posttoday
พระราชปรารก (2) คำพยากรณ์แผ่นดินกรุงเทพฯ

พระราชปรารก (2) คำพยากรณ์แผ่นดินกรุงเทพฯ

15 กรกฎาคม 2555

เมื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้า‌อยู่หัว ว่าต่อไปบ้านเมืองจะรุ่งเรืองมาก นี่พูด‌อย่างนี้ อาตมามีหลักฐานยืนยัน ไม่ใช่ยันอะไร ยัง‌ว่าไม่ใช่อาตมารู้เอง รู้มาจากที่อื่น ประเดี๋ยวจะ‌คุยให้ฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรง‌มีพระราชดำรัสถามว่า บ้านเมืองถ้ารุ่งเรืองมาก ‌จะมีชะตาเหมือนคนไหมขอรับ พระองค์ทรงมี‌พระราชดำรัสด้วย แล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วย ‌ว่าตามธรรมดาคนนี่นะ ถ้ามีชะตารุ่งเรืองถึงที่สุด‌แล้วก็ต้องตาย

เมื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้า‌อยู่หัว ว่าต่อไปบ้านเมืองจะรุ่งเรืองมาก นี่พูด‌อย่างนี้ อาตมามีหลักฐานยืนยัน ไม่ใช่ยันอะไร ยัง‌ว่าไม่ใช่อาตมารู้เอง รู้มาจากที่อื่น ประเดี๋ยวจะ‌คุยให้ฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรง‌มีพระราชดำรัสถามว่า บ้านเมืองถ้ารุ่งเรืองมาก ‌จะมีชะตาเหมือนคนไหมขอรับ พระองค์ทรงมี‌พระราชดำรัสด้วย แล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วย ‌ว่าตามธรรมดาคนนี่นะ ถ้ามีชะตารุ่งเรืองถึงที่สุด‌
แล้วก็ต้องตาย

ความจริงเรื่องนี้อาตมาก็เคยพบมา พระยา‌ราชการุณ เวลานั้นอาตมาไปพบท่าน เวลานั้น‌ท่านมีตึกอยู่หลังหนึ่ง ปรากฏว่ามีต้นบัว ดอก‌บัวหลวงนี่แหละ ขึ้นบนหลังคาตึกของท่าน ซึ่งไม่มีน้ำไม่มีท่า แล้วก็มีดอกขึ้นมา 3 ดอก ท่าน‌นิมนต์พระไปฉันที่บ้านของท่านเป็นการทำบุญ ‌อาตมาก็เป็นพระอันดับ 1 ในเกณฑ์ที่ท่านนิมนต์ ‌คือ 1 นี่ 1 ข้างท้าย แบบเดียวกับที่เฝ้าฯรับเสด็จ‌พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็เป็นหนึ่ง‌
เหมือนกัน ถ้ามองข้างท้ายออกไปถึงอาตมาก่อน‌คราวนั้นก็เช่นเดียวกัน

ขณะที่พระกำลังฉันอยู่ พระหลายรูปปรารภ‌ว่า ท่านเจ้าคุณมีชะตาดีมาก จะรุ่งเรืองมาก ‌เพราะว่าต้นบัวขึ้นบนหลังคาแล้วมีดอกตั้งสาม‌ดอก เป็นของอัศจรรย์ ท่านพระยาราชการุณ‌ท่านก็ตอบว่า ขอรับ แต่ผมทราบว่า เวลานี้ผมจะตายเพราะชะตาคนเราถ้าขึ้นสูงสุดเต็มขีด ‌ร่างกายของผมมันแก่ ทนไม่ไหว มันรับรองความ‌ดีของชะตาไม่ได้มันก็ต้องตาย หลังจากนั้นมา‌ปรากฏว่า ท่านพระยาราชการุณมีโชคดีเป็นกรณี‌พิเศษ แต่เป็นโชคอะไรจำไม่ได้ ไม่บอก แล้ว‌ต่อมาไม่ช้าท่านก็ตาย

นี่ การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง‌ตรัสถามนั้น อาตมาก็เข้าใจว่า พระองค์ทรง‌ทราบวิชาความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี แต่ทว่า‌อาตมาก็ถวายพระพรตอบไปอีกแบบหนึ่งตาม‌ความเป็นจริงที่ทราบมาว่า ชะตาของบ้านเมืองที่จะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับและจะ‌มั่งคั่งสมบูรณ์เต็มอัตราศึก...

...อาตมาถวายพระพรว่า เวลานี้บ้านเมือง‌ของเราจะสงบจากเหตุร้ายคือ เป็นชะตาของ‌ประเทศหรือชะตาของประชาชน ต่อไปจะมั่งคั่ง‌สมบูรณ์

พระองค์ตรัสถามว่า คนเราถ้าชะตาสูงสุด‌แล้วมันก็ตาย อาตมาก็ได้ถวายพระพรว่า ไม่ใช่‌อย่างนั้น ชะตาของประเทศไทยไม่ใช่ว่าไม่มี‌ชะตาตาย เป็นชะตาที่มีแต่ความรุ่งเรือง เพราะ‌ว่า ถ้าหากดีขึ้นไปกว่านี้อีกสัก 100 เท่า เวลานี้‌เรามีงบประมาณแผ่นดินเท่าไหร่ อาตมาจำไม่ได้ ‌จะเป็นหกหมื่นล้านหรือเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ ทีนี้ถ้าร้อยเท่าล่ะ หกหมื่น หกแสน หกล้าน เอาหก‌ล้านล้าน งบประมาณของแผ่นดินอีก 100 เท่า ‌
แสดงว่า ความมั่งคั่งของประชากรมากขึ้น มันก็‌ยังไม่ถึงชะตาสูงสุดของประเทศ ยังไม่เข้าเขตที่จะต้องตาย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเวลานี้ (2519) ชะตาของประเทศไทยมันแบะแตะเต็มที‌แล้ว มันทรุดลงไปไม่มีที่จะทรุด ขอบรรดาพุทธ‌บริษัทมองดูก็แล้วกัน...

...แม้พวกเราจะสร้างความดีแบบไหนขึ้นมาก็ตามที พวกเขาก็พยายามโจมตีด้วยประการทั้งปวงเพราะมายอมรับนับถือตามความเป็นจริง ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงดูอย่าง‌เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จ‌พระราชชนนี ทรงมีความเหน็ดเหนื่อยด้วย‌ประการทั้งปวง เวลานี้แจกอื่นๆ ไม่พอ แจก‌แผ่นดินอีกแล้วท่านพุทธบริษัท แต่ทว่าพระบาท‌สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ ‌พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนีก็ยัง‌ไม่เป็นที่ถูกใจของบุคคลพวกนั้นผู้ทำลายชาติ ‌หวังจะให้เราขาดจากความเป็นอิสระ เป็นทาส‌เขา เรายอมกันไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท

ถ้าเต็มใจยอมก็จงอย่าดำเนินตามรอยพระ‌ยุคคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้‌รวมถึงข้าราชการทั้งหมด ถ้าเราคิดว่า ความเป็น‌ทาสดีละก็ อย่าดำเนินตามรอยพระบาทสมเด็จ‌พระเจ้าอยู่หัว ถ้าว่าเราไม่ต้องการความเป็นทาส ‌เราก็ปฏิบัติตามที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำที่เขาถือเป็นตัวอย่าง ตัวแบบ เราก็เอาแบบของ‌ทั้งสามพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ‌
สมเด็จพระราชชนนี...

...ที่ว่าอาตมากล้าถวายพระพรกับพระบาท‌สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนนั้น ที่พระองค์ทรงตรัส‌อย่างนั้น แล้วอาตมาก็ถวายพระพรแบบนั้นเอาหลักฐานมาจากไหน...การพูดแบบนี้ก็จะขอ‌อ้างหลักฐาน อ้างหลักฐานขึ้นมาสักนิดหนึ่งว่าการที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่รู้ด้วยญาณของตนเอง ไม่‌ได้มีจักษุทิพย์ ไม่ได้มีญาณเป็นทิพย์ แต่ว่ามีความ‌จำเป็นทิพย์...

...ในสมัยที่อาตมาอยู่กับหลวงพ่อปาน (วัด‌บางนมโค) ปีนั้นจำไม่ได้ว่า เป็นปี พ.ศ. 2480 ‌หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้น แล้วก็คว้า‌ด้วย ค้นอะไรบรรดาท่านพุทธบริษัท กุฏิหลวงพ่อ‌ปาน กุฏิหลวงพ่อเล็ก 2 กุฏินี้ไม่มีใครกล้าค้นท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครกล้าหยิบแต่อาตมา‌คนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว ลิง ลิงนี่มันจะเรียบร้อยอะไรกับมัน ค้นไปค้นมาหนังสือใน‌กุฏิหลวงพ่อเล็กก็มีมาก มี 2 ตู้ใหญ่ๆ เป็นหนังสือ‌สมุดข่อย สงสัย ไปได้สมุดข่อยกะรุ่งกะริ่งแต่มีใจความน่าคิด เอามานั่งอ่าน สนใจ หนังสือฉบับนั้นเขียนไว้ หนังสือขาด ข้อความก็ขาด เป็นอันว่า คำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยอยุธยาพยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ

ในหนังสือนั้นเขาว่ายังงี้นา ถ้าโกหกก็โกหก‌ด้วยกัน ถ้าหนังสือโกหกอาตมาก็โกหกแต่ไม่มี‌เจตนาโกหก พูดตามหนังสือนี่ จะปรับเป็นโทษก็ตามใจซีพ่อคุณ จะเอาเทวดาที่ไหนมาปรับก็เชิญเถอะพ่อคุณเอ๊ย ไม่หนักใจ หนักใจทำไมรู้เรื่องกันเสียหมดแล้วนี่ว่าใครดีใครชั่วล่ะ

มาอ่านแล้ว มันเกิดความไม่สบายใจ หนังสือ‌เล่มนั้นมีใจความยังไงยังไม่พูด

รอจนกระทั่งหลวงพ่อปานมาก็เข้าไปกราบ‌เรียนท่าน เวลาท่านว่างแขก สบายใจ ถามว่า ‌หลวงพ่อขอรับ กระผมได้หนังสือฉบับนี้มา 1 ‌ฉบับ แต่ทว่าข้อความมันขาดไปเสียหมด ปะติด‌ปะต่อกันไม่ได้แต่ข้อความจับใจมาก อยากจะ‌ทราบว่า หลวงพ่อทราบข้อความนี่ไหม?

หลวงพ่อก็ถามถึงข้อความจุดหนึ่ง อาตมาก็‌พูดให้ฟัง ท่านเลยบอกว่า มีลูกมี หนังสือฉบับนี้‌พ่อเคยเห็นมาก่อนแล้วเหมือนกัน สมัยนั้นมันยัง‌สมบูรณ์อยู่แต่ทว่ามันผุเต็มที หนังสือนี้เป็น‌สมบัติของหลวงปู่คล้าย ท่านเอามาจากไหน ‌หลวงพ่อก็ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านก็เลยจ้างเขา‌เขียนไว้ในสมุดข่อยอีกเล่มหนึ่ง

 แล้วหลวงพ่อก็สั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้น‌จากกุฏิของท่าน ท่านซุกไว้ใต้ตู้นาฬิกา เอาผ้าสี‌แดงห่อเข้าไว้ เหมือนจะเตรียมไว้ให้เจ้าลิงอ่าน

เมื่อเจ้าลิงถุงไปได้มาแล้วก็มานั่งอ่าน รู้สึกว่า‌อ่านสบายกว่าหนังสือฉบับแรก หนังสือฉบับแรก‌มันขาดก็ขาด ตัวหนังสือก็แสนจะอ่านลำบาก ‌ยุ่งๆ เหยิงๆ อ่านแล้วตีความหมายยากเพราะไอ้หางยาวๆ มันเยอะเหลือเกิน ถ้อยคำก็รู้สึกตีความลำบากแต่ก็พยายามแกะจนได้แต่ข้อความ‌มันไม่ครบ มาได้ที่หลวงพ่อปาน แหม มีจบอ่าน‌แล้วก็อ่านง่าย

ข้อความในหนังสือฉบับนี้มีว่าอย่างนี้ บรรดา‌พุทธบริษัทจะพูดให้ฟัง...

หนังสือฉบับที่หลวงพ่อปานนำมาให้อ่าน ‌มองดูแล้วก็ปรากฏว่า หนังสือฉบับนั้นจะมีอายุ‌สัก 30 ปีเศษๆ แล้วก็ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็น‌ภาษาปัจจุบัน ใจความของหนังสือฉบับนั้นก็มีอยู่‌ว่า เราขอพยากรณ์กรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้น‌ในวันข้างหน้า ท่านว่ายังงั้น แล้วหนังสือฉบับนั้น‌ก็ลงท้ายไว้ว่า“คนเขียน”จะเป็นสมัยไหนก็ไม่ทราบ

ถามหลวงพ่อปานว่า คนเขียนนี่เป็นคนลอก‌หนังสือใหม่ใช่ไหม ท่านบอกไม่ใช่ ที่เขียนข้อ‌ความไว้ตอนท้าย ท่านก็บอกว่า ท่านลอกข้อ‌ความเดิมมาทั้งหมด ไม่ได้แต่งใหม่

คนเขียนขมวดตอนท้ายไว้ว่า เป็นพระ‌อรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ใย) ชื่อหลวงพ่อใย เป็นผู้พยากรณ์ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยายังไม่แตกครั้งหลัง จะใช่หรือ‌ไม่ใช่ก็ช่าง แต่ว่า หนังสือฉบับนี้มีเหตุพอ

ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ กล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดิน‌ของกรุงเทพมหานคร ว่า

พระราชปรารก (2) คำพยากรณ์แผ่นดินกรุงเทพฯ

 

 รัชกาลที่ 1 มหากาฬผ่านมหายักษ์ (ขอท่านพุทธบริษัทจำให้ดีว่า ท่านไม่ได้เขียนบอกไว้‌ว่า มหากาฬฆ่ามหายักษ์)

 รัชกาลที่ 2 รู้จักธรรม

 รัชกาลที่ 3 จำต้องคิด

 รัชกาลที่ 4 สนิทธรรม

 รัชกาลที่ 5 จำแขนขาด

 รัชกาลที่ 6 ราษฎร์ราชาโจร

 รัชกาลที่ 7 นั่งทนทุกข์

 รัชกาลที่ 8 ยุคทมิฬ

 รัชกาลที่ 9 ถิ่นกาขาว

 รัชกาลที่ 10 ชาววิไล

เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว จึงได้กราบเรียน‌ถามหลวงพ่อปานว่า กรุงเทพพระมหานครนี่จะมี‌พระมหากษัตริย์ต่อไปคู่กับประเทศไทยจนกว่า‌โลกจะสลายตัวแต่ที่ไม่ได้พยากรณ์ไว้ ดูรัชกาลที่ ‌10 ท่านบอกว่า ชาววิไล เป็นอันว่า เปรื่อง‌ปราชญ์สามารถ มีความสุขสบายด้วยประการทั้งปวง การพยากรณ์นั้น เขาพยากรณ์ดีกับชั่ว‌เท่านั้น ขึ้นหรือลง ถ้าเราจะเลวลง เขาจะบอกว่า ‌ต่อไปนั้นเคราะห์ร้าย ไม่ดี ถ้าหากว่า เราจะดีขึ้น ‌เขาบอกว่า จะดีขึ้น จะโชคดี ถ้าเป็นปรกติ ไม่มี‌ใครเขาพยากรณ์

อันนี้เห็นจะเป็นความจริง เห็นพวกอุทก‌ศาสตร์หรืออุตุนิยม เขาก็พยากรณ์ว่า วันนั้นฝน‌จะตกที่นั่น วันนี้ฝนจะตกที่นี่ วันนี้อากาศจะสูง ‌จะร้อนเท่านั้นจะหนาวเท่านี้ น้ำจะขึ้นจะลงเมื่อ‌เท่านั้นเท่านี้ (อะไรเป็น) ปรกติ เขาไม่ได้บอกถ้าเขาจะบอกว่า นับแต่บัดนี้ไป น้ำจะไม่ขึ้นไม่ลง ฝนจะไม่ตก แดดจะไม่ออก มันจะเป็นปรกติไปเขาคงไม่พยากรณ์นี่เทียบคำพยากรณ์ ยังไม่อธิบายตอนนี้

หนังสือฉบับนั้นยังมีต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ไม่‌หน่อยล่ะ มีมาก แต่อาตมาจะขอย่อความ

ท่านอ้างว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน‌พยากรณ์ไว้ว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ โลกต่อ‌ไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ‌15 ปี (คือ พ.ศ. 2485) จะมีฝนเหล็กตกจาก‌อากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ ฝนเหล็กก็เห็นจะเป็นลูกระเบิดหรือลูกปืนกล มันเอาเกือบเสีย‌ย่ำแย่ เวลานั้นอาตมาก็อยู่ในกรุงเทพฯ แล้วลูกระเบิดเพลิง (คงจะตรงกับ) ไฟที่ตกจาก‌อากาศ สมณะชีพราหมณ์จะตายกันมากแต่ทว่า ‌
อานันทะ ดูก่อน อานนท์ ความเร่าร้อนกึ่งพุทธกาล 15 ปีที่ว่ามีความเร่าร้อนมาก มีความ‌ทุกข์ยากมาก ยังก่อนหรอกอานนท์ หลังกึ่งพุทธ‌กาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น

ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นอาละวาด สมณะ‌ชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนา‌ทั้งหลายจะฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะตายกันไปคน‌ละครึ่ง ถึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน แต่ทว่าประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยอย่างนี้บ้างเหมือนกัน‌แต่ว่าไม่มากนัก นี่ถือใจความจากหนังสือฉบับนั้น ‌ท่านเขียนไว้แบบนี้ อาตมาก็เอายังงี้

ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ‌ก็ถือเกณฑ์นี้เป็นหลัก แต่อาตมาไม่ได้ถวาย‌พระพรพระองค์ตามนี้ วันนั้นอาตมาพูดแต่เพียง‌ย่อๆ แต่อาตมาเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า‌อยู่หัวทรงทราบเพราะทรงมีพระปรีชาสามารถ‌มาก แน่ใจ

อ่านต่อฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย