posttoday
14ปีคลิตี้ ความหวังเริ่มฉายแสง

14ปีคลิตี้ ความหวังเริ่มฉายแสง

22 มิถุนายน 2555

14ปีผ่านไปป้ายผุๆ“งด!บริโภคน้ำในลำห้วยคลิตี้ชั่วคราว”ยังไม่ถูกถอดออกจากริมตลิ่ง

14ปีผ่านไป

ป้ายผุๆ“งด!บริโภคน้ำในลำห้วยคลิตี้ชั่วคราว”ยังไม่ถูกถอดออกจากริมตลิ่ง

นั่นหมายความว่าพี่น้องชาวกะเหรี่ยง หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ยังต้องทนทุกข์ทรมานกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ลึงลงไปใต้สายน้ำใสไหลเย็น ผืนดินอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเลือดเนื้อของชาวบ้านตาดำๆ ล้วนอาบอิ่มด้วยสารตะกั่วในปริมาณสูงเกินกว่ารับไหว

คลิตี้ที่เห็นและเป็นไปในวันนี้ สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปฏิญญาคลิตี้ ก้าวเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของแวดวงสิ่งแวดล้อมไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ในวันที่ฝนฉ่ำฟ้า ดินเฉอะแฉะ ชาวบ้านได้มีโอกาสต้อนรับแขกผู้มาเยือน ประกอบด้วยประชาคมต่างๆ ใน จ.กาญจนบุรี เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่จากทั่วประเทศ นักกฎหมาย นักวิชาการด้านส่งแวดล้อม และคณะสื่อมวลชนจากกรุงเทพมหานคร

พวกเขารวมตัวกันเพื่อร่างปฏิญญา“14 ปี 14 ข้อปฏิญญาคลิตี้”เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการอนุญาตให้มีการประกอบกิจการเหมืองแร่ในประเทศไทย อันเป็นการถอดบทเรียนจากกรณีที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วย ล้มตาย และใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์มายาวนาน 14 ปีเต็ม

หลักการสำคัญของปฏิญญาดังกล่าวมีทั้งหมด 14 ข้อ ได้แก่ 1.ชุมชนต้องได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่ ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดพื้นที่ศักยภาพแร่ การสำรวจ การให้ประทานบัตร ทั้งก่อนและหลังการประกอบกิจการ 2.ชาวบ้านและชุมชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการอนุรักษ์จัดการ และตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน 3.ชาวบ้านต้องตรวจสอบและยกเลิกการประกาศแหล่งแร่ได้หากไม่เหมาะสม

14ปีคลิตี้ ความหวังเริ่มฉายแสง

4.ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ เพื่อให้มีการตรวจสอบและคุ้มครองดูแลสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสุขภาพอนามัย 5.รัฐต้องดำเนินการแก้ไขและกำจัดมลพิษโดยทันทีเมื่อตรวจสอบพบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน 6.กำหนดค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน 7.จัดให้มีกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ 8.กำหนดให้มีการวางเงินประกันความเสี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เมื่อเกิดผลกระทบให้นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเยียวยาสุขภาพโดยทันที 9.ต้องมีการตรวจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบการ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนมีการดำเนินการตามประทานบัตร ตรวจทุกปี ก่อนการต่ออายุ การขยายพื้นที่ หากพบว่ามีผลกระทบต้องไม่อนุญาตจนกว่าจะแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นก่อน

10.รัฐต้องคำนวณต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนในการตัดสินใจอนุมัติอนุญาตการประกอบกิจการเหมืองแร่ 11.ควรกำหนดโทษอาญากับหน่วยงานรัฐและผู้ก่อมลพิษ ในกรณีมีการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 12.เปิดให้มีสถาบันการแพทย์ด้านอาชีวอนามัยและสุขภาพ ให้เพียงพอต่อการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม 13.ลดอายุการให้ประทานบัตรจากเดิม25ปี เป็น10ปี          

14.ให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างเร่งด่วน โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนคลิตี้ล่าง และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แหล่งน้ำ ตะกอนดิน และห่วงโซ่อาหารปลอดจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว และชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ดังเดิม

สุรพงษ์ กองจันทึกผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและการพัฒนา ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ อธิบายว่า สาระสำคัญของปฏิญญาฉบับนี้คือการเรียกร้องให้รัฐวางมาตรการเชิงป้องกัน รวมถึงการฟื้นฟูชุมชนที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต      

