posttoday
กรณีพุทธศาสน์...สู่ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาของประชาคมอาเซียน (ตอน ๒)

กรณีพุทธศาสน์...สู่ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาของประชาคมอาเซียน (ตอน ๒)

11 กรกฎาคม 2555

จึงเป็นประเด็นที่สนใจกันว่า ทำไมอาเซียนจึงไม่ร่วมมือกันให้เป็นหนึ่ง One Vision, One Identity, One Community

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

จึงเป็นประเด็นที่สนใจกันว่า ทำไมอาเซียนจึงไม่ร่วมมือกันให้เป็นหนึ่ง One Vision, One Identity, One Community เป็นข้อตกลงที่ตั้งขึ้นจากปฏิญญากรุงเทพฯ ที่ก่อตั้งอาเซียนขึ้นมา แสดงว่าอาเซียนเริ่มขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการรวมตัวกัน เพื่อพัฒนาสร้างสรรค์ความกินดีอยู่ดี ความเข้มแข็งมั่นคงทั้งเศรษฐกิจการเมืองสังคม วิสัยทัศน์ของการจะเป็นประชาคมที่เขาต้องการก็เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนในสังคมอาเซียนรวมถึงสังคมโลกด้วย อาเซียนคงไม่สามารถปฏิเสธโลกได้ เพราะเป็นสมาชิกของโลกนี้ การทำกิจการใดๆ นั้น แนวคิดในวิถีแห่งพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน

ต้องขอย้ำตรงนี้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่การแข่งขัน พระพุทธศาสนาเป็นการเกื้อกูล เป็นความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลไม่ใช่การแข่งขัน ฉะนั้นขอเตือนอาเซียนก่อนว่า ถ้าตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาไม่นิยมให้มีการแข่งขัน แต่มีค่านิยมของสังคมคือความเกื้อกูล ช่วยเหลือด้วยน้ำใสใจจริง รู้จักการให้ รู้จักการแบ่งปัน รู้จักการขออภัย ขอบคุณ เป็นสังคมของอัตลักษณ์ของพระพุทธศาสนาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อัตลักษณ์ Identity นั้นจริงๆ มีอยู่แล้ว Vision ก็มีอยู่แล้ว และแม้แต่ประชาคมก็เคยมี ฉะนั้นสิ่งที่อาเซียนควรทำก็คือ One Community บนความมีอยู่แล้วของ Vision หรือความเป็นอัตลักษณ์ สิ่งใดที่อาเซียนมีอยู่แล้วควรรักษาไว้ ไม่ใช่มาถามเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่ อาตมามองว่าความก่อตัวของประชาชนที่รวมตัวกันเป็นประเทศได้นี่ ก็มีวัฒนธรรมอันดี มีระเบียบประเพณีการปฏิบัติ มีทัศนะหรือวิสัยทัศน์ของเขาอยู่แล้ว

เพียงแต่ว่าเมื่อสังคมเกิดการแบ่งปักเขตแดนกันอย่างรุนแรงด้วยอำนาจความแสวงหา ซึ่งมีอำนาจตัณหาความทะยานอยากเป็นปัจจัยให้เกิดความแสวงหา และความแสวงหาเป็นปัจจัยให้เกิดลาภลาภาความได้มา เมื่อได้มาขึ้นมาในลาภก็เป็นปัจจัยให้เกิดความชอบชิดติดพัน, ความชอบชิดติดพันเป็นปัจจัยให้เกิดความหมกหมุ่นฝังใจ, ความหมกหมุ่นฝังใจเป็นปัจจัยให้เกิดความหลงใหลครอบครอง, ความหลงใหลครอบครองเป็นปัจจัยให้เกิดความหวงแหนหวงกั้น, ความหวงแหนหวงกั้นทำให้เกิดความตระหนี่ถี่เหนียว มัจฉริยะ, ความตระหนี่ถี่เหนียวทำให้เกิดความอารักขะ-สร้างกำลังป้องกันเขตแดนสร้างอาวุธ บ้านมึง-บ้านกู แยกรั้วแยกผลประโยชน์กัน น้ำมึง-น้ำกู ทรัพยากรมึง-ทรัพยากรกู

สุดท้ายจึงห้ำหั่นทำลายกัน การเบียดเบียน การแย่งชิง การเหยียดเพศ เหยียดวัย เหยียดผิว เหยียดวรรณะ เหยียดเชื้อชาติ เหยียดภาษา เหยียดวัฒนธรรม การกดขี่ข่มเหงกันจึงเกิดขึ้นเพราะตัณหาเป็นปัจจัย นี่คือปฏิจจสมุปบาทธรรมฝ่ายสังคม...

ต้องยกเรื่องเหตุปัจจัยมาพิจารณา เพื่อสืบสาวให้เห็นในปัจจัยใดที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นประเทศเขตแดนต่างๆ เหตุปัจจัยดังกล่าวนั้น จึงเป็นไปให้เกิดความหายนะ เกิดความแย่งชิงกดขี่ข่มเหงกันทั้งทางเพศ ทางวัย เชื้อชาติ สัญชาติทั้งหลาย ซึ่งเหตุปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ ตัณหาหรือความทะยานอยาก ตัณหาจึงเป็นสมุทัยของความทุกข์ ทุกข์เพราะเราทะยานอยาก ทุกข์เพราะเรามีอุปาทานความยึดมั่นยึดถือที่ผิดๆ ความเห็นผิดต่อกันไม่ตรงกัน One Vision ก็เกิดไม่ได้ เพราะมันแข่งขันเชิงความเห็นความคิด ทฤษฎีมากมาย จึงไม่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้

ถามว่าทำไมไม่หลอมรวมเป็นหนึ่งกัน ก็เพราะขาดบรรทัดฐานอันถูกต้องตามธรรม จึงไม่สามารถทำให้มี Vision เดียวกันได้ในพหุชนที่หลากหลายความคิดความเห็น ไม่มีบรรทัดฐานของธรรมะ เมื่อมีความหลากหลายของความคิด แตกแขนงออกไปมากยิ่งๆ ขึ้น ไม่มีบรรทัดฐานของธรรมะในสังคม จึงทำให้ผิดเพี้ยนการกระทำ เมื่อการกระทำและความคิดแตกต่างกัน สังคมจึงไม่เสมอภาคด้วยอำนาจธรรม เมื่อสังคมขาดความเสมอภาค ภราดรภาพไม่มี เสรีภาพไม่เกิด สุดท้ายอิสรภาพจึงสูญสิ้น...

มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ภายใต้อำนาจของการถูกควบคุม ปกคลุมด้วยอำนาจแห่งความทะยานอยากที่เรียกว่าตัณหา การที่ทำให้เกิดวิสัยทัศน์หรืออัตลักษณ์ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวจึงเกิดขึ้นได้ยาก ไม่สามารถควบคุมอำนาจตัณหาให้อยู่ในภาวะที่พอเหมาะ ซึ่งต้องใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือควบคุม เพื่อทำให้เกิดความเป็นอัตลักษณ์ของมนุษย์คือความหมายของความเป็นอิสรชน ชนที่มีความเป็นอิสรภาพโดยธรรม เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะดำเนินวิถีชีวิตภายใต้กฎธรรมชาติอันเสมอกัน แม้กฎหมายกฎสังคมจะเป็นคนละฉบับ แต่ย่อมอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติอันเดียวกัน

ดังที่กล่าวว่า การกระทำสิ่งใดต้องได้รับผลตามการกระทำนั้น นี่คือตัวกฎธรรมชาติ ผลแห่งการกระทำนั้นต้องสนองตอบผู้กระทำนั้น ซึ่งประชาคมโลกทุกเขตแดนอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกันคือกฎธรรมชาติ ไม่มีใครหลีกหนีหลีกพ้นความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่มีใครหลีกหนีหลีกพ้นผลที่เกิดทั้งดีและชั่วจากการกระทำ ทั้งในบัดนี้และเบื้องหน้า

กฎธรรมชาติจึงทำให้สังคมเป็นประชาคมอันเดียวกันได้ หากรู้จักใช้ประโยชน์ในกฎธรรมชาติ ตรงนี้คือความคิดเห็นทางด้านพระพุทธศาสนาที่แสดงขั้นพื้นฐานของประชาคม อันควรเป็นหนึ่งบนพื้นฐานที่ต้องยอมรับความจริงอันเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นเป็นกฎศีลธรรม เพื่อความเป็น One Community

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค