ต้องว่าไม่ดี เมื่อพระองค์ทรงทำดีจะว่าชั่วยังไง ที่ชั่วเราก็ต้องว่าชั่ว แล้วมาดูกันไป
บรรดาท่านพุทธบริษัท ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าเราจะอ่านประวัติของชาติไทย เราไม่เคยเสียดุลการค้ากับต่างประเทศเลยมีอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 7 เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วต่อมาเราก็ไม่เคยเสียดุลการค้าอีก ต่อมาสมัยประชาธิปตายนี่เป็นยังไง?ตายทุกปี เสียดุลการค้ากับต่างประเทศทุกปี นี่ไม่ตายมันจะไปตายกันเมื่อไหร่ เราช่วยกันเร่งรัดให้เป็นประชาธิปไตยกันไม่ดีกว่าหรือ?
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