14 ปีวันนี้เริ่มมีรอยยิ้ม

ขณะเดียวกันนั้น สัญญาณแห่งชัยชนะก็เริ่มส่อแววให้เห็น

หลังศาลอุทธรณ์ ภาค7แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ในคดีที่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง ฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) และพวกรวม 7 คน ฐานปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรังและไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้ดังเดิม โดยสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงิน 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้อง ให้กับชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน

ส่วนอีกสองคดี คือ คดีแพ่งที่ชาวบ้าน 8 คน ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ฯ ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกา และคดีปกครองที่ตัวแทนชาวบ้าน 13 คน ฟ้องกรมควบคุมมลพิษ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วย ยังอยู่ในชั้นศาลปกครองสูงสุด คาดว่าจะได้บทสรุปในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจร่างกายครั้งล่าสุด พบว่าชาวบ้านวัยผู้ใหญ่ยังคงมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 26.31 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขณะที่คุณภาพน้ำในลำห้วย จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษ พบว่ามีปริมาณสารตะกั่วในน้ำไม่เกินมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำผิวดิน (0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร)

พูดง่ายๆ ใช้อาบ ใช้รดต้นไม้ได้ แต่หากดื่มควรผ่านการกรองและต้มฆ่าเชื้อโรคก่อน ส่วนอาหารจำพวกกุ้ง หอย ปู ปลานั้นยังคงไม่สามารถจับกินได้ เนื่องจากยังมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่มาก

“14 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 คดีความที่ฟ้องร้องกันมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางชั้นศาล แต่เหนืออื่นใด แม้วันนี้เหมืองจะถูกสั่งปิดไปแล้ว แต่ลำห้วยคลิตี้ก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟู ชาวบ้านยังไม่สามารถใช้ดื่มกินได้ ชัยชนะแท้จริงที่ชาวบ้านต้องการ ไม่ใช่ชนะคดีความ หรือเงินชดเชย สิ่งที่พวกเขาต้องการคือทำยังไงให้ลำห้วยกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม”

“วันนี้ทุกคนรู้ดีแล้วว่ามีมลพิษที่เป็นตะกอนตะกั่วอยู่ในลำห้วยคลิตี้จริง วิธีเดียวคือต้องเอามลพิษตรงนี้ออก ไม่ต้องถามว่าจะเอาตะกอนไปทิ้งที่ไหน หรือมัวแต่กลัวว่าตะกอนจะฟุ้งกระจาย เพราะตามหลักวิชาการแล้ว ทั่วโลกมีมากมายหลายวิธีที่จะกำจัดตะกอนตะกั่วแบบนี้ เท่าที่ทราบมา การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ทำได้โดยใช้งบประมาณแค่ 40 ล้านบาทเท่านั้น นี่ไม่ใช่เป็นการซื้อชีวิตของคนคลิตี้เท่านั้น แต่ยังช่วยชีวิตประชาชนอีกมากมาย เพราะลำห้วยนี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลองซึ่งจะไหลผ่านหล่อเลี้ยงผู้คนอีกจำนวนมาก”

14ปีคลิตี้ ความหวังเริ่มฉายแสง

โรงเรียนอนุบาลจากหยาดเหงื่อและคราบน้ำต

ศาลาเรือนไม้หลังใหญ่ที่กำลังก่อสร้างใกล้เป็นรูปเป็นร่าง

“โรงเรียนอนุบาลคลิตี้ล่าง”โรงเรียนแห่งแรกของหมู่บ้านนี้กำลังจะถือกำเนิดขึ้น โดยการออกแบบและเงินทุนสนับสนุนของบริษัท แปลน

ว่ากันว่าเกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาบนการต่อสู้อันยาวนานตลอด 14 ปีเต็มของชาวคลิตี้

น้ำ-ชลาลัย นาสวนสุวรรณแกนนำเยาวชนหมู่บ้านคลิตี้ล่าง เพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี คณะวิทยาการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาวน้อยคนนี้เป็นลูกหลานชาวคลิตี้รุ่นแรกๆ ที่ออกไปศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นปริญญาตรี และถูกคาดหวังว่าจะกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด ด้วยการรับหน้าที่ครูคนแรกของโรงเรียน

“ปีที่แล้ว หลังจบโครงการอบรมศิลปะและหนังสั้น พวกเราได้เล็งเห็นว่าเมื่อมีความหวังที่จะให้สายน้ำกลับคืนมา ก็อยากที่จะมีโรงเรียนเป็นของตัวเองด้วย เด็กๆจะได้ไม่ต้องออกไปเรียนข้างนอก เพราะโรงเรียนที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากที่นี่ถึง12กิโลเมตร การดินทางยากลำบาก ต้องนั่งรถบ้าง เดินเท้าบ้าง น่าเห็นใจมาก

การจะหาครูสักคนมาประจำในพื้นที่กันดารห่างไกลความเจริญ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งอำนวยความาสะดวก ยิ่งยาก ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมีความเห็นตรงกันว่าลูกๆ หลานๆ บ้านเราก็ไปร่ำไปเรียนหนังสือข้างนอกจนจบมาก็เยอะ น่าจะดึงคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้กลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง”

สมชัย ทองผาภูมิปฐวีชาวบ้านคลิตี้ล่าง บอกว่า นอกจากหลักสูตรการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานแล้ว อยากให้เพิ่มเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงโปว์ อันเป็นเชื้อสายบรรพบุรุษของชาวคลิตี้ล่างลงในหลักสูตรเพิ่มเข้าไปด้วย

“เรามีวัฒนธรรมประเพณีหลายอย่าง มีงานบุญ มีงานรื่นเริง การละเล่น การแต่งกาย เครื่องดนตรี อาหารการกิน สมุนไพรป่ายารักษาโรค และภาษากะเหรี่ยงที่ดูเหมือนจะสูญหายไปแล้ว เด็กๆ รุ่นใหม่พูดได้ แต่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เราอยากจะฟื้นฟู อยากจะส่งต่อมรดกของบรรพบุรุษไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบสาน ก็คงจะให้ผู้เฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านมาช่วยกันคนละไม้ละมือ ลูกๆหลานๆ เราทั้งนั้น”

สุลักษณ์ ศิวรักษ์นักคิดนักเขียนคนสำคัญ แขกผู้มาเยือนจากเมืองหลวง ได้พูดถึงการก่อตั้งโรงเรียนแห่งแรกในประวัติศาสตร์ของคลิตี้ล่าง ว่าถ้าจะให้ดีที่สุด อย่าให้เด็กๆ เรียนในห้องเรียน ต้องให้พวกเขาออกไปเรียนรู้ธรรมชาติ

“อย่าไปเรียนเหมือนโรงเรียนทั้งหลายที่รัฐบาลตั้ง ที่สอนให้คนอยู่ในกรอบ อยู่ในคอกเหมือนปศุสัตว์ อย่าไปเรียนเหมือนโรงเรียนเอกชนทั้งหลาย ที่สอนให้มักใหญ่ใฝ่สูง แข่งขันกัน บ้าอำนาจ  สอนเด็กให้เรียนจากธรรมชาติที่โอบล้อมเรา เราอยู่ในป่า อยู่ในธรรมชาติที่ประเสริฐที่สุดเลย ผลหมากรากไม้ สรรพสัตว์ ผืนดิน สายน้ำ เราต้องเคารพต้นไม้ เคารพแม่น้ำ เคารพแผ่นดินเหมือนอย่างปู่ย่าตายายเรา

ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นตลอด 14 ปี ขอให้ถือเป็นบทเรียน พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่ามนุษย์ต้องรู้จักอริยสัจ 4 ความทุกข์ ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์คืออะไร ต้องรู้ต้องตระหนัก ไม่ต้องไปเกลียดเขา ไปเกลียดเหมือง เกลียดคนที่ทำร้ายเรา แต่เราต้องรู้เหตุแห่งทุกข์ นั่นเพราะคนจำนวนหนึ่งโลภ อยากได้เงิน อยากได้อำนาจ เราต้องฝึกเด็กของเราไว้ อย่าให้สนมัวเมาเรื่องเงิน เรื่องอำนาจ สอนให้เขาสนใจที่จะเป็นมนุษย์ที่ดี เรียนรู้จากความทุกข์ เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความสุขด้วยศีล สมาธิ ปัญญา”

นี่คือก้าวเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของชาวคลิตี้ล่าง ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาที่ร่วมกันร่างขึ้นมา หรือโรงเรียนแห่งแรกในชุมชน    

14 ปีที่ผ่านมา บทเรียนล้ำค่าที่ชาวบ้านได้จากสารตะกั่วต้องไม่สูญเปล่า

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว